ราชอาณาจักรฮาวาย บทเรียนแห่งการสูญแผ่นดิน สิ้นชาติ ขาดกษัตริย์ (ตอนที่ ๑)

ปี พ.ศ. ๒๔๓๖/ค.ศ. ๑๘๙๓ เป็นปีที่สยามประเทศจำเป็นต้องยอมสูญเสียแผ่นดินส่วนหนึ่งให้แก่ประเทศฝรั่งเศส เพื่อแลกกับเอกราชและอธิปไตย แต่ในปีเดียวกันนั้น ราชอาณาจักรอีกแห่งหนึ่ง “โชคร้าย” กว่าสยามมาก เพราะต้องสูญเสียสิ่งเดียวกันนั้นให้แก่ประเทศซึ่งเคยเป็นที่พึ่งพาและจะกลายเป็นมหาอำนาจของโลกในศตวรรษต่อมา

หากคลี่แผนที่โลกออก แล้วมองไปที่จุดกึ่งกลางในมหาสมุทรแปซิฟิกระหว่างทวีปเอเชียกับทวีปอเมริกา เราจะเห็นหมู่เกาะฮาวาย ซึ่งในทางภูมิศาสตร์แล้วคือส่วนหนึ่งของโพลีนีเชีย และมีกำเนิดมาจากภูเขาไฟ ปัจจุบันนี้ฮาวายมีสถานะเป็นมลรัฐหนึ่งของสหรัฐ โดยประกอบด้วย ๘ เกาะใหญ่ ซึ่งเรียงตามลำดับจากตะวันตกเฉียงเหนือไปใต้ตามลำดับดังนี้คือ นิอิฮาว คาวาย โออาฮู มอลาคาย ลานาย คาโฮโอลาวี
เมาอี และฮาวาย[1] เกาะหลังสุดนี้มีขนาดใหญ่ที่สุด และมักเรียกกันว่า “เกาะใหญ่” คงไม่ต้องบอกก็เดาได้ว่า ทำเลที่ตั้งของหมู่เกาะฮาวายมีความสำคัญต่อสหรัฐมากเพียงใด ทั้งในแง่เศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ทางทหาร หลายคนอาจไม่ทราบว่า ก่อนกลายมาเป็นมลรัฐหนึ่งของสหรัฐ ฮาวายเคยมีสถานะเป็นราชอาณาจักรที่มีกษัตริย์ปกครองดูแลนานถึง ๙๓ ปี ความเสื่อมทางศาสนา การสูญเสียจิตวิญญาณและวัฒนธรรม ความพยายามที่จะใช้ระบอบการปกครองแบบใหม่ ประกอบกับทรัพยากรอันเป็นที่ต้องการของประเทศที่ใหญ่กว่า เป็นเหตุที่นำพาให้ราชอาณาจักรแห่งนี้มุ่งหน้าสู่จุดอวสานอย่างรวดเร็วจนแทบไม่น่าเชื่อ

ฮาวายแต่ปางก่อน

คนที่ทำให้โลกรู้จักหมู่เกาะฮาวายคือกัปตันชื่อดัง “เจมส์ คุก” ซึ่งแม้ว่ายน้ำไม่เป็น แต่กลับล่องเรือมาถึงเกาะโออาฮูในปี พ.ศ. ๒๓๒๑/ค.ศ. ๑๗๗๘ ระหว่างที่ออกสำรวจทางเชื่อมระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและแอตแลนติก กัปตันคุกตั้งชื่อให้ว่าหมู่เกาะแซนด์วิช เพื่อเป็นเกียรติแก่เอิร์ลแห่งแซนด์วิช ในระยะแรกชาวฮาวาย[2] หลงเข้าใจว่ากัปตันคุกเป็นพระเจ้า แต่ในที่สุดพระเจ้าอุปโลกน์องค์นี้ก็ถูกชาวฮาวายสังหาร แม้รายละเอียดในบันทึกยังคงสับสน แต่ข้อมูลกระแสหนึ่งกล่าวว่ากัปตันคุกถูกฟาดที่ศีรษะด้วยกระบอง ตามด้วยการกระหน่ำแทงจนเสียชีวิตด้วยกริชที่ชาวฮาวายได้รับมาจากการแลกเปลี่ยนสินค้ากับชาวอังกฤษนั่นเอง

กัปตันเจมส์ คุก

ในอดีต ฮาวายมีการปกครองที่คล้ายคลึงกับระบบศักดินาของยุโรป และแบ่งคนออกเป็น ๓ ชนชั้น (หรือวรรณะ) คือ ชนชั้นปกครอง พระ (อาจรวมถึงบรรดาผู้รู้และผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการนำทาง) และสามัญชน สังคมของชาวฮาวายมีศาสนา ภาษาพูด และวัฒนธรรมของตัวเอง โดยมีจารีตประเพณีเป็นเครื่องมือในการปกครอง และไม่มีการบัญญัติกฎหมาย จารีตบางอย่างอาจฟังดูไม่น่าเชื่อว่าใช้บังคับได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใช้แนวคิดสมัยใหม่เป็นเกณฑ์ เช่น ห้ามผู้ชายและผู้หญิงรับประทานอาหารร่วมกัน ชาวบ้านจะเดินให้เงาของตัวเองพาดขวางทางเดินของชนชั้นปกครองไม่ได้ เป็นต้น ศาสนาของชาวฮาวาย
ยังครอบคลุมถึงการบูชาเทพเจ้าต่างๆ ตั้งแต่เทพเจ้าสำหรับไฟ ไปจนถึงเทพเจ้าสำหรับฉลาม

โปสการ์ดในรูปแบบแผนที่โบราณแสดง ๘ เกาะใหญ่ ของหมู่เกาะฮาวาย

สภาพภูมิอากาศที่เกือบสมบูรณ์แบบตลอดปี ผืนดินและแผ่นน้ำอันอุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้ชาวฮาวายมีการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่ต้องดิ้นรนกับการหาเลี้ยงชีพ แต่รู้จักใช้ทรัพยากรอย่างฉลาด ยามนั้น ชาวต่างชาติที่มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนฮาวายต่างรู้สึกว่า ชาวฮาวายไม่มีความทะเยอทะยาน ขาดความเป็นปัจเจกบุคคล ไม่รู้จักเก็บหอมรอมริบ และขาดแนวคิดเกี่ยวกับการถือครองอสังหาริมทรัพย์
ส่วนตัว ลักษณะเหล่านี้เป็นที่ขัดตาขัดใจของชาวตะวันตกอย่างยิ่ง เพราะถือเป็นความไม่ศิวิไลซ์ ดังจะเห็นได้จากบันทึกที่ชาวต่างชาติคนหนึ่งเขียนไว้ว่า

“การที่ชาวฮาวายสามารถทำมาหากินบนผืนแผ่นดินของตนได้อย่างง่ายดาย เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสังคมและอุตสาหกรรมอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะทำให้ชาวฮาวายไม่ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสน และทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับคนต่างถิ่นได้

ข้อเท็จจริงที่ว่าธรรมชาติหยิบยื่นอาหารให้อยู่แล้ว ทำให้ชาวฮาวายขาดความต้องการที่จะแสวงหาที่ดินเพิ่มเติม อาหารมีพอให้เก็บเกี่ยว ทั้งในวันนี้และวันหน้า แต่แทนที่ชาวฮาวายจะฉกฉวยให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ กลับแบ่งปันให้เพื่อนบ้าน และมั่นใจว่าเพื่อนบ้านจะแบ่งปันให้ตนเป็นการตอบแทน”

เชื่อกันว่าก่อนหน้าที่กัปตันคุกย่างเท้าลงบนเกาะสวรรค์แห่งนี้ ชาวฮาวายอาจมีจำนวนถึงล้านคน (ข้อมูลบางกระแสบอกว่ามีประมาณ ๓ แสนคน ในปี ค.ศ. ๑๗๗๘/พ.ศ. ๒๓๒๑) แต่เมื่อกัปตันคุกเดินทางไปถึง ชาวฮาวายหลาย
พันคนต้องเสียชีวิตลง เพราะไม่มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคใหม่ๆ ที่ชาวตะวันตกนำติดตัวมาฝากโดยไม่เจตนา ตั้งแต่ไข้หวัดใหญ่ ไอกรน ฝีดาษ ไปจนถึงโรคหนองใน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นความสัมพันธ์แบบผิวเผินหรือลึกซึ้ง

เกือบจะพูดได้ว่า จากนั้นเป็นต้นมา ประชากรชาวฮาวายก็มีจำนวนลดน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเกือบสูญพันธุ์เลยทีเดียว บันทึกระบุว่าในปี ค.ศ. ๑๘๕๓/พ.ศ. ๒๓๙๖ ชาวฮาวายมีจำนวน ๗๐,๐๐๐ คน (๗๐% ของประชากรทั้งหมด) ต่อมาเหลือเพียง ๕๐% ในปี ค.ศ. ๑๘๘๔/พ.ศ. ๒๔๒๗ และอีก ๖ ปีต่อมา เหลืออยู่ ๓๘% เท่านั้น

(ซ้าย) โปสการ์ดเก่ารูป “หาดไวกิกิ”, (ขวา) โปสการ์ดเก่ารูป “นักเต้นระบำฮาวาย”

กำเนิดราชอาณาจักรฮาวาย

เดิมนั้น เกาะแต่ละแห่งของฮาวายมีผู้ปกครองเกาะแยกกันต่างหาก พระเจ้าคาเมฮาเมฮา (Kamehameha)ที่ ๑ หรือพระเจ้าคาเมฮาเมฮามหาราช ทรงใช้เวลานานถึง ๑๕ ปี (พ.ศ. ๒๓๓๘/ค.ศ. ๑๗๙๕ ถึง พ.ศ. ๒๓๕๓/ค.ศ. ๑๘๑๐) กว่าจะรวบรวมเกาะทั้งหมดเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและสถาปนาราชอาณาจักรฮาวายขึ้นมาได้ พระปรีชาสามารถของพระองค์ทำให้มีผู้ตั้งสมญานามว่า “นโปเลียนแห่งแปซิฟิก” หลังจากที่สถาปนาราชอาณาจักรแล้ว พระองค์ทรงแต่งตั้งบุคคลในชนชั้นปกครองเพื่อดูแลเกาะแต่ละแห่ง การทำเช่นนี้ทำให้ชนชั้นปกครองเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องแก่งแย่งอำนาจกันอีกต่อไป และนำสันติสุขมาสู่ราชอาณาจักรแห่งนี้

ในรัชสมัยของพระองค์ ฮาวายมีการติดต่อกับชาวตะวันตกค่อนข้างมากและได้รับอิทธิพลจากฝ่ายหลังอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศอังกฤษ ซึ่งทรงมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างลึกซึ้ง ด้วยเหตุนี้ธงสัญลักษณ์ของราชอาณาจักรฮาวายจึงสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ดังกล่าวอย่างเปิดเผย หลังจากรัชสมัยของพระองค์ อิทธิพลจากชาวต่างชาติยังคงแทรกซึมลึกเข้าไปในสังคมฮาวาย เสมือนโรคร้ายที่กัดกินจากภายใน และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ชาวอังกฤษนี่แหละที่ปลดธงของพระองค์ลงจากยอดเสา

กษัตริย์ ๘ พระองค์แห่งฮาวาย และช่วงเวลาที่ครองราชย์
๑. พระเจ้าคาเมฮาเมฮามหาราช (พ.ศ. ๒๓๓๘/ค.ศ. ๑๗๙๕ – พ.ศ. ๒๓๖๒/ค.ศ. ๑๘๑๙)
๒. พระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๒ (พ.ศ. ๒๓๖๒/ค.ศ. ๑๘๑๙ – พ.ศ. ๒๓๖๗/ค.ศ. ๑๘๒๔)
๓. พระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๓ (พ.ศ. ๒๓๖๗/ค.ศ. ๑๘๒๔ – พ.ศ. ๒๓๙๗/ค.ศ. ๑๘๕๔)
๔. พระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๔ (พ.ศ. ๒๓๙๘/ค.ศ. ๑๘๕๕ – พ.ศ. ๒๔๐๖/ค.ศ. ๑๘๖๓)
๕. พระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๐๖/ค.ศ. ๑๘๖๓ – พ.ศ. ๒๔๑๕/ค.ศ. ๑๘๗๒)
๖. พระเจ้าลูนาลิโล (พ.ศ. ๒๔๑๖/ค.ศ. ๑๘๗๓ – พ.ศ. ๒๔๑๗/ค.ศ. ๑๘๗๔)
๗. พระเจ้าคาลาคาอูอา (พ.ศ. ๒๔๑๗/ค.ศ. ๑๘๗๔ – พ.ศ. ๒๔๓๔/ค.ศ. ๑๘๙๑)
๘. พระนางลิลิอูโอคาลานี (พ.ศ. ๒๔๓๔/ค.ศ. ๑๘๙๑ – พ.ศ. ๒๔๓๖/ค.ศ. ๑๘๙๓)

แปดรัชกาล สามราชวงศ์

พระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๑ เป็นปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์คาเมฮาเมฮา พระองค์ทรงปกครองโดยมีที่ปรึกษา ๔ คน ซึ่งทำหน้าที่คล้ายสภาองคมนตรี ต่อมาพระองค์ทรงเกรงว่ารัชทายาทในอนาคตอาจไม่สามารถปกครองราชอาณาจักรให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ จึงทรงแต่งตั้งพระมเหสีองค์โปรดคือพระนางคาอาฮูมานูให้ดำรงตำแหน่งคูฮีนา นูอี (เปรียบเหมือนนายกรัฐมนตรี) ซึ่งมีอำนาจเทียบเท่ากษัตริย์
และคัดคานอำนาจกันได้หากมีผลประโยชน์ของชาติเป็นเดิมพัน พระนางทรงจุดชนวนการเปลี่ยนแปลงในฮาวายด้วยการล้มเลิกจารีตประเพณีโบราณ ซึ่งเท่ากับการปลดแอกที่เคยจำกัดบทบาทของสตรีเพศในสังคมฮาวาย และเปิดโอกาสให้พระนางทรงแสดงบทบาททางการเมืองได้อย่างเต็มที่ บทบาทของพระนางยังคงดำเนินต่อไปอีก ๒ รัชสมัย โดยทรงมีฐานะเป็นผู้สำเร็จราชการของพระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๓

รัชสมัยของพระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๒ มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ทำให้ศาสนาดั้งเดิมของฮาวายเสื่อมสลายลง ชาวฮาวายจึงหันไปพึ่งพาศาสนาคริสต์ ซึ่งมีอิทธิพลต่อสังคมของชาวฮาวายอย่างลึกซึ้งและต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงปฏิเสธที่จะนับถือศาสนาคริสต์ เพราะไม่มีพระประสงค์ที่จะผละออกจากอ้อมอกของมเหสีทั้ง ๔ หรือห่างเหินจากน้ำจัณฑ์

พระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๓ เสด็จขึ้นครองราชย์ในขณะที่มีพระชนมายุเพียง ๑๐ พรรษา และทรงครองราชย์นานถึง ๒๙ ปี ซึ่งนับว่ายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของราชอาณาจักรแห่งนี้ รัชสมัยของพระองค์เป็นช่วงที่ฮาวายประสบปัญหาต่างๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนและมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายด้าน อาทิ การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกและฉบับปี พ.ศ. ๒๓๙๕/ค.ศ. ๑๘๕๒ ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่าฮาวายมีการปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และให้สิทธิแก่สามัญชนในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังมีการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพกับนานาประเทศ การปฏิรูประบบจัดสรรที่ดินและการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน อันส่งผลให้ชาวต่างชาติมีสิทธิซื้อที่ดินได้ แนวคิดเรื่องการผนวกฮาวายเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐ ก็เริ่มต้นขึ้นในรัชสมัยของพระองค์เช่นกัน

เมื่อพระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๔ เสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะยึดมั่นต่อรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. ๒๓๙๕/ค.ศ. ๑๘๕๒ แต่ไม่เห็นด้วยกับการผนวกดินแดนเข้ากับสหรัฐ แนวคิดนี้จึงมีความขัดแย้งกับแนวคิดของเจ้าของไร่และนักธุรกิจชาวต่างชาติ คนเหล่านั้นเริ่มต้นรณรงค์ให้มีการผนวกดินแดนอย่างจริงจัง เพราะเห็นว่าราชอาณาจักรฮาวายไม่มีทรัพยากรหรือทักษะที่จะจัดการและปกครองตัวเองได้ นอกจากนี้ชาวต่างชาติยังต้องการมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่ขณะเดียวกันกลับไม่ต้องการมีฐานะเป็นพลเมืองฮาวาย และถ้าเป็นไปได้ ก็ต้องการให้สามัญชนที่เป็นชาวฮาวายมีสิทธิน้อยลง เพราะต้องการกุมอำนาจทางการเมือง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนตนไว้ให้มากที่สุด

พระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๕ ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์สุดท้ายที่เสด็จขึ้นครองราชย์โดยการสืบสันตติวงศ์ พระองค์ทรงปกครองประเทศโดยยึดหลักการของพระเจ้าคาเมฮาเมฮามหาราช กล่าวคือชนชั้นปกครองมีสิทธิและหน้าที่ที่จะเป็นผู้นำสามัญชน พระองค์ไม่สนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. ๒๓๙๕/ค.ศ. ๑๘๕๒ และทรงให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๐๗/ค.ศ. ๑๘๖๔ เพื่อให้กษัตริย์มีอำนาจมากขึ้น พร้อมทั้งรวมสภาสูงกับสภาล่างเป็นสภาเดียว นอกจากนั้นยังยกเลิกสิทธิการเลือกตั้งแบบไม่จำกัดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ และระบุว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องสามารถอ่านออกเขียนได้ รวมทั้งมีทรัพย์สินพอสมควร

พระองค์โปรดอังกฤษมากกว่าสหรัฐ จึงไม่น่าแปลกใจที่พระองค์ทรงต่อต้านการผนวกดินแดนเข้ากับสหรัฐ ในรัชสมัยของพระองค์ ฮาวายมีจำนวนประชากรน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ พระองค์จึงทรงอนุญาตให้ว่าจ้างคนงานจากจีน ญี่ปุ่น และโปรตุเกสเข้ามาทำงาน

คงเป็นเพราะพระองค์ทรงประจักษ์ถึงความจริงที่ว่าชาวฮาวายมีจำนวนลดน้อยลงจนน่ากลัวอยู่แล้ว ดังนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๐๘/ค.ศ. ๑๘๖๕ เมื่อมีผู้เสนอร่างกฎหมายต่อสภานิติบัญญัติเพื่ออนุญาตให้จำหน่ายสุราแก่ชาวฮาวาย พระองค์จึงทรงให้คำตอบที่ฝ่ายเสนอได้ยินแล้วต้องสะอึกไปนาน โดยรับสั่งว่า “ข้าพเจ้าจะไม่ยอมลงนามในหนังสือที่จะประกันความตายให้พสกนิกรของข้าพเจ้าโดยเด็ดขาด” ในขณะนั้น โรคพิษสุราเรื้อรังเป็นสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้ชาวฮาวายลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว

เมื่อพระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๕ เสด็จสวรรคต โดยไม่ได้ทรงระบุองค์รัชทายาทที่จะเสด็จขึ้นครองราชย์ไว้ รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. ๒๔๐๗/ค.ศ. ๑๘๖๔ ระบุให้สภานิติบัญญัติดำเนินการเลือกตั้ง ผลปรากฏว่า “วิลเลียม ลูนาลิโล” ซึ่งเป็นพระนัดดาของพระเจ้าคาเมฮาเมฮามหาราชได้รับคะแนนท่วมท้นจากการเลือกตั้ง พระองค์จึงทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่เสด็จขึ้นครองราชย์โดยผ่านกระบวนการแบบประชาธิปไตย และเป็นการเริ่มต้นราชวงศ์ใหม่ ในช่วงเวลาเพียงปีเศษที่ครองราชย์ พระองค์ทรงดำเนินการเพื่อให้สหรัฐไม่เรียกเก็บภาษีน้ำตาลจากฮาวาย โดยทรงพิจารณาที่จะอนุมัติให้สหรัฐใช้พื้นที่อ่าวบริเวณ “น่านน้ำไข่มุก” (ต่อมาสหรัฐเรียกว่าเพิร์ลฮาร์เบอร์) เป็นฐานทัพเรือได้ ประเด็นการยอมยกที่ดินเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจนี้เป็นเหตุให้ประชาชนส่วนหนึ่งนึกตำหนิพระองค์ อย่างไรก็ตามพระองค์เสด็จสวรรคตเสียก่อนที่จะดำเนินการได้สำเร็จ มีข่าวลือว่าพระองค์ทรงถูกลอบปลงพระชนม์ด้วยยาพิษ ทั้งนี้เพราะพระองค์ทรงห่วงใยในพสกนิกรชาวฮาวายและมีพระประสงค์ที่จะปฏิรูปรัฐบาล

เนื่องจากไม่มีรัชทายาท พระองค์จึงเป็นกษัตริย์พระองค์เดียวในราชวงศ์นี้ และการเลือกตั้งกษัตริย์จำเป็นต้องเกิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นการช่วงชิงกันระหว่างเจ้าชายคาลาคาอูอากับราชินีเอมมา ซึ่งเป็นมเหสีของกษัตริย์คาเมฮาเมฮาที่ ๔ ผลลัพธ์คือเจ้าชายคาลาคาอูอาได้รับชัยชนะ แต่ฝ่ายที่สนับสนุนราชินีเอมมารู้สึกไม่พอใจ จึงก่อการจลาจลขึ้น พระเจ้าคาลาคาอูอาทรงขอความช่วยเหลือจากอเมริกาและอังกฤษ ซึ่งส่งเรือรบมาข่มขวัญและสยบจลาจลลงได้

เมื่อพระเจ้าคาลาคาอูอาเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงดำเนินการต่อยอดภารกิจเรื่องน้ำตาลที่ค้างคาไว้ในรัชสมัยก่อน โดยทรงลงพระปรมาภิไธยในสนธิสัญญาต่างตอบแทนกับสหรัฐ เพื่อให้ฮาวายมีสิทธิพิเศษในการส่งน้ำตาลเข้าไปขายในสหรัฐได้โดยไม่ต้องเสียภาษี (จะเล่าเพิ่มเติมในภายหลัง)

พระองค์ทรงได้รับฉายาว่า “กษัตริย์เจ้าสำราญ” เพราะทรงนิยมจัดงานสังคมเอิกเกริกและความบันเทิงกับพระสหาย เป็นต้นว่า งานเลี้ยงอาหารแบบลูเอา (Luau) สำหรับแขกนับหมื่นคน การดื่มสุราข้ามคืน การพนัน การแข่งม้า แม้ทรงนิยมความสำเริงสำราญก็จริง แต่พระองค์ก็ทรงส่งเสริมวัฒนธรรมและศิลปะของชาวฮาวาย เพราะทรงวิตกว่าวัฒนธรรมประเพณีพื้นเมืองจะสูญหายไปจนหมดสิ้น จึงรับสั่งให้บันทึกจารีตประเพณีต่างๆ ที่เล่าสืบต่อกันมา เพื่อเก็บไว้เป็นลายลักษณ์อักษร รวมทั้งทรงฟื้นฟูดนตรีพื้นเมือง สถาปัตยกรรม ระบำฮูลาในที่สาธารณะ (ซึ่งเคยถูกมิชชันนารีสั่งห้ามไว้ในตอนต้นศตวรรษ) และแม้กระทั่งการเล่นกระดานโต้คลื่น รายงานบางกระแสมีข้อมูลละเอียดกว่านั้นคือบอกว่า พระองค์ทรงนิยมระบำฮูลามากถึงขนาดรับสั่งให้หานางระบำฮูลาไว้คอยเปลือยกายส่ายสะโพกถวายในวังด้วย

พระราชกรณียกิจอีกประการหนึ่งที่ส่งผลตกทอดมาถึงธุรกิจการท่องเที่ยวของฮาวายในวันนี้ คือการสร้างพระราชวังอิโอลานีในเมืองโฮโนลูลูแทนพระราชวังเดิมที่เสื่อมโทรมลง แม้ว่าในขณะนั้นจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหู เนื่องจากค่าก่อสร้างสูงถึง ๓๕๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นจำนวนเงินมหาศาลในเวลานั้น นอกจากนี้พระองค์ยังทรงสั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์จากโรงงานแห่งเดียวกันกับที่ผลิตเครื่องเรือนให้ทำเนียบขาวของสหรัฐ แถมด้วยการติดตั้งระบบไฟฟ้าที่มีราคาแพงเกือบเท่ากับค่าก่อสร้างพระราชวังทั้งหลัง ว่ากันว่าพระราชวังแห่งนี้มีไฟฟ้าใช้ก่อนทำเนียบขาวของสหรัฐด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ยังมีพระบรมราชโองการให้สร้างพระรูปของพระเจ้าคาเมฮาเมฮามหาราชเพื่อประดิษฐานไว้ตรงข้ามกับพระราชวังอิโอลานีอีกด้วย ในปัจจุบันนี้พระราชวังอิโอลานีกลายมาเป็นพระราชวังแห่งเดียวในประเทศสหรัฐ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของฮาวาย

เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต เจ้าหญิงลิลิอูโอคาลานีได้เสด็จขึ้นครองราชย์ตามพระประสงค์ของพระองค์ และเป็นราชินีองค์เดียวและองค์สุดท้ายที่ทรงปกครองราชอาณาจักรฮาวาย

พระเจ้าคาลาคาอูอาและพระนางลิลิอูโอคาลานี ทรงเป็นราชนิกุลที่ได้รับการศึกษาสูง มีพระปรีชาสามารถ และพระอิริยาบถที่งดงาม ทรงชื่นชมจารีตประเพณีของฮาวายและพิธีรีตองในรั้วในวัง เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมดคือทั้ง ๒ พระองค์ทรงห่วงใยในความเป็นอยู่ของพลเมืองชาวฮาวาย และเอกราชของราชอาณาจักร ทั้ง ๒ พระองค์ทรงเห็นว่าไม่สมควรที่จะสละราชบัลลังก์เพียงเพื่อให้ชาวอเมริกัน
ที่รวยอยู่แล้วร่ำรวยยิ่งขึ้นไปอีก

มิชชันนารีกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของฮาวาย

แต่เดิมนั้น ศาสนาของชาวฮาวายเป็นความเชื่อเกี่ยวกับเทวดาฟ้าดินตามแบบชุมชนโบราณ กล่าวคือมีเทพเจ้าที่ปกปักรักษาทุกอย่าง ตั้งแต่น้ำ ฟ้า ป่า เขา ภูเขาไฟ สงคราม และแม้กระทั่งปลาฉลาม ดังที่เกริ่นไว้ข้างต้นแล้วว่า ผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางศาสนาของฮาวายคือ พระนางคาอาฮูมานู พระองค์ทรงสังเกตเห็นว่าเมื่อชาวต่างชาติหรือพระสวามีของพระองค์ไม่กระทำตามจารีตประเพณีของฮาวาย ก็ไม่เห็นว่าสายฟ้าจะผ่าหรือแผ่นฟ้าจะคำรามแต่อย่างใด

พระนางคาอาฮูมานู

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังจากที่พระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๒ เสด็จขึ้นครองราชย์ได้เพียง ๖ เดือน พระนางคาอาฮูมานูทรงร่วมมือกับพระมารดาของพระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๒ ในการเกลี้ยกล่อมให้พระองค์เสวยพระกระยาหารร่วมกับสตรีเพศต่อหน้าพสกนิกร อันถือเป็นการฉีกม่านประเพณี ซึ่งห้ามผู้ชายและผู้หญิงรับประทานอาหารร่วมกัน ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่จุดชนวนที่ทำให้ศาสนาของฮาวายเสื่อมความขลังลงเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดประเพณีใหม่คือลูเอา ซึ่งนักท่องเที่ยวในปัจจุบันนิยมชมชอบกันนักหนา

เท่านั้นยังไม่พอ พระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๒ มีรับสั่งให้ทำลายวัดและสัญลักษณ์อื่นๆ ทางศาสนาของฮาวาย เช่น เทวรูป จนเป็นเหตุให้ชาวฮาวายรู้สึกสับสนและเคว้งคว้าง แม้จะมีการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ แต่ในที่สุดศาสนาดั้งเดิมของฮาวายก็สูญสิ้นไปเกือบหมดในปี พ.ศ. ๒๓๖๒/ค.ศ. ๑๘๑๙ นักประวัติศาสตร์บางคนถึงกับกล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่ชนชาติหนึ่งละเลิกศาสนาของตัวเอง

ด้วยเหตุนี้ ในเวลาอีกไม่กี่เดือนต่อมา เมื่อมิชชันนารี[3] ชาวอเมริกันนิกายโปรเตสแตนต์คณะแรกลงเรือเดินทางจากเมืองบอสตันมาเยือนฮาวายเป็นครั้งแรก ชาวฮาวายจึงต้อนรับขับสู้อย่างอบอุ่นตามประสาชาวเกาะที่ยังไร้เดียงสาและขาดที่พึ่งทางใจ ในทางตรงกันข้าม ภาพของชาวฮาวายกลับทำให้มิชชันนารีบางคนถึงกับน้ำตาคลอเบ้าและเบือนหน้าหนี คนที่ฝืนใจมองดู ก็เกือบหลุดปากออกมาว่า “นี่เป็นคนแน่หรือ” ตาสีน้ำข้าวของฝรั่งในยุคนั้นให้ความสำคัญกับผิวสีขาวสีเดียวเท่านั้น ส่วนผิวสีน้ำตาลอย่างชาวฮาวายหรือเชื้อชาติอื่นๆ คือสัญลักษณ์ของความป่าเถื่อนที่ยอมรับไม่ได้ มิชชันนารีคู่หนึ่งที่ย่างเท้าลงฮาวายในครั้งนั้นคือสามีภรรยาเจ้าของนามสกุล “เทอร์สตัน” ขอให้จำนามสกุลนี้ไว้ เพราะหลานชายของคนคู่นี้จะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในภายหลัง

เหล่ามิชชันนารีอาศัย “พระเจ้าในกล่องดำ” (คัมภีร์ไบเบิล) เพื่อหว่านล้อมให้พระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๒ ทรงเชื่อว่า หากไม่ปฏิบัติตามคำสอนตามแบบนิกายโปรเตสแตนต์แล้ว พระเจ้าจะลงโทษไปชั่วกัลปาวสาน ด้วยกุศโลบายนี้ มิชชันนารีจึงสามารถแผ่ขยายอิทธิพลเข้าไปแทรกแซงได้ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองของฮาวาย

มิชชันนารีที่ไปปฏิบัติหน้าที่ในฮาวายมีจุดประสงค์เช่นเดียวกันกับกลุ่มที่เดินทางไปยังประเทศต่างๆ คือต้องการนำวิทยาการความรู้ใหม่ๆ ไปเผยแพร่เป็นสื่อเพื่อแทรกซึมศาสนาคริสต์เข้าไปในจิตใจของชาวพื้นเมือง มิชชันนารีเหล่านี้ช่วยพัฒนาภาษาท้องถิ่นของฮาวายให้อยู่ในรูปภาษาเขียน ภายในเวลาไม่ถึง ๒๐ ปี ก็สามารถก่อตั้งระบบโรงเรียนตามแบบฉบับชาวตะวันตกได้ รวมทั้งสอนให้ชาวฮาวายไหวตัวทันกลโกงของชาวตะวันตกที่เอาเปรียบในการแลกเปลี่ยนสินค้า แต่ในขณะเดียวกัน ก็ห้ามมิให้ชาวฮาวายประกอบพิธีกรรมดั้งเดิม เพราะคำสอนของศาสนาคริสต์ในเวลานั้นระบุว่าลัทธิความเชื่ออื่นๆ ทั้งหมดมีความชั่วร้ายแอบแฝงอยู่ ใครที่ถูกจับได้ว่าพูดภาษาฮาวายหรือแอบไปเต้นระบำส่ายสะโพกเป็นต้องถูกจับมาลงโทษ

เรื่องการล้มเลิกศาสนาของชาวฮาวายทำให้อดซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยไม่ได้ เพราะทุกพระองค์ทรงตระหนักถึงหลักสัจธรรมของพุทธศาสนา และมีสายพระเนตรกว้างไกล ศาสนาพุทธจึงยังคงดำรงอยู่ในประเทศไทยสืบมาจนบัดนี้

กลับไปยังเรื่องฮาวายอีกที ใช่ว่ามิชชันนารีเหล่านั้นสามารถดำเนินการเผยแผ่ศาสนาในฮาวายได้โดยปราศจากอุปสรรคใดๆ เลยก็หาไม่ มีอยู่ช่วงหนึ่งในรัชสมัยของพระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๓ พระองค์ทรงรู้สึกอึดอัดกับศาสนาใหม่นี้จนถึงกับออกมาประกาศสงครามกับศีลธรรมตามแบบฉบับชาวคริสต์ เริ่มตั้งแต่ทรงดื่มสุราประชด จำนวน ๓๒ บาร์เรล[4] ใน ๑ สัปดาห์ จากนั้นก็นำตัวคริสต์ศาสนิกชนมาบังคับให้ดื่มเหล้ายิน พร้อมส่งเสริมให้พระสหายละทิ้งข้อห้ามต่างๆ แล้วกลับไปรื่นรมย์กับระบำส่ายสะโพกกระดานโต้คลื่น และการพนัน อันเป็นวิถีทางชีวิตดั้งเดิมของชาวฮาวาย ที่หนักไปกว่านั้นคือทรงส่งคนไปประกาศตามถนนว่า ทางการยกเลิกบทลงโทษว่าด้วยการประพฤติผิดทางประเวณีและอาชญากรรมต่างๆ ยกเว้นฆาตกรรมและโจรกรรม ปรากฏว่าได้ผล เพราะชาวฮาวายละทิ้งโรงเรียนสอนศาสนาคริสต์และโบสถ์จนเกลี้ยง

พระราชวังอิโอลานี

แต่ในภายหลัง ศาสนาคริสต์ภายใต้การชี้นำของมิชชันนารีชาวอเมริกันกลับมีอิทธิพลต่อแนวทางการปกครองของพระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๓ ค่อนข้างมาก เพราะทำให้พระองค์ทรงเชื่อในสิทธิของพลเมือง ดังนั้นจึงทรงประกาศปฏิญญาสิทธิในปี พ.ศ. ๒๓๘๒/ค.ศ. ๑๘๓๙ ตามด้วยรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. ๒๓๘๓/ค.ศ. ๑๘๔๐ ซึ่งลดทอนพระราชอำนาจลง รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อความที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลจากศาสนาคริสต์อย่างเห็นได้ชัด

ในช่วงทศวรรษปี พ.ศ. ๒๓๘๓/ค.ศ. ๑๘๔๐ อีกเช่นกันที่ลูกหลานของมิชชันนารีได้ร่วมกันก่อตั้งพรรค
การเมืองซึ่งชาวฮาวายเรียกว่า “พรรคมิชชันนารี” (ต่อมาคือพรรครีพับลิกันของฮาวาย) พรรคนี้มีเป้าหมายเช่นเดียวกันกับกลุ่มมิชชันนารีที่เป็นบรรพบุรุษ กล่าวคือต้องการทำให้ฮาวายเปลี่ยนแปลงไปสู่การปกครองแบบใหม่ตามแบบอเมริกัน พรรคการเมืองนี้มีบทบาทในการกดดันให้พระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๓ ทรงยกเลิกระบบการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแบบเดิม โดยอาศัยความช่วยเหลือจากกองกำลังรบกึ่งทหารที่เรียกว่า “โฮโนลูลูไรเฟิลส์” (Honolulu Rifles) ซึ่งตั้งขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๙๗/ค.ศ. ๑๘๕๔ (บางแหล่งบอกว่าก่อนปี ๑๘๔๖) เพื่อใช้จัดการกับปัญหาความขัดแย้งภายใน กองกำลังนี้มีความจงรักภักดีต่อพรรคมิชชันนารี

สิทธิการถือครองที่ดิน

ในอดีต ชาวฮาวายไม่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นการส่วนตัว แต่มีชนชั้นปกครองทำหน้าที่แบ่งส่วนที่ดิน ตั้งแต่ยอดเขาถึงฝั่งทะเล และอนุญาตให้สามัญชนใช้ที่ดินทำมาหาเลี้ยงชีพได้ ที่ดินแต่ละแปลงมีขนาดแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจและอิทธิพลทางการเมืองในทำเลที่ตั้งแต่ละแห่ง ชนชั้นปกครองจะแต่งตั้งผู้ดูแลเพื่อให้ความช่วยเหลือในการควบคุมดูแลการใช้ที่ดินในแต่ละวัน ผู้ดูแลต้องเป็นคนที่รอบรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและมีทักษะในการสร้างแรงจูงใจ เพื่อให้ชาวบ้านร่วมมือกันใช้ทรัพยากร โดยรักษาสมดุลระหว่างการยังชีพและปริมาณผลผลิต ผู้ดูแลจะออกกฎเกณฑ์ต่างๆ ไว้บังคับใช้ เช่น การอนุญาตให้จับปลาบางชนิดเฉพาะในบางฤดู การเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยว รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชน ทุกคนที่อาศัยอยู่ในที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิใช้ทรัพยากรและรับส่วนแบ่งที่เก็บเกี่ยวจากแผ่นดินและท้องทะเล โดยเสียภาษีในรูปผลผลิต ทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์และการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงตามความเหมาะสมกับธรรมชาติทำให้ชาวฮาวายมีเวลาพักผ่อนและสร้างสรรค์งานศิลปะแบบชาวเกาะ รวมทั้งศิลปะการต่อสู้ กีฬา และนาฏศิลป์

หลังจากที่มิชชันนารีได้เข้ามาลงหลักปักฐานแล้ว ก็แน่นอนอยู่เองที่ย่อมมีชาวตะวันตกหลั่งไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะชาวอเมริกัน ในช่วงแรกนั้น ชาวต่างชาติส่วนใหญ่เป็นคนระดับแรงงาน จึงไม่ค่อยมีปากเสียงอะไรมากนัก แต่ต่อมา บรรดาพ่อค้า ช่างฝีมือ บุคคลอาชีพต่างๆ ก็หลั่งไหลเข้ามากันมากขึ้น ขณะเดียวกันลูกหลานของมิชชันนารีก็เติบโตขึ้น และประกอบอาชีพต่างๆ กัน ฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ บุคคลดังกล่าวย่อมต้องเรียกร้องเพื่อให้มีสิทธิเช่นเดียวกับที่เคยมีมาก่อนเมื่ออยู่ในบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง รวมทั้งสิทธิการถือครองที่ดินด้วย ชาวต่างชาติ มิชชันนารีและลูกหลานจึงร่วมกันสร้างแรงกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายเพื่อให้เอื้อประโยชน์ต่อตน

ในที่สุดกลุ่มชาวต่างชาติก็ประสบความสำเร็จในการเกลี้ยกล่อมให้พระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๓ ดำเนินการปฏิรูปที่ดิน โดยจัดตั้งระบบจัดสรรที่ดินและสิทธิ์ในการถือครอง พร้อมทั้งออกพระราชบัญญัติที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติมีสิทธิซื้อที่ดินได้ ประเด็นนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจคนในราชอาณาจักรไทยได้ว่า ถ้าชาวต่างชาติมีสิทธิซื้อที่ดินของชาวนาไทยได้แล้ว (ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม) สักวันหนึ่งอาจจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ภายในเวลาไม่กี่ทศวรรษหลังจากนั้น กรรมสิทธิ์ในที่ดินจำนวนมากก็ตกไปอยู่ในมือของชาวต่างชาติ แม้กระทั่งที่ดินส่วนพระองค์ก็ถูกขายหรือให้ชาวต่างชาติเช่า เพื่อชำระหนี้สินหรือแลกเปลี่ยนกับสินค้าต่างชาติ กล่าวได้ว่า พื้นที่ทำไร่เกือบทั้งหมดอยู่ในกำมือของชาวต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของมิชชันนารีกลุ่มแรก กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การปฏิรูปที่ดินครั้งนี้เปิดโอกาสให้ระบอบคณาธิปไตยเบ่งบาน เพราะชนส่วนน้อยของประเทศสามารถแผ่อิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื่ออำนวยประโยชน์ให้ตัวเองได้อย่างเต็มที่

หลายคนคงพอตั้งข้อสังเกตได้ว่า ในกรณีของราชอาณาจักรฮาวาย ชาวตะวันตกใช้ศาสนาของตนเพื่อเปิดประตูนำชาวฮาวายเข้าสู่ระบบการศึกษาแบบตะวันตก ซึ่งจะเปิดประตูบานถัดไปให้สถาบันการปกครองแบบตะวันตกเข้ามามีบทบาท อันนำมาซึ่งการล้มล้างระบบจัดการที่ดินแบบดั้งเดิม และในที่สุดก็นำไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับการทำไร่อ้อยเพื่อผลิตน้ำตาล

ท้องพระโรงในพระราชวังอิโอลานี

ทรัพยากรรสหวาน

น้ำตาลคือผลิตผลหลักที่ค้ำจุนเศรษฐกิจของฮาวายในยุคนั้น โดยมีสหรัฐเป็นตลาดสำคัญ แต่เดิม แม้ชาว
ฮาวายปลูกอ้อยได้ก็จริง แต่ไม่มีการผลิตน้ำตาลในระดับอุตสาหกรรมหรือส่งออก ฉะนั้น เมื่ออุตสาหกรรมน้ำตาลเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างฮาวายกับสหรัฐ มีความผูกพันกันเหนียวแน่นยิ่งขึ้น อุตสาหกรรมน้ำตาลไม่เพียงแต่มีบทบาทต่อการเมืองและเศรษฐกิจ
เท่านั้น แต่ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้สัดส่วนประชากรของฮาวายมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย เพราะต้องมีการจ้างแรงงานจากต่างประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ฯลฯ ให้เข้ามาช่วยทำไร่อ้อย ดังที่กล่าวไว้แล้วว่า ผลพวงจากแรงงานต่างชาตินี้คือโรคติดต่อที่ชาวฮาวายไม่มีภูมิคุ้มกัน จึงทำให้ประชากรมีจำนวนลดน้อยลงจนน่ากลัว

แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือ ชาวอเมริกันและชนเชื้อสายยุโรปยังคงดำรงสถานะเจ้าของไร่ส่วนใหญ่ไว้ได้ แม้จะมีจำนวนน้อยกว่าชาวฮาวายก็ตาม ว่ากันว่าในเวลานั้น ฮาวายมีบริษัทผลิตน้ำตาลอยู่ ๕ แห่ง ซึ่งล้วนแต่เป็นของชาวอเมริกันทั้งสิ้น ในปี พ.ศ. ๒๓๖๙/ค.ศ. ๑๘๒๖ สหรัฐยอมรับว่าฮาวายเป็นรัฐเอกราช และกำหนดอัตราภาษีอากรการนำเข้าน้ำตาลจากฮาวายตามธรรมเนียม ประเด็นนี้เป็นเหตุให้เจ้าของไร่อ้อยรู้สึกไม่พอใจ เพราะต้องสูญเสียผลกำไรบางส่วนไป และเห็นว่ารัฐบาลสหรัฐเป็นฝ่ายได้รับผลประโยชน์มากกว่าตนเอง ดังนั้นหนทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยงภาษีอากรได้ก็คือการหาทางทำให้ฮาวายกลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐ นี่เป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเวลาต่อมา

ในปี พ.ศ. ๒๔๑๘/ค.ศ. ๑๘๗๕ บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งห้านี้สามารถเจรจาหว่านล้อมจนรัฐบาลของฮาวายและสหรัฐตกลงลงนามกันในสนธิสัญญาการค้าเสรีที่เรียกว่า “สนธิสัญญาต่างตอบแทน” (Reciprocity Treaty) ซึ่งมีสาระสำคัญอยู่ ๒ ประการ คือ ฮาวายได้รับสิทธิพิเศษในการส่งน้ำตาลและข้าวไปขายในสหรัฐ โดยไม่ต้องเสียภาษี ส่วนสหรัฐก็สามารถส่งสินค้าไปขายในฮาวายได้โดยปลอดภาษีเช่นกัน รวมทั้งยังได้รับสิ่งที่สำคัญกว่านั้น นั่นคือการใช้พื้นที่อ่าวตรงบริเวณน่านน้ำไข่มุกเป็นที่ตั้งของกองทัพเรือสหรัฐ เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ฮาวาย ต่อมาพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันในนาม เพิร์ลฮาร์เบอร์ ชาวฮาวายเชื่อว่า
น่านน้ำแห่งนี้เป็นที่สถิตของเทพเจ้าสำหรับฉลาม

ในยามนั้น ชาวฮาวายเดาไม่ออกเลยว่า สนธิสัญญาการค้าเสรีฉบับนี้จะทำให้ฮาวายตกเป็นรัฐใต้อารักขาของสหรัฐโดยปริยาย และนี่คือจุดเริ่มต้นแห่งการสิ้นสุดของราชอาณาจักรฮาวาย ดูเหมือนว่านี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า สนธิสัญญาการค้าเสรีบางฉบับนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศเล็กในระยะสั้น และเอื้อประโยชน์ต่อประเทศใหญ่ในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายหลังเป็นประเทศที่ฉลามเรียกพ่อ

ข่าวเกี่ยวกับสัญญาฉบับนี้ทำให้ชาวฮาวายรู้สึกไม่พอใจและก่อความวุ่นวายขึ้น จนพระเจ้าคาลาคาอูอาทรงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากขอให้กองกำลังนาวิกโยธินของสหรัฐเข้ามาช่วยรักษาความสงบ

๕ ปีหลังจากที่สัญญาฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ปรากฏว่าไร่อ้อยมีจำนวนเพิ่มขึ้น ๓ เท่า ปริมาณน้ำตาลส่งออกมีจำนวนเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว และทำกำไรให้เจ้าของไร่อ้อยอย่างเป็นกอบเป็นกำ

จำนวนไร่อ้อยที่เพิ่มมากขึ้นนี้นำมาซึ่งปัญหาขาดแคลนแรงงาน จึงจำเป็นอยู่เองที่รัฐบาลของราชอาณาจักรฮาวายต้องอนุญาตให้มีการนำเข้าแรงงานต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวญี่ปุ่นและจีน ต่อมาชาวโปรตุเกสได้ตามมาสมทบด้วย ทว่าการแก้ไขปัญหาแรงงานเช่นนี้กลับทำให้ชาวฮาวาย
ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำต้องรับชะตากรรมอีกครั้งหนึ่งจากโรคติดต่อที่ติดมากับแรงงานต่างชาติเหล่านี้ อันเป็นเหตุให้ชาวฮาวายยิ่งมีจำนวนลดน้อยลงไปอีก

การทหาร

หลังจากที่พระเจ้าคาเมฮาเมฮามหาราชสถาปนาราชอาณาจักรฮาวายขึ้นมาแล้ว ชาวฮาวายก็ได้ลิ้มรสสันติสุขที่ขจรขจายไปยังเกาะใหญ่น้อยต่างๆ จนไม่ไยดีกับกองกำลังทหารมากนัก นอกจากนั้นยังมีผู้กล่าวหาว่าพระนางคาอาฮูมานูอีกเช่นกันที่มีส่วนทำลายจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้เยี่ยงชายชาตรีด้วยการสั่งยกเลิกศิลปะการชกมวยแบบชาวฮาวาย ทั้งนี้เพราะทนแรงคะยั้นคะยอจากบรรดามิชชันนารีไม่ไหว อันที่จริงแล้ว ประเด็นสำคัญที่ขัดใจมิชชันนารีมิใช่การชกมวย แต่คือการพนันที่เกี่ยวพันกับการชกมวยอย่างแยกกันไม่ออก

อีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่อกำลังทหารในช่วงราชวงศ์คาเมฮาเมฮาก็คือจำนวนประชากรชาวฮาวายที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากโรคติดต่อที่พ่วงมากับชาวต่างชาติ เมื่อผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ กองทัพเรือของสหรัฐก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ส่วนกองทัพบกก็เหลือกำลังเพียงไม่กี่กองร้อย

การคบหากับชาวต่างชาติเป็นเหตุให้ชาวฮาวายหันไปเอาใจใส่กับความมั่งคั่งทางวัตถุ และไม่ไยดีกับแนวคิดที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ เป็นต้นว่า วิถีการเพาะปลูกดั้งเดิมเปลี่ยนไปเป็นการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ ความชำนาญในด้านต่างๆ ถูกลืมเลือน ความสำเร็จทางธุรกิจรุกเข้าไปแทนที่ความกล้าหาญในการทำศึก เศรษฐกิจที่เติบโตเป็นเหตุให้กองทัพมีความสำคัญน้อยลง แต่กำลังตำรวจมีความจำเป็นมากขึ้น เพราะต้องใช้เพื่อระงับกรณีพิพาทที่เกิดขึ้นบ่อยๆ

เมื่อเวลาผ่านไป กำลังทหารมีจำนวนน้อยลงจนเหลือเพียงกองกำลังอาสาสมัครที่ทำหน้าที่เป็นทหารรักษาพระองค์และราชวงศ์ในงานพิธีและเพื่อยิงสลุตเท่านั้น ไม่มีใครสนใจฝึกซ้อมหรือฝึกอบรมกองกำลังเพื่อทำศึกอีกต่อไป คงมีแต่การฝึกซ้อมเพื่อแสดงและเดินพาเหรดเท่านั้น (ตรงนี้ไม่ได้ประชดใครเลย ข้อมูลเป็นอย่างนี้จริงๆ) ป้อมทหารต่างๆ จึงกลายเป็นป้อมร้างให้แมงมุมสร้างใย

ภาพวาดอ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ ประมาณปี พ.ศ. ๒๓๘๓/ค.ศ. ๑๘๔๐

ชนชั้นสูงหลายคนตกเป็นหนี้ชาวต่างชาติ อันเป็นผลเนื่องมาจากการลงทุนเพื่อเก็งกำไรหรือซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยจากต่างประเทศมากเกินไป เมื่อมีปัญหาทำนองนี้ นายหน้าเงินกู้ชาวต่างชาติก็มักหาทางออกด้วยการกดดันให้รัฐบาลของตัวเองเข้ามาช่วยจัดการ โดยบางครั้งมีการใช้กำลังทหารเข้าขู่แทนการดำเนินการตามครรลองกฎหมายของฮาวาย หลังจากปี พ.ศ. ๒๓๖๓/ค.ศ. ๑๘๒o ชาวต่างชาติในฮาวายมักขอความช่วยเหลือจากเรือรบของชาติตน โดยร้องทุกข์ต่อกัปตันเรือที่นำเรือเข้ามาจอดเทียบท่า เพราะเห็นว่าได้ผลชะงัดกว่า ขณะเดียวกันราชอาณาจักรฮาวายเองก็ไม่มีแสนยานุภาพทางทหารเพียงพอที่จะต้านทานคำขู่จากเรือรบต่างชาติได้

ตัวอย่างที่พิสูจน์ให้เห็นชัดถึงความจริงข้างต้นได้แก่วิกฤตการณ์ ๒ ครั้งในรัชสมัยของพระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๓ เมื่อฮาวายเกิดปัญหากับมหาอำนาจ ๒ ประเทศ ซึ่งย่อมเป็นใครอื่นไปไม่ได้ นอกจากจักรวรรดินิยมเจ้าเก่าอย่างอังกฤษกับฝรั่งเศส

ในปี พ.ศ. ๒๓๘๖/ค.ศ. ๑๘๔๓ เรือรบของอังกฤษเข้ามาเทียบท่าเพราะได้รับแจ้งจากทูตอังกฤษว่า ชาวอังกฤษไม่ได้รับสิทธิอันชอบธรรมตามกฎหมาย กัปตันเรือแจ้งความประสงค์ที่จะเข้าเฝ้าพระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๓ ในทันที แต่เมื่อได้รับคำปฏิเสธ ก็ใช้กำลังบีบบังคับให้พระองค์ทรงสละราชบัลลังก์และยกฮาวายให้อยู่ในความดูแลของอังกฤษ เท่านั้นไม่พอ ยังทำลายธงชาติฮาวายทุกผืนที่อยู่ในสายตา และชักธงอังกฤษขึ้นสู่ยอดเสาแทน ทว่า หลังจากที่ผู้บัญชาการของกัปตันผู้นั้นเดินทางมาตรวจสอบความเรียบร้อยที่ฮาวาย ก็เป็นที่ประจักษ์ว่ากัปตันผู้นั้นกระทำการไปโดยพลการ แม้พระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๓ ทรงได้ราชบัลลังก์คืนมา แต่ราชอาณาจักรฮาวายก็ต้องสูญเสียอธิปไตยไปนานถึง ๕ เดือน

อีกประมาณ ๖ ปีต่อมา ราชอาณาจักรที่น่าสงสารแห่งนี้ก็มีเรื่องกระทบกระทั่งกับฝรั่งเศส ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่มิชชันนารีนิกายโปรเตสแตนต์ในรัชสมัยพระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๒ ไม่หยุดอยู่แค่การสั่งยกเลิกศาสนาดั้งเดิมของชาวฮาวาย แต่ยังรุกคืบไปสั่งห้ามมิให้ผู้ใดนับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกด้วย หนำซ้ำยังเนรเทศมิชชันนารีนิกายโรมันคาทอลิกและจับกุมผู้ศรัทธาไปทรมาน ในปี พ.ศ. ๒๓๙๒/ค.ศ. ๑๘๔๙ เมื่อนายพลคนหนึ่งของฝรั่งเศสเดินทางมายังโฮโนลูลู และทราบเรื่องเข้า ประกอบกับได้รับรายงานจากชาวฝรั่งเศสว่าบรั่นดีจากฝรั่งเศสถูกเรียกเก็บภาษีแพงลิ่ว จึงยื่นข้อเรียกร้อง ๑๐ ประการต่อพระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๓ เมื่อไม่ได้ดั่งใจ ก็ยกกำลังบุกเมืองโฮโนลูลู ทำลายป้อมทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และสร้างความเสียหายแก่อาคารสถานที่ทำการของรัฐบาล ภายหลังการรุกรานจากฝรั่งเศสในครั้งนี้ พระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๓ ได้ทรงทำสนธิสัญญากับสหรัฐและอังกฤษ เพื่อถ่วงดุลอำนาจ แต่ก็เป็นเหตุให้ฮาวายมีสภาพเป็นรัฐในอารักขาไปอย่างช่วยไม่ได้

ภายหลังราชวงศ์คาเมฮาเมฮา พระเจ้าลูนาลิโลทรงยกเลิกกองทัพ และอาศัยกองกำลังของสหรัฐในการปกป้องราชอาณาจักรเป็นหลัก แม้ว่าในภายหลัง พระเจ้าคาลาคาอูอาได้ฟื้นฟูกำลังกองทัพขึ้นมาใหม่ แต่ก็มีกำลังไม่เพียงพอที่จะต่อต้านกองกำลังของพรรคมิชชันนารีจนต้องยอมลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญฉบับดาบปลายปืนซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป

ก่อนจบประเด็นเกี่ยวกับการทหารของฮาวาย ขอยกข้อความในย่อหน้าแรกของระเบียบทหารฉบับปี พ.ศ. ๒๓๙๘/ค.ศ. ๑๘๕๕ เพื่อช่วยให้เข้าใจว่า ในเวลานั้นทหารของฮาวายเดินหลงทางอย่างไร ข้อความนั้นคือ

“ทหารทุกคนในกองทัพควรไปสวดมนต์บ่อยๆ นายทหารระดับสูงได้รับคำสั่งให้ปลูกฝังความศรัทธาต่อคำสอนของพระผู้เป็นเจ้าในผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคน โดยอาศัยคำสั่งอย่างเป็นทางการและการกระทำตนเป็นแบบอย่าง”

ระบอบการปกครองที่เปลี่ยนแปลง

ก่อนหน้าปี พ.ศ. ๒๓๘๒/ค.ศ. ๑๘๓๙ อำนาจของรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรฮาวายแบ่งออกเป็น ๓ ฝ่าย คือ ๑. กษัตริย์ ๒. คูฮีนา นูอี และ ๓. สภาสูง ระบอบการปกครองแบบนี้ทำให้ชาวตะวันตกที่เข้ามาพำนักอาศัยในฮาวายทำอะไรมากไม่ได้ จึงพยายามกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น รัฐบาลของฮาวายพยายามเอาใจชาวตะวันตกพอสมควร แต่ก็ดูเหมือนหากเอาใจอังกฤษ ฝรั่งอีก ๒ ชาติ คือ อเมริกาและฝรั่งเศสก็ไม่พอใจ นานวันเข้า พอรัฐบาลฮาวายขยับตัวจะทำอะไรขึ้นมา ก็ปรากฏว่ามีเรือรบต่างชาติเข้ามาจอดค้ำคอรออยู่หน้าอ่าวเสียแล้ว ชาวฮาวายผู้มีการศึกษาคนหนึ่งเคยทำนายอนาคตของฮาวายไว้ว่า “เรือของชาวผิวขาวได้มาถึงแล้ว คนฉลาดได้เดินทางมาจากประเทศอันยิ่งใหญ่ ซึ่งท่านไม่เคยพบเห็นมาก่อน พวกเขารู้ว่าเรามีคนน้อยกว่า และอยู่ในประเทศเล็กๆ พวกเขาจะกลืนกินเราจนสิ้น”

ในปี พ.ศ. ๒๓๘๓/ค.ศ. ๑๘๔๐ พระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ ๓ ทรงประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรก อันเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งแบ่งอำนาจการปกครองออกเป็น ๓ ฝ่ายอย่างชัดเจน คือ ฝ่ายบริหารที่มีกษัตริย์เป็นประมุข ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ ในฝ่ายนิติบัญญัตินั้นประกอบด้วยกษัตริย์ สภาสูง[5] และสภาล่าง (สภาผู้แทน) โดยที่แต่ละฝ่ายมีอำนาจทัดทานกันได้ นับว่านี่เป็นครั้งแรกที่เปิดโอกาสให้สามัญชนมีตัวแทนในสภา นักประวัติศาสตร์บางคนเห็นว่า การก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตยครั้งนั้นเป็นการย่างก้าวก่อนเวลาอันสมควร เพราะชาวฮาวายยังไม่มี
ความพร้อมที่จะใช้ระบอบนี้ จึงต้องอาศัยที่ปรึกษาชาวต่างชาติ อันเป็นการเปิดทางให้ชาวต่างชาติเหล่านั้นเข้าไปมีอำนาจในการปกครองประเทศ และนำมาซึ่งผลเสียต่อราชอาณาจักรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พระองค์ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่งในปี ค.ศ. ๑๘๕๒ ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่าฮาวายมีการปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และให้สิทธิสามัญชนในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง พร้อมทั้งมีการแบ่งอำนาจปกครองเป็นฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ โดยอาศัยรัฐธรรมนูญของสหรัฐเป็นต้นแบบ ซึ่งหมายความว่ากษัตริย์มีพระราชอำนาจน้อยลง

รัฐธรรมนูญฉบับดาบปลายปืน

ปี พ.ศ. ๒๔๓๐/ค.ศ. ๑๘๘๗ ในรัชสมัยของพระเจ้าคาลาคาอูอา เป็นปีที่สงครามแย่งชิงอำนาจการปกครองในฮาวายพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุด ในเดือนกรกฎาคม พรรคมิชชันนารีซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคปฏิรูป รู้สึกไม่พอใจกับการปกครองโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทราบมาว่าพระเจ้าคาลาคาอูอาอาจจะทรงฟื้นฟูระบอบราชาธิปไตยแบบเก่าขึ้นมาอีก ซึ่งเท่ากับเป็นการลดอำนาจของพวกตนลง จึงได้จัดตั้งสมาคมลับขึ้น เรียกว่า “สันนิบาตชาวฮาวาย” (Hawaiian League) โดยมี นายลอร์ริน เทอร์สตัน[6] และ นายแซนฟอร์ด โดล[7] ร่วมเป็นสมาชิก ทั้งคู่เป็นนักกฎหมายและหลานของมิชชันนารีคณะแรก สมาคมนี้ประกอบด้วยสมาชิกไม่เกิน ๔๐๐ คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าของไร่อ้อยและนักธุรกิจชาวอเมริกัน หลายคนเป็นทายาทของมิชชันนารี และหลายคนเป็นกองทหารอาสาสมัคร ซึ่งรับราชการทหารกับรัฐบาลของฮาวาย

นายลอร์ร ิน เทอร์สตัน ตัวการสำคัญในการโค่นล้มราชอาณาจักรฮาวาย

วัตถุประสงค์ของสมาคมนี้คือเพื่อยึดครองอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจจากชาวฮาวาย ซึ่งในขณะนั้นมีอยู่ด้วยกันประมาณ ๔๐,๐๐๐ คน รวมทั้งเพื่อ “ปฏิรูป” ระบอบการปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และผนวกดินแดนให้เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐ โดยเห็นว่าการทำเช่นนั้นเป็นการปลดปล่อยชาวฮาวายให้พ้นจากระบอบการปกครองแบบราชาธิปไตยแบบเก่า ในลักษณะเดียวกันกับที่สหรัฐปลดปล่อยตัวเองจากการปกครองของอังกฤษมาแล้ว ทว่า ในสายตาของชาวฮาวายนั้น คำว่าปฏิรูป
ก็หมายถึงกบฏนั่นเอง

สมาคมดังกล่าวใช้ข้ออ้างว่าพระเจ้าคาลาคาอูอาทรงใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือย แถมด้วยข้อกล่าวหาที่ว่าพระองค์ทรงรับสินบนเพื่อให้ชาวจีนค้าฝิ่นได้อย่างเสรี สมาชิกบางคนในสมาคมลับนี้มีความคิดรุนแรงถึงขั้นที่ต้องการบังคับให้พระองค์ทรงสละราชสมบัติ บางคนเสนอให้มีการลอบปลงพระชนม์ แต่ในที่สุดแล้ว ฝ่ายที่เดินสายกลางมากกว่าหน่อยก็ได้ชัยชนะ โดยตกลงที่จะรักษาราชบัลลังก์ไว้ แต่จำกัดพระราชอำนาจไว้ภายในขอบเขตของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สมาคมนี้บัญญัติขึ้น แต่หากพระองค์ทรงปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ ก็จำเป็นต้องบังคับให้ทรงสละราชสมบัติ

นายแซนฟอร์ด โดล

เมื่อสมาคมดังกล่าวนำรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระเจ้าคาลาคาอูอา พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีใหม่ที่ประกอบด้วยสมาชิกของสมาคมลับนั้น แรกทีเดียวพระองค์ทรงโต้แย้งและต่อต้านรัฐธรรมนูญดังกล่าว แต่เมื่อทรงตระหนักว่าสมาคมดังกล่าวมีกองกำลังรบกึ่งทหาร “โฮโนลูลูไรเฟิลส์” คอยสนับสนุนอยู่ พระองค์จึงทรงยอมจำนนแต่โดยดี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จึงมีชื่อดุเดือดว่า “รัฐธรรมนูญฉบับดาบปลายปืน” ซึ่งทำให้พระองค์มีพระราชอำนาจน้อยลงมาก กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระองค์ครองราชย์แต่ไม่ปกครอง และมีฐานะไม่ผิดกับรูปปั้นหินอ่อนในพระราชวัง

ผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดาบปลายปืนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็ นายลอร์ริน เทอร์สตัน นั่นแหละ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลทำให้อำนาจการปกครองที่แท้จริงตกอยู่ในมือของคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติเท่านั้นที่มีอำนาจถอดถอนรัฐมนตรีได้ หาใช่กษัตริย์อีกต่อไปไม่ ส่วนสภาสูงนั้น บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดไว้ว่า สมาชิกในสภาสูงต้องมาจากการเลือกตั้ง ทั้งที่แต่เดิมนั้น การแต่งตั้งสมาชิกเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ถึงแม้จะฟังดูดีและเป็นประชาธิปไตย แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ผู้มีสิทธิเลือกและผู้สมัครต้องมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์หรือมีรายได้มากถึงระดับที่บัญญัติไว้ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นชาวฮาวายเท่านั้น ฉะนั้น คนต่างด้าวที่เป็นชาวอเมริกันหรือยุโรปจึงมีสิทธิเลือกตั้งเช่นกัน ส่วนชาวเอเชียนั้นไม่มีสิทธิ แม้ว่าได้โอนสัญชาติแล้วก็ตาม แต่ที่เด็ดกว่านั้นคือ พระองค์ต้องทรงแต่งตั้งให้นายลอร์รินเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย ตรงนี้ขออธิบายเพิ่มเติมว่า รัฐมนตรีกระทรวงนี้มีหน้าที่ดูแลถนนหนทาง ท่าเรือ อ่าว ที่ดินของรัฐบาล การเช่าที่ดิน การพัฒนาแหล่งน้ำ และคนเข้าเมือง พูดง่ายๆ ก็คือ ควบคุมกิจการทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเจ้าของไร่อ้อย แต่ที่นักการเมืองไทยฟังแล้วคงอยากให้เกิดขึ้นกับตนบ้างคือ หลังจากที่ไม่สามารถตกลงกันได้ว่าใครสมควรเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้ว ก็เลยยกตำแหน่งนั้นให้นายลอร์รินรับไปด้วยเลย

ต่อมา คณะรัฐมนตรีที่เป็นผลพวงจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังบังคับให้พระเจ้าคาลาคาอูอาทรงแต่งตั้ง นายแซนฟอร์ด โดล เป็นผู้พิพากษาศาลสูง เมื่อเป็นฉะนี้แล้ว คงไม่ต้องสงสัยอีกว่า ราชอาณาจักรฮาวายในเวลานั้นอยู่ในอุ้งมือใคร

(ซ้าย)ประธานาธิบดีเบนจามิน แฮร์ ร ิสัน, (ขวา) ประธานาธิบดีโกลเวอร์ คลีฟแลนด์

บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเหตุให้ชาวฮาวายเพียง ๑ ใน ๓ เท่านั้นที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือก
ตั้ง เพราะขณะนั้นชาวฮาวายเป็นเจ้าของที่ดินแค่ ๑๐% จึงไม่มีรายได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ หนำซ้ำ ชาวฮาวายจะมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ก็ต่อเมื่อ ยอมสาบานว่าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญฉบับที่น่ารังเกียจนี้เท่านั้น จึงเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเจตนาที่จะลดพระราชอำนาจลง พร้อมกับลิดรอนสิทธิของชาวฮาวาย ทั้งในสนามเลือกตั้งและในสภานิติบัญญัติ ขณะเดียวกันก็เปิดทางให้ชาวผิวขาวและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในฮาวายเข้ากุมอำนาจทางการเมืองและการปกครองได้เกือบเต็มที่ ถ้าพูดตามประสาข่าวพาดหัวเมืองไทยก็ต้องว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับข่มขืนประชาชน

หากไม่มีใครจับตาดูนักการเมืองไทย ก็เชื่อขนมกินได้เลยว่า ความขยันในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจนำไปสู่เหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ได้ แน่นอนว่า วิธีการย่อมต้องซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากกว่าหน่อย เพราะขณะนี้เป็นศตวรรษที่ ๒๑ เข้าไปแล้ว หากไม่อำพรางวิธีการเสียเลย ก็คงดูกระไรอยู่

เป็นธรรมดาอยู่เองที่ชาวฮาวายย่อมไม่พอใจที่ตนมีสิทธิในการปกครองน้อยลง และยอมรับไม่ได้ที่พระราชอำนาจถูกลิดรอนลง ดังนั้นชาวฮาวาย ชาวจีน และชาวญี่ปุ่นจึงร่วมกันถวายฎีกา เพื่อขอให้ทรงเพิกถอนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คณะรัฐมนตรียุคปฏิรูปจึงตอกกลับว่าสภานิติบัญญัติเท่านั้นที่สามารถกระทำการดังกล่าวได้ โดยไม่ใส่ใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เองก็ไม่ได้ผ่านการรับรองจากสภาฯ แต่อย่างใด

พลเมืองส่วนใหญ่ของฮาวายพยายามที่จะแก้ไขหรือเปลี่ยนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในปี พ.ศ. ๒๔๓๒/ค.ศ. ๑๘๘๙ หนุ่มลูกครึ่งชาวฮาวายชื่อ รอเบิร์ต ดับเบิลยู. วิลคอกซ์ (Robert W. Wilcox) ได้นำกำลังคน ๘๐ นาย ซึ่งมีทั้งชาวฮาวายและชาวยุโรป พร้อมอาวุธ เดินขึ้นวังอิโอลานี พร้อมด้วยรัฐธรรมนูญฉบับคืนพระราชอำนาจ เพื่อให้พระเจ้าคาลาคาอูอาทรงลงพระปรมาภิไธย แต่พระองค์เสด็จออกจากพระราชวังก่อนหน้านั้น เพราะทรงทราบข่าวว่า แม้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะคืนพระราชอำนาจให้แก่กษัตริย์ แต่นายรอเบิร์ตต้องการให้เจ้าหญิงลิลิอูโอคาลานี ซึ่งเป็นพระขนิษฐาของพระองค์ เสด็จขึ้นครองราชย์แทน

คณะรัฐมนตรีได้เรียกกองทหารมาสยบกองกำลังดังกล่าว และจับตัวนายรอเบิร์ตไปขึ้นศาล โชคเป็นของนายคนนี้อยู่บ้าง เพราะลูกขุนซึ่งเป็นชาวฮาวายส่วนใหญ่ ลงมติว่านายรอเบิร์ตไม่มีความผิด แต่คือวีรบุรุษ

ในปี พ.ศ. ๒๔๓๓/ค.ศ. ๑๘๙o สหรัฐได้ประกาศใช้กฎหมายฉบับหนึ่งที่เรียกกันว่า “ภาษีศุลกากรแมกคินลีย์” เพื่อเป็นเกียรติแก่ นายวิลเลียม แมกคินลีย์ (ขณะนั้นเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ แต่ต่อมาชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดี) ผลกระทบจากกฎหมายฉบับนี้ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองในฮาวาย เพราะเป็นการยกเลิกสนธิสัญญาต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐกับฮาวาย ทำให้ประเทศอื่นๆ สามารถส่งน้ำตาลเข้าสหรัฐได้โดยไม่ต้องเสียภาษีเช่นกัน

เมื่อพระนางลิลิอูโอคาลานีเสด็จขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. ๒๔๓๔/ค.ศ. ๑๘๙๑ พระองค์ทรงฝืนพระทัยยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับดาบปลายปืนในเบื้องต้น แต่ทรงมีเป้าหมายที่จะเรียกคืนพระราชอำนาจเพื่อให้ชาวฮาวายเป็นผู้กุมบังเหียนในการปกครองอีกครั้ง แน่นอนอยู่เองที่บรรดาผู้สนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับดาบปลายปืนย่อมไม่พอใจ ดังนั้นจึงมีการวางมาตรการเพื่อให้แน่ใจว่าพระองค์จะไม่มีพระราชอำนาจมากจนเกินไป

ฉบับหน้า เชิญติดตามอ่านเหตุการณ์ที่นำไปสู่วาระสุดท้ายของราชอาณาจักรฮาวาย


หมายเหตุ เนื้อหาที่นำเสนอในที่นี้เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ยังมีรายละเอียดอีกหลายด้านที่ไม่ได้นำมาเสนอ แต่มีผลกระทบต่อจุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์ฮาวายด้วย

เชิงอรรถ

[1] คำสะกดภาษาอังกฤษคือ Niihau, Kauai, Oahu, Molokai, Lanai, Kahoolawe, Maui, และ Hawaii ตามลำดับ ชื่อ ภาษาไทยเหล่านี้เขียนตามชื่อที่คุ้นหูคนไทย แต่อาจไม่ถูกต้องตามหลักการออกเสียงภาษาฮาวาย

[2] ในบทความนี้ คำว่า ชาวฮาวาย หมายถึงชาวพื้นเมืองของฮาวายเท่านั้น

[3]  มิชชันนารีหมายถึงกลุ่มนักเผยแผ่ศาสนา ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรในด้านต่างๆ ทั้งนักบวช นักเทศน์ ช่างพิมพ์ แพทย์ ฯลฯ

[4] ๑ บาร์เรล เท่ากับประมาณ ๑๕๙ ลิตร

[5] การสืบทอดตำแหน่งในสภาสูงอาศัยเชื้อสายเป็นเกณฑ์

[6] Lorrin A. Thurston (๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๐๑/ค.ศ. ๑๘๕๘ – ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๔/ค.ศ. ๑๙๓๑)

[7] Sanford B. Dole (๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๓๘๗/ค.ศ. ๑๘๔๔ – ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๙/ค.ศ. ๑๙๒๖)

[8] William Nevins Armstrong (๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๗๘/ค.ศ. ๑๘๓๕ – ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๘/ค.ศ. ๑๙๐๕) เกิดที่เกาะเมาอี และเสียชีวิตที่วอชิงตัน ดี.ซี. แต่นำศพกลับไปฝังที่ฮาวาย

[9] กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ (๖ กันยายน พ.ศ. ๒๓๘๑ – ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๘)


เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2560

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป