อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ปั้นอนุสาวรีย์พระเจ้าตาก “ม้าหางชี้” จะขี้ใช่ไหม!?

ซ้าย-แบบ “พระบรมรูปทรงม้า” ซึ่งได้รับคะแนนนำขาดลอย (ภาพจากหนังสือ ประวัติศาสตร์สมัยธนบุรี สำนักพิมพ์สารคดี) กลาง-อาจารย์ศิลป์ พีระศรีกำลังขยายแบบปั้นอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน (ภาพจากหนังสือ ๑๐๐ ปี ศิลป์ พีระศรี นิทรรศการเชิดชูเกียรติฯ, มหาวิทยาลัยศิลปากร) ขวา-พระบรมราชานุสาวรีย์ปัจจุบัน

ไม่มีใครในโลกจะล่วงรู้ว่ารูปร่างหน้าตาท่าทางของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเป็นอย่างไร เพราะไม่มีใครเคยเห็น และไม่มีบันทึกถึงเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษร์หรือรูปวาด

ท่านศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้ได้รับมอบหมายให้ปั้นอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ก็ไม่รู้

เมื่อไม่รู้และไม่มีหลักฐานที่จะสืบนำเอาความรู้ได้ก็จำเป็นจะต้องใช้จินตนาการที่สร้างขึ้นมาจากการอ่านการศึกษาพระราชประวัติเท่าที่จะพึงหาได้ในขณะนั้น

ในที่สุดท่านศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ก็ได้ความบันดาลใจและตัดสินใจแน่วแน่

ทวี นันทขว้างศิลปินเอก ท่านเป็นอาจารย์สอนที่โรงเรียนเพาะช่าง, คณะจิตรกรรมฯ  มหาวิทยาลัยศิลปากรเขียนเล่าถึงเรื่องนี้เอาไว้ว่า

ตอนนั้นผมสอนอยู่เพาะช่างมีคนมาบอกผมว่าอาจารย์ศิลป์อยากให้ไปเป็นแบบปั้นพอไปหาท่านก็พูดว่า

ฉันจะปั้นพระเจ้าตากสินคือที่ประชุมกรรมการเขาถกเถียงกัน พยายามค้นคว้าหาหน้าตาพระเจ้าตากสินมาให้อาจารย์ปั้น แต่ก็หาไม่ได้มีแต่รูปสเก็ตช์ๆ บอกว่ามีลักษณะเป็นจีนๆ เท่านั้น ตกลงก็เอาแน่ไม่ได้ว่าหน้าตาท่านเป็นอย่างไร ก็ให้อาจารย์ศิลป์อิมเมยีนเอง อาจารย์ศิลป์ก็อิมเมยีนว่า พระเจ้าตากสินหน้าตาควรจะมีลักษณะคนไทยผสมคนจีน

ฉันนึกดูแล้วว่าหน้าตาพระเจ้าตากสินจะต้องเหมือนนายกับนายจำรัสบวกกัน ฉันว่าอย่างนั้น นายต้องมาเป็นแบบให้ฉัน

ผมก็เลยต้องไปเป็นแบบให้อาจารย์ท่าน ไปยืนทำท่าเบ่งยืดอกเป็นพระเจ้าตากสินอยู่ 3-4 วัน ให้อาจารย์ท่านปั้น พร้อมๆ กับอาจารย์จำรัส เกียรติก้อง

ก็เป็นอันได้รู้ตามคำบอกเล่าของอาจารย์ทวีเอง ว่ารูปพระพักตร์ของอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้นมาจากหน้าของอาจารย์ทวี นันทขว้าง ซึ่งมีเชื้อสายไทยลื้ออยู่จังหวัดลำพูน บวกกับใบหน้าของอาจารย์จำรัส เกียรติก้อง ผู้เป็นเอกศิลปินด้านเขียนรูปเหมือน ซึ่งมีเชื้อสายชาวยุโรป

อาจารย์ทวีนั้นมีวงหน้าไปทางจีนปนไทย

ปัญหามีอยู่ว่าทำไมเอาวงหน้าอย่างยุโรปของอาจารย์จำรัสมาเป็นแบบ

ประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่าบันทึกเอาไว้ว่า เพราะวงหน้าอาจารย์จำรัสเป็นลักษณะของนักรบที่บึกบึนเข้มแข็งเฉียบขาดยิ่งนัก

พระพักตร์อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช ที่วงเวียนใหญ่ ซึ่งอาจารย์ใช้ จำรัส เกียรติก้อง (ซ้ายล่าง) กับ ทวี นันทขว้าง (ขวาล่าง) เป็นแบบ

อุดร ฐาปโนสถลูกศิษย์คนหนึ่งของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี เขียนเล่าเรื่องการทำงานปั้นอนุสาวรีย์นี้เอาไว้ตอนหนึ่งว่า

ในช่วงระยะเวลาที่เราเรียนอยู่นั้น เป็นช่วงที่ท่านกำลังปั้นรูปอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินพอดี ท่านได้สั่งให้เอาม้าไทยมาตัวหนึ่งรูปร่างงดงามมายืนเล็มหญ้าตรงแถวๆ หน้าห้องท่าน จึงเป็นโอกาสอันงามที่ให้เราได้ สเก็ตช์ภาพม้ากันอย่างเต็มเหนี่ยว โดยไม่ต้องไปถึงคอกม้า และเป็นโอกาสอันงามที่เราได้เห็นการสร้างอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่เช่นนั้นในทางปฏิบัติ ท่านอาจารย์จะอยู่ในสภาพขะมุกขะมอมอยู่เสมอ แต่เป็นการขะมุกขะมอมอย่างสะอาด ท่านเป็นคนสะอาดอยู่ตลอดเวลา

ในการเลือกแบบม้าทรงของพระเจ้าตากสิน ท่านเลือกม้าไทยแทนที่จะเลือกม้าฝรั่งในแบบของอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ที่พระบรมรูปทรงม้า ด้วยเหตุผลธรรมดาว่า พระเจ้าตากสินย่อมจะต้องทรงม้าไทย

และม้าตอนที่กำลังคึกคะนองพร้อมที่จะโผนำหน้าออกศึกด้วยบัญชาของจอมทัพที่กำลังชูดาบเป็นสัญญาณให้เคลื่อนทัพ ย่อมจะต้องอยู่ในอาการเกร็ง ในช่วงวินาทีที่จะโผนเผ่น หางจะชี้พร้อมทั้งเอนตัวไปข้างหน้าพร้อมที่จะวิ่ง ซึ่งทำให้คนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ทั้งหลาย พากันลงความเห็นชุ่ยๆ ว่า ม้ากำลังขี้

มาถึงบัดนี้เราก็ได้เห็นและรู้สึกกันแล้วว่า จังหวัดธนบุรีอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น หัวใจของมันอยู่ที่อนุสาวรีย์พระเจ้าตากฯ

ทหารเสือพระเจ้าตาก เกือบถือดาบมือซ้าย   

ชั้นปรมาจารย์ก็อาจเผลอได้เหมือนกันดังคำพังเพยที่ว่าสี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง

ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์เอกศิลปินผู้ใกล้ชิดท่านศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เล่าถึงเรื่องดังกล่าวเอาไว้ดังต่อไปนี้

วันหนึ่งผมก็เข้าไปเห็นท่านกำลังร่างสเก็ตช์คอมโพสิชั่นอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินสำหรับกษัตริย์เขาเรียกราชานุสาวรีย์ท่านก็เขียนเป็นภาพสำหรับปั้นบาสเรลีฟติดที่แท่นฐานเป็นรูปทหารไทยกับทหารพม่ารบกันแต่ทุกตัวในภาพนั้นถือดาบมือซ้ายทั้งหมด

ผมเองก็ไม่ใช่ว่าแหมเป็นคนจะอวดไปติไปติงอาจารย์ตอนนี้เห็นว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องทั้งนี้เป็นเพราะว่าอาจารย์ทำงานอย่างชนิดฉุกละหุกถูกเร่งเวลามีกำหนดเวลาให้ก็ต้องรับทำโน่นทำนี่ไอ้การถูกเร่งเวลาอะไรนี่มันทำให้หลงๆ ลืมได้คอมโพสิชั่นถูกต้องหมดทุกอย่างแต่ว่าถือดาบเท่านั้นแหละที่มันผิดไปถือมือซ้ายกันหมด

อาจารย์ศิลป์ พีระศรี

ผมก็บอก เอ๊ะ! อาจารย์ครับ ทหารที่รบกันนี่ทำไมถือดาบมือซ้ายทุกคนล่ะครับคือ มือซ้ายถือดาบมือขวาถือโล่ อะไรทำนองนี้แหละ ท่านบอกว่าเออ จริง นายจริงนายไม่เป็นไรไม่เป็นไรประเดี้ยว…” ไอ้ผมก็งงว่าไม่เป็นไรประเดี๋ยวอะไรแหมท่านเขียนตั้งแผ่นเบ้อเร่อเชี่ยวแล้วก็ถือดาบมือซ้ายหมดเป็นเราน่ะแก้แย่ไปเลยแต่ท่านบอกไม่เป็นไร

ท่านก็แกะเอากระดาษนั้นออกแล้วพลิกกลับไปติดใหม่ ไอ้กระดาษนั้นเป็นกระดาษบางๆ ก็พอมองเห็นที่เขียนไว้อีกด้านหนึ่งได้ อ้าวกลายเป็นทหารถือดาบมือขวาทั้งหมดไปแล้ว  แล้วก็สวยในคอมโพสิชั่นอันเดียวกัน  นี่แสดงว่าไหวพริบของท่านดี  เรายืนดูเราก็ได้ความรู้อีก แทนที่เราไปสอนท่านให้ได้ความรู้ ไม่ใช่ความรู้นั่นเป็นความเผอเรอ เพราะว่าเร่งรีบเลยทำผิด ไม่ใช่ว่าท่านไม่มีความฉลาดพอที่จะทำงานให้ถูกต้องหรอก

ม้าพระเจ้าตาก มาจากไหน?

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงเป็นนักรบบนหลังม้าเพราะตามประวัตินั้นทรงม้านำทหารในการพระราชสงครามเกือบทุกครั้ง

ดังนั้นอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงต้องทรงม้าเป็นข้อสำคัญ

สนั่น ศิลากรณ์เอกศิลปินร่วมสมัยอีกท่านหนึ่งซึ่งมีความใกล้ชิดกับท่านศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เล่าถึงเรื่องม้าเอาไว้ดังนี้

ผมจำได้ว่าในงานรัฐธรรมนูญสมัยนั้นมีการออกแบบรูปอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินที่วงเวียนใหญ่และจะนำแบบออกแสดงที่ร้านของกรมศิลปากรในงานนี้ด้วยเพื่อเรี่ยไรเงินสมทบก่อสร้างอาจารย์ออกแบบตัวรูปปั้นและแท่นฐานไว้ไม่น้อยกว่า 5 แบบ ในลักษณะต่างๆ กัน เพื่อให้ประชาชนเลือกโดยบริจาคเป็นเงิน ที่หน้าแผ่นในรูปนั้นๆ ในตู้บริจาคเป็นการให้คะแนนไปในตัว รูปเหล่านี้ลงสีสวยงาม มีขนาดประมาณ 75 X 50 ..

อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่วงเวียนใหญ่ที่เห็นกันอยู่ขณะนี้นั้นเป็นแบบหนึ่งในจำนวนเหล่านั้นขั้นตอนการทำงานของท่านก็คือสเก็ตช์รูปปั้นพระเจ้าตากทรงม้าด้วยขนาด 3 ใน 4 ของคนจริงและม้าจริงก่อน ปั้นให้มีทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น ท่าทาง, เครื่องทรง, อารมณ์ และความหมายของเรื่อง งานช่วงนี้ท่านต้องคิดค้นตามประวัติศาสตร์ เป็นงานหนักทางสมองมาก เช่น ม้าทรงเป็นม้าพันธุ์ไทย ท่านต้องให้กรมศิลปากรทำหนังสือถึงกรมสัตวแพทย์ทหารบก (ถ้าผมจำชื่อไม่ผิด) ตั้งอยู่ที่ข้างๆ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ผมจำสถานที่ได้ เพราะท่านเอาผมไปด้วยเพื่อแปลไทยเป็นไทยเวลาพูดกัน

ม้าที่ไปดูนั้นเป็นม้าพันธุ์อาหรับอย่างดีที่ทางการสั่งเข้ามาเพื่อเป็นพ่อพันธุ์เจ้าหน้าที่จูงออกมาที่ประตูคอกอย่างทะนุถนอมโผล่ให้เห็นแค่ช่วงคอเท่านั้นบอกว่าเพิ่งเข้ามาใหม่ๆยังตื่นที่อยู่ราคาตัวนี้ 1 แสนบาท (ในเวลานั้น) ตอนขากลับท่านกระซิบกับผมว่าราคาสูงสำหรับพันธุ์ สำหรับเราไม่มีราคาเลย เพราะเราต้องการม้าพันธุ์ไทยเป็นแบบ ในที่สุดขอดูม้าเป็นแบบปั้นได้ที่กรมทหารม้ารักษาพระองค์บางซื่อ มีม้าไทยหลายตัวที่อาจารย์พอใจ ทางกรมทหารม้านี้ให้ยืมม้าพร้อมทั้งพลประจำมาอยู่ที่โรงหล่อของกรมหลายวัน เพื่อให้ท่าน สเก็ตช์ส่วนสัด และส่วนละเอียดของกระดูกกล้ามเนื้อ เสร็จแล้วจึงส่งคืน

ม้าพระเจ้าตากหางชี้ จะขี้ไช่ไหม?

เกร็ดเกี่ยวกับม้ายังไม่หมดเพราะม้าทรงของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเกิดมีหางชี้เด่มากเกินไป

ม้าพระเจ้าตากหางชี้ จะขี้ใช่หรือไม่กลายเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสมัยนั้น

สวัสดิ์ ตันติสุขเอกศิลปินผู้อำนวยการวิทยาลัยช่างศิลป์ กรมศิลปากร เขียนเล่าเรื่องเอาไว้ดังนี้

เรื่องนี้มาจากหางม้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราชที่วงเวียนใหญ่ผมได้เห็นอาจารย์ศิลป์และศิษย์ที่เป็นประติมากรซึ่งก็เป็นครูของผมด้วยช่วยงานปั้นหล่อพระบรมราชานุสาวรีย์แห่งนี้ตั้งแต่เริ่มที่อาจารย์สเก็ตช์แบบเสนอคณะกรรมการหลายแบบ

เมื่อได้รับเลือกแล้ว จึงมาขยายปั้นปูน เฉพาะหางม้านั้นถ้าผมจำไม่ผิด อาจารย์สิทธิเดช แสงหิรัญเป็นผู้ปั้นและก็หล่อมาติดภายหลังเมื่อขยายเท่าจริงตามขนาดอนุสาวรีย์ไม่ใช่เล็กๆเมื่อนำไปติดตั้งเสร็จที่วงเวียนใหญ่มีพระราชพิธีเปิดเป็นทางราชการก็เกิดอาถรรพ์ขึ้นจนได้เมื่อพิธีเปิดเสร็จสิ้นแล้วมีข่าวลงในหน้าหนังสือพิมพ์โดยผู้เชี่ยวชาญสัตว์ของทางราชการแห่งหนึ่งได้เขียนบทความเกี่ยวกับพระบรมราชานุสาวรีย์แห่งนี้แล้วได้กล่าวติเป็นทำนองว่าหางม้านั้นชี้มากเกินไปลดความสง่างามส่วนอื่นๆจนหมดสิ้นเพราะเป็นอริยาบถของม้ากำลังขี้ถ้าจะลดลงมาบ้างก็คงจะทำให้อนุสาวรีย์แห่งนี้งามงามสมบูรณ์ขึ้น

ทางราชการก็ตัดข่าวหนังสือพิมพ์นี้เสนอมาถึงท่านอาจารย์เพื่อให้ชี้แจ้งว่าจะกระทำได้เพียงใดท่านปวดหัวอยู่หลายวันเพราะอนุสาวรีย์ก็ตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้วพระราชพิธีก็เสร็จสิ้นแล้วจะขึ้นไปตัดหางม้าออกแล้วอ๊อกใหม่ให้หางม้าลดลงบ้างได้อย่างไรเรื่องนี้ศิษย์ทุกคนรู้ต่างก็เป็นทุกข์เพราะว่าเป็นบันทึกข้าราชการระดับสูงก็เห็นควรจะให้แก้ไข

ท่านอาจารย์ได้ทำบันทึกชี้แจงโดยนำเอาแบบอนุสาวรีย์ที่สำคัญที่มีในต่างประเทศหลายแห่ง มีหางม้าชี้สูงกว่าของพระเจ้าตากเสียอีก ก็ไม่เห็นมีใครว่า ได้จัดแบบอนุสาวรีย์ต่างๆ ไม่น้อยกว่า 5 แห่ง ถ่ายจากหนังสือประกอบคำชี้แจ้งไปด้วยให้ความเห็นในด้านศิลปะไปว่า ความงามของอนุสาวรีย์อยู่ในลักษณะเส้นสำคัญของตัวม้า พระเจ้าตาก รวมทั้งหางม้าด้วยซึ่งเป็นส่วนประกอบให้ความรู้สึกที่จะพุ่งไปข้างหน้า ในฐานะผู้นำนักรบ

เมื่อเสนอไปแล้วเข้าใจว่าจะจบเกมส์เป็นที่ยอมรับกันได้ผู้เชี่ยวชาญสัตว์ท่านได้รับคำชี้แจงแล้วก็ยังเขียนไม่เห็นด้วยมาอีกทางราชการก็ดูเหมือนจะเห็นควรให้แก้หางม้าให้ต่ำลงท่านอาจารย์ไปคิดดูอีกหลายวันในที่สุดก็เรียกลูกศิษย์หลายคนมีผมเป็นคนหนึ่งด้วยช่วยกันร่างคำตอบเสนอไปอีกครั้ง

สรุปว่า ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญสัตว์ที่แจ้งมานั้น ถูกต้อง เข้าใจอริยาบถของสัตว์อย่างดีที่สุดม้าจะขี้ต้องยกหางให้สูงขึ้นแน่นอนในยามปกติ แต่ม้าพระเจ้าตากที่ท่านปั้นขยายขึ้นนี้หาได้อยู่ในอริยาบถตามปกติไม่ ทั้งองค์พระเจ้าตากและม้าอยู่ในสภาวะที่จะออกศึก ไม่เป็นไปตามธรรมชาติปกติ เพื่อให้เห็นความงามของพระบรมราชานุสาวรีย์แห่งนี้โดยสมบูรณ์ว่า ทรงเป็นนักรบที่กอบกู้อิสรภาพ และพร้อมแล้วจะเป็นผู้นำพระองค์แรกในการออกศึกทั้งม้าของท่านก็พร้อมจะออกศึกด้วยอย่างเห็นได้ชัดจากอากัปกิริยา  หู หางม้า จึงจำเป็นต้องอยู่ในลักษณะนั้น

เมื่อได้เรียนชี้แจ้งในครั้งที่สองนี้ทางราชการระดับสูงตลอดจนผู้เชี่ยวชาญสัตว์ก็ยอมรับหางม้าพระเจ้าตากก็ไม่ต้องเลื่อยมาอ๊อกใหม่อยู่ในสภาพคงเดิมทุกประการ

สุกิจ ลายเดชเอกศิลปินผู้เป็นศิษย์ท่านศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีอีกท่านหนึ่ง มีบันทึกความทรงจำถึงเรื่องเหล่านี้เอาไว้อีกว่า

พวกเราประมาณสิบคนเห็นอาจารย์ครั้งแรกก็ตอนที่ท่านมากล่าวต้อนรับเป็นฝรั่งรูปร่างสูงใหญ่อย่างฝรั่งแต่เสียงไม่ยักห้าวทุ้มเสียงท่านค่อนข้างเล็กถ้าจะเปรียบกับมาตรฐานฝรั่งที่แปลกตามสายตาของผมก็ตรงที่อาจารย์ศิลป์ท่านสวมแว่นตาหนามากมากที่สุดซึ่งผมไม่เคยเห็นมาก่อนและที่เห็นแปลกอีกอย่างหนึ่งคือท่านมีผ้าขาวมาทำเป็นเปลเล็กๆ ห้อยแขวนอยู่กับคอท่านมากล่าวอะไรพวกเราฟังไม่รู้เรื่องรู้แต่ว่าท่านพูดเป็นภาษาไทยแน่

ต่อมาพวกเราก็ทราบว่าที่อาจารย์ฝรั่งทำเปลแขวนอยู่กับคอนั้นท่านคล่องแขนที่หักเพราะตกม้าพระเจ้าตากม้าเจ้าตากที่หมายถึงรูปปั้นม้าอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราชกำลังขยายเป็นปูนปลาสเตอร์เท่าครึ่งของจริงอยู่ในโรงสังกะสีใหญ่โต (โรงนี้คือส่วนที่อยู่ทางเหนือของตึกคณะมัณฑศิลป์ในปัจจุบัน) และรอบๆ ตัวม้านั้น มีนั่งร้านระเกะระกะ ทั้งๆ ที่ท่านเป็นผู้อำนวยการและมีลูกศิษย์ที่เป็นอาจารย์ของเราหลายคนช่วยกันทำ อาจารย์ฝรั่งก็อดไม่ได้ท่านต้องปีนขึ้นไปไสปูน ที่เราเห็นว่าม้านั้นก็สวยดีอยู่แล้ว ชีวิตชีวาตื่นตา แต่ยังไม่ถูกใจอาจารย์อยู่ดี เลยเป็นเหตุให้อาจารย์ฝรั่งตกม้าเจ้าตาก ก็สูงร่วมๆ สามเมตรนั่นแหละ นี่ก็เพราะแว่นตาหนาเตอะที่สายตาของท่านต้องมองลอดเป็นเหตุ

แว่นตาที่อาจารย์ฝรั่งสวมนั้นทราบว่าเป็นแว่นตาเบอร์สูงที่สุดเท่าที่คนสายตาสั้นใช้ขอบหนามากแต่ตรงกลางบางมากเวลาท่านตรวจงานของเราท่านมักจะก้มหน้าของท่านเรี่ยๆอยู่กับภาพงานของเราอดเสียวไส้ไม่ได้ว่าสีถ่านบ้างชอล์คบ้างที่เราช่วยกันละเลงลงบนกระดาษนั้นจะเปรอะปลายจมูกโด่งของท่าน

เมื่อเราอยู่ปีที่ 2 แล้ว และเข้าใจภาษาของท่านได้พอสมควรทีเดียวขณะนั้นอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินได้หล่อเสร็จแล้ว ติดตั้งเรียบร้อยแล้ว ท่านถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องม้ายืนเฉยๆ ทำไมหางถึงได้ชี้ ท่านกล่าวกับพวกเราว่า

พวกเขาไม่รู้จักปลากัดไม่รู้จักไก่ชนน่ะนาย…”

 

พิเศษ ลด 40%! สมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ลดราคาพิเศษ 40% เฉพาะสมัครวันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2563 เท่านั้น คลิกดูรายละเอียดที่นี่


คัดย่อมาจากบทความชื่อ “จดหมายเหตุอาจารย์ศิลป์ ปั้นอนุสาวรีย์พระเจ้าตาก: ม้าหางชี้จะขี้ใช่ไหม?” จากนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤศจิกายน พ.. 2527 ซึ่งกองบรรณาธิการขณะนั้นคัดตัดตอนมาจากหนังสือชื่อ อาจารย์ศิลป์ พีระศรี จัดทำโดยคณะกรรมการฝ่ายจัดหาทุน โครงการพิพิธภัณฑ์ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ มีนายนิพนธ์ ขำวิไล เป็นบรรณาธิการ)

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2561

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป