เล่าเรื่อง “พระปีย์” เหยื่อรัฐประหาร คนซื่อที่ราชสมบัติอยู่แค่เอื้อม แต่ไม่ทันเกมอำนาจ

พระปีย์เหยื่อรัฐประหาร ภาพในจินตนาการของ ม.วรพินิต

เหยื่อรัฐประหารในที่นี้ ผู้เขียนหมายถึงพระปีย์ (Pi, Mom Pi หรือ Phra Pi ที่กล่าวถึงในจดหมายเหตุ
ฟอร์บัง หรือ Mom Pit ในจดหมายเหตุของ นิโกลาส์ แชรแวส-ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมือง แห่งราชอาณาจักรสยาม) ผู้เป็นราชบุตรบุญธรรมที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์ แต่ตกเป็นเหยื่อรัฐประหาร (coup d’ e’tat) โดยพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์ ผู้กระทำการเป็นฝ่ายชนะ พระปีย์ตกเป็นเหยื่อ ถูกประหารชีวิต เป็นรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๒๓๑ อันเป็นรัฐประหารยุคแรกๆ ของชาวสยามที่รู้จักกันดีในต่างประเทศ

พระปีย์ เป็นบุตรของขุนไกรสิทธิศักดิ์ แห่งบ้านแก้ง พิษณุโลก ได้รับการดูแล อบรมบ่มเลี้ยงแบบชาววังและแบบแผนแห่งราชบุตรมาตั้งแต่เด็ก โดยพระมหากรุณาธิคุณ บรรดาเด็กเล็กๆ ลูกของขุนนางจะได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีในราชสำนัก เด็กคนใดเติบโตขึ้นดูดีมีหน่วยก้าน จะได้รับการอุปถัมภ์ให้ก้าวหน้าในราชการต่อไป

สำหรับพระปีย์โชคดีกว่าผู้อื่น ทรงรับชุบเลี้ยงเชิดชูให้เป็นราชบุตรบุญธรรม อาจเรียกว่าเป็นราชโอรสในอุดมคติ (ideal son) อันโปรดปรานยิ่ง (เล่ากันว่า พระยาวิไชยเยนทร์ เป็นข้าราชการในอุดมคติ-ideal man เหมือนกันคือ ขยันขันแข็ง เอาจริงเอาจัง เฉลียวฉลาด) หากแต่ว่าพระปีย์เป็นคนร่างเตี้ย แต่ก็ทรงเรียกขานอย่างรักใคร่ว่า “มาย ชอร์ตี้” (my shorty) หรือ “อ้ายเตี้ย” ที่จงรักภักดี รับใช้ใกล้ชิด หลับนอนแทบฐานพระแท่นบรรทม เฝ้าคอยประคับประคองให้ทรงลุกนั่งบนพระที่ ครั้งพระโรคร้ายไอหืดเรื้อรังกำเริบคุกคาม (บ้างเล่าว่าเป็นพระโรคท้องมาน) พระสุขภาพอ่อนแออยู่เนืองๆ ก่อนหน้าถึงเวลาสวรรคต ๕-๖ ปีด้วยซ้ำ

กระนั้นก็ตาม ทรงคาดหมายให้พระปีย์ได้อภิเษกสมรสกับเจ้าฟ้าหญิงสุดาวดี (กรมหลวงโยธาเทพ) ราชบุตรีองค์เดียวที่โปรดปรานอย่างยิ่ง แต่เจ้าหญิงทรงปฏิเสธ เพราะพระปีย์มีพื้นฐานชาติตระกูลต่ำต้อย หรืออาจเป็นเพราะเจ้าหญิงทรงมีจิตปฏิพัทธ์ผูกพันกับเจ้าฟ้าน้อยอยู่ก่อนแล้วก็ได้ (สมเด็จพระนารายณ์มีพระอนุชา ๒ องค์ คือ เจ้าฟ้าอภัยทศ ผู้มีพระวรกายพิการ กับเจ้าฟ้าน้อย ผู้เป็นใบ้ หรือทรงแสร้งทำเป็นใบ้เพื่อคลายข้อระแวงสงสัยบางอย่าง เจ้าฟ้าทั้งคู่มีสิทธิธรรมในการครองราชสมบัติด้วย)

สำหรับพระปีย์เอง สมเด็จพระนารายณ์ทรงสนับสนุนให้ได้ราชสมบัติ (หรืออย่างน้อยๆ ก็ได้ครองเมืองพิษณุโลก หัวเมืองเอกทางเหนือ) และได้รับการยกย่องสูงมากดุจมกุฎราชกุมาร เช่น เมื่อเวลาเสด็จทางสถลมารค พระปีย์ก็มีช้างส่วนตัว ไม่ต้องตั้งแถวหมอบกราบเหมือนขุนนางคนอื่นๆ ดังบันทึกตอนหนึ่งของ นิโกลาส์ แชรแวส ที่ระบุว่า

“เบื้องหลังพระเจ้าแผ่นดินไปแปดหรือสิบก้าว มีช้างอีกเชือกหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะงดงาม และประดับเครื่องอลังการไม่แพ้ช้างพระที่นั่งที่เดินตามหลังมา เป็นช้างที่นั่งของเจ้าชายซึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงรับไว้เป็นราชบุตรบุญธรรมองค์นั้น ติดตามด้วยช้างขุนนางผู้ใหญ่ซึ่งหมอบราบมาบนหลังเปล่าโดยไม่มีกูบและสงบปากสงบคำอย่างยิ่ง มีข้าทาสติดตามหลังมาอีกทอดหนึ่ง ทิ้งระยะห่างจากกองร้อยทหารรักษาพระองค์เพียงสามหรือสี่ก้าวเท่านั้น อันเป็นการปิดขบวนเสด็จพระราชดำเนินโดยทางสถลมารค”

พระปีย์ได้รับการยกย่องเชิดชูสูงส่ง และโดยเปิดเผยเช่นนี้ น่าจะท้าทายราชวงศ์บางองค์ และขุนนางผู้ใหญ่บางคนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหลวงสรศักดิ์! ผู้เป็นราชบุตรตัวจริง แต่ทรงให้การอุปถัมภ์น้อยกว่ามาก แม้บรรดาศักดิ์ในราชการ พระปีย์มีบรรดาศักดิ์ถึงขั้นพระ เทียบชั้นพระเพทราชา หรือพระศักดิสงคราม (ฟอร์บัง) สูงกว่าหลวงสรศักดิ์ ซึ่งบรรดาศักดิ์แค่หลวงเท่านั้น

(หลวงสรศักดิ์ เป็นราชบุตรสมเด็จพระนารายณ์ที่เกิดกับสนม เจ้านายฝ่ายเหนือ ด้วยความเชื่อบางอย่าง พระราชทานราชบุตรผู้นั้นให้เป็นบุตรของพระเพทราชา ผู้ดูแลรักใคร่ดีดุจบุตรของตน และหลวงสรศักดิ์ก็จงรักภักดีต่อพระเพทราชาดุจบิดาแท้ๆ ไม่แพ้กัน แต่คงรู้สึกเจ็บปวดไม่น้อยที่ว่าตนไม่เป็นที่ต้องการ เป็น unwanted child ของพ่อตัวจริง อันเป็นปมใจ ที่ผลักดันให้ต้องแสดงออกโดยออกอาการก้าวร้าวหลายอย่าง เช่น ดักชกต่อยฟอลคอน-พระยาวิไชยเยนทร์ ณ ลานต้นจัน ประตูวิเศษไชยศรี กับมีส่วนอย่างสำคัญในการทำรัฐประหารยึดอำนาจพ่อตัวจริงให้พ่อบุญธรรม เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๒๓๑! (และปมใจนั้นอาจเรียกว่า ปมอิจฉาริษยาระหว่างพี่น้อง-sibling rivalry)

พระปีย์ แม้จะมีพื้นฐานเป็นคนบ้านนอก แต่เมื่อได้รับการอบรมบ่มเลี้ยงตามแบบผู้ดีและตามแผนราชบุตร ก็สามารถปรับท่าทางให้ดูงามสง่าน่านับถืออยู่มาก เข้ากับขุนนางผู้ใหญ่ทั้งไทยและฝรั่งได้ดี กล่าวสำหรับวิไชยเยนทร์ ก็เชื่อว่าเป็นเช่นเดียวกับสมเด็จพระนารายณ์ คือหนุนพระปีย์ให้ได้ราชสมบัติเป็นกษัตริย์วงศ์ปราสาททององค์ต่อไป และนี่น่าจะเป็นเหตุให้หลวงสรศักดิ์ต่อยจนฟันหักหลายซี่

ส่วนฟอร์บังนั้นสนิทสนมกับพระปีย์มากเป็นพิเศษ ในจดหมายเหตุฟอร์บัง ระบุว่าฟอร์บังเคยช่วยพระปีย์ให้พ้นพระอาญาสำคัญเรื่องหนึ่ง ไม่เช่นนั้นพระปีย์จะถูกลงโทษด้วยการถูกเฆี่ยนอย่างหนัก ด้วยพระอาญาแห่งราชสำนักเข้มข้นมาก แม้วิไชยเยนทร์เองก็เคยได้สัมผัสการเฆี่ยน เพราะเคยต้องพระอาญามาแล้วตามคำบอกเล่าของฟอร์บัง เมื่อฟอร์บังจากไปยังได้มีจดหมายมาถึงพระปีย์ ห่วงใยในมิตรภาพและความหวังดีต่อกัน และพระปีย์ได้ตอบจดหมายฟอร์บังด้วย

(บน) พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ (ในอดีต) หอสูง (กลางซ้าย) คือหอของเรือนจำจังหวัดลพบุรี
(ล่าง) พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ พ.ศ. ๒๕๕๖ (บูรณะใหม่)

สำหรับพระเพทราชา แรกๆ เป็นความสัมพันธ์ที่ดีมาก เป็นเช่นเดียวกันกับสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งน่าจะทำให้พระปีย์เต็มไปด้วยความหวังอย่างยิ่ง แต่ภายหลังเกิดหมางกันขึ้นโดยพระปีย์ไม่รู้เท่าทันกลเกมอำนาจ ขณะเดียวกันพระอาการพระโรคของสมเด็จพระนารายณ์กำเริบทรุดหนักมากขึ้น พระเพทราชา (โดยมีหลวงสรศักดิ์เป็นกำลังหลัก) ก็เร่งกระทำการรัฐประหารทันที ตัดหน้าพระยาวิไชยเยนทร์ ซึ่งก็เตรียมการยึดอำนาจอยู่เหมือนกันเมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๒๓๑ โดยเข้าล้อมพระราชวัง (พระนารายณ์ราชนิเวศน์) กับกักขังสมเด็จพระนารายณ์ไว้ในพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ พร้อมแพทย์หลวงกับข้าราชบริพารผู้ใกล้ชิด ๒-๓ คนเท่านั้น

(บน) อนุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ลพบุรี
(ล่าง) วัดซาก-สุสานพระปีย์

เพียง ๒ วันที่การรัฐประหารเริ่มต้น พระปีย์ก็ถูกฆ่าอย่างไม่ปรานีและโดยทันทีแถบประตูกำแพงแก้ว พระที่นั่งสุทธาสวรรย์นั่นเอง โดยที่ทูลกระหม่อมแก้ว คือสมเด็จพระนารายณ์ไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้เลยหลังจากหลบหนีภัยมาหลบซ่อนอาศัยพระบารมีชั่วข้ามคืน

ตึกพระเจ้าเหา ศูนย์กลางการรัฐประหาร ๑๘ พฤษภาคม ๒๒๓๑ (ก่อนบูรณะ)

พระปีย์จึงเป็นเหยื่อรัฐประหารรายแรกที่หลั่งเลือดเซ่นคมดาบรัฐประหาร สมเด็จพระนารายณ์สวรรคตในวาระสุดท้ายที่ทรงทราบจากแพทย์หลวงว่าพระปีย์ได้ถูกประหารชีวิตแล้ว และครั้งหนึ่งเมื่อทอดพระเนตรเห็นพระเพทราชาเข้าเฝ้า ก็ทรงพิโรธจัดจนเสด็จสู่วิสัญญีภาพโดยทันที ครั้นทรงฟื้นคืนพระองค์ได้ก็ตรัสบริภาษสาปแช่งพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์ด้วยประการต่างๆ นับแต่เวลานั้นสมเด็จพระนารายณ์ทรงเศร้าซึมและพระอาการพระโรคก็ทรุดเสื่อมลงจนถึงที่สุด เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๒๓๑ ทิ้งช่วงเวลาการจากไปของพระปีย์เกือบ ๒ เดือน (ส่วนวิไชยเยนทร์ถูกสังหาร วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๒๓๑ หลังพระปีย์โดยประมาณ ๓ สัปดาห์)

ตึกพระเจ้าเหาปัจจุบัน (บูรณะแล้ว)

ชายหนุ่มสามัญชนคนหนึ่ง ซึ่งเคยถูกเชื่อว่าโชคดีมาตั้งแต่เกิดจนวัยหนุ่มโดยได้รับพระกรุณาชูชุบอุปถัมภ์ให้เป็นราชบุตรบุญธรรม มีราชสมบัติอยู่แค่เอื้อม แต่เป็นคนซื่อไม่รอบรู้เท่าทันกลเกมแห่งอำนาจ โชคชะตาจึงพลิกผันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่น่าเชื่อ ต้องจบชีวิตโดยถูกฆ่าอย่างน่าอนาถ แม้จะอยู่ใกล้ๆ กับทูลกระหม่อมแก้วผู้ยิ่งใหญ่เป็นเจ้าชีวิตก็ไม่อาจช่วยอะไรได้ เขาเป็นเหยื่อรัฐประหาร วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๒๓๑ เป็นรายแรก!

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป