ตำนานว่าด้วยการเปลี่ยนไปนับถืออิสลามของบรรดาราชาในแหลมอุษาคเนย์ เกิดโดยสมัครใจ (?)

ชาวอาเจะฮ์เดินออกจากมัสยิด Baiturrahman มัสยิดที่ใหญ่ที่สุดของเมือง หลังเสร็จพิธีละหมาด ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 1999 (AFP PHOTO / OKA BUDHI)

แหลมอุษาคเนย์ก่อนการเข้ามาของศาสนาอิสลาม

สมัยนั้น (ราวคริสต์ศตวรรษที่ ๓-๑๓) มีเอกสารกำกับน้อยมาก หากอาศัยซากโบราณสถานเท่าที่เหลือให้เห็นเป็นหลักฐาน จะเห็นว่าศูนย์วัฒนธรรมใหญ่ๆ อยู่ที่ชวาตอนกลาง (ที่ราบสูง “เตียง”, โบโรบุดูร์ ปรัมบานัน), อู่ทอง-นครปฐม ศรีเทพ-ลพบุรี-ศรีมโหสถ ลุ่มน้ำมูน และฝั่งเหนือทะเลสาบหลวงในเขมร

ในแหลมใต้นั้น โบราณสถานเท่าที่เหลือชวนให้เข้าใจว่าเป็นเมืองคุมปากน้ำที่เป็นต้น/ปลายทางค้าขายข้ามคอคอด

หัวเมืองเหล่านี้จะเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมในสมัยโบราณนั้นยังไม่มีหลักฐานผูกมัด แต่ไม่ต้องสงสัยว่าหัวเมืองเหล่านี้เป็นจุดรวบรวมและกระจายวัฒนธรรมสูงจากนอกอุษาคเนย์เข้าไปข้างใน

ราวคริสต์ศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ วัฒนธรรมชวากลาง “ศรีวิชัย” และ “ทวารวดี” หายไปจากประวัติศาสตร์ทั้งบนพื้นแผ่นดินและจากบันทึกของจีน และวัฒนธรรมสูงของเขมรที่พระนครธมกำลังบานปลาย ไม่มีใครทราบว่าทำไม ในขณะเดียวกันศาสนาอิสลามกำลังเริ่มเข้ามาโดยสันติวิธีในหมู่เกาะอินโดนีเซียพร้อมกับพ่อค้าจากตะวันออกกลางผ่านอินเดีย

น่าเสียดายที่เรื่องนี้ไม่มีเอกสารร่วมสมัยรับรอง

แหลมอุษาคเนย์ ภายหลังการเข้ามาของศาสนาอิสลาม

ในเรื่องนี้ผมไม่กล้าสันนิษฐาน เพราะบรรดาตำนาน “ฮิกายัต” ภาษามลายู ล้วนทำขึ้นมาภายหลัง และต่างไม่อธิบายว่า ทำไม “ราชา” (ฮินดู) องค์ใดสมัครรับเป็นมุสลิมจึงกลายเป็น “สุลต่าน”

หลักฐานเท่าที่เหลืออยู่ปรากฏตามตำนานฮิกายัตภาษามลายู ใครสนใจเรื่องนี้ควรศึกษา

๑. จากตำนานสะจารามลายู นักปราชญ์ตีความได้ว่า เจ้าตรีภูวนะยกจากชวา (หรือปาเล็มบัง) มาตั้งเมืองสิงหปอร์บนเกาะตุมาสิกราว ค.ศ. ๑๓๐๐ มีเจ้าเมืองล้วนทรงพระนามภาษาสันสกฤตอีกสี่พระองค์สืบสันตติวงศ์จนถึงเจ้าศรีบรเมศวระที่ย้ายไปตั้งเมืองมะละการาว ค.ศ. ๑๔๐๒ ได้เจ้าหญิงมุสลิมเป็นมเหสีจึงกลับใจเข้าศาสนาอิสลาม และเปลี่ยนพระนามเป็นศรีสุลตาน อิสกันดาร์ ชาห์

๒. ฮิกายัตมะโรงมหาวงศ์ (ตำนานเมืองไทร) ขึ้นต้นแปลกมาก ฟังคล้ายคัมภีร์มหาวงศ์ (ตำนานลังกา) คัมภีร์ธาตุวงศ์ (ตำนานพระธาตุเขี้ยวแก้ว) และคัมภีร์สิหลพุทธรูปนิทาน (ตำนานพระพุทธสิหิงค์) ราชามะโรงมหาวงศ์ ที่มีเมียเป็นยักษิณี ได้คุมกองเรือข้ามสมุทร (อ่าวเบงกอล?) มา แต่ถูกพญาครุฑโจมตีจนเรืออับปาง ด้วยอภินิหารมะโรงมหาวงศ์ลอยมาถึงฝั่งจึงตั้งเมืองเคดะห์ (ไทรบุรี) เป็นบ้านเป็นเมือง ต่อมาพระบุตรชื่อมะโรงมหาโพธิสัตว์ (!) ให้โอรสองค์โตไปสร้างกรุงสยาม และให้ธิดาไปสร้างเมืองปัตตานี กษัตริย์เมืองไทรบุรีองค์ที่ ๗ ชื่อราชาองค์พระมหาวงศ์ รับนับถือศาสนาอิสลามจึงเปลี่ยนชื่อเป็นสุลต่านมุสซาฟา ชาห์

ตำนานเหล่านี้ตีความได้ยาก แต่ดูคล้ายกับว่า บรรดา “ราชา” ใหญ่น้อยในโลกที่พูดภาษามลายูต่างมีความขัดแย้งกันสูงจึงยอมรับอิสลามเป็น “คำตอบ” โดยสมัครใจ ไม่ใช่ถูกรุกรานหรือบังคับ อย่างไรก็ตามการเข้ามาในอุษาคเนย์ของศาสนาอิสลามยังคลุมเครืออยู่มาก จึงควรได้รับการศึกษาต่อไปโดยผู้ที่มีความรู้ลึกๆ ด้านภาษา วรรณคดีและประวัติศาสตร์โลกอิสลาม ซึ่งผมไม่มี


ที่มา: คัดจากตอนหนึ่งของบทความ “จักรวรรดินิยม ทะเลอันดามันและสยามในคริสต์ศตวรรษ์ที่ ๑๙” โดย ไมเคิล ไรท ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับ มิถุายน 2547

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป