3 บุคคล ผู้ทำผิดต่อพระพุทธเจ้าจนโดน “ธรณีสูบ” มีใครบ้าง เรื่องราวเป็นอย่างไร?

3 บุคคล ผู้ทำผิดต่อพระพุทธเจ้าจนโดนธรณีสูบ
ภาพประกอบ : จิตรกรรมฝาผนัง ภาพพุทธประวัติ ตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังจากเสด็จไปโปรดพระพุทธมารดา ทรงเสด็จลงบนบันไดแก้ว รูปพญานาคทอดลำตัวยาวเป็นบันได ตามคติความเชื่อ ที่นาคเป็นตัวเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์ ศิลปะรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระราชวังบวรสถานมงคล จาก fb กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร

3 บุคคล ผู้ทำผิดต่อพระพุทธเจ้าจนโดนธรณีสูบ มีใครบ้าง เรื่องราวเป็นอย่างไร?

ถ้าพูดถึงบุคคลที่โดน “ธรณีสูบ” เนื่องจากทำผิดอันใหญ่หลวงต่อพระพุทธเจ้า หลายคนอาจนึกถึงเพียงแค่ “พระเทวทัต” แต่ความจริงแล้วยังมีอีก 2 คนที่ทำผิดจนเกิดเหตุการณ์นี้เช่นกัน 

ขอเล่าถึงบุคคลแรกที่เอ่ยนามไปแล้วอย่าง “พระเทวทัต” ก่อน

พระเทวทัตมีศักดิ์เป็นพระญาติพระพุทธเจ้า หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ได้ประทานอุปสมบทแก่พระเทวทัตด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา เนื่องจากท่านอยากบวชตามพระพุทธเจ้า

ภาพพิมพ์พระพุทธเจ้าโดย Raja Ravi Varma [Public domain], via Wikimedia Commons
แม้พระองค์จะทรงทราบว่าท้ายที่สุดพระเทวทัตจะทำผิดขนานใหญ่ต่อพระองค์ แต่พระองค์ก็ยังมีเมตตา เพราะทรงรู้ว่า หากว่าไม่ทรงบวชให้พระเทวทัต จะยิ่งทำให้พระเทวทัตกระทำผิดหนักขึ้นไปอีก

เหตุที่พระเทวทัตไขว้เขวจากทางธรรม เป็นเพราะว่าต้องการการยอมรับจากพุทธศาสนิกชน อยากเด่นดังกว่าพระภิกษุรูปอื่น ๆ จึงต้องตามหาผู้อุปถัมภ์

ขณะนั้นเองท่านเห็นเจ้าชายอชาตศัตรู (ต่อมาคือ พระเจ้าอชาตศัตรู) พระโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แคว้นมคธ กำลังไม่รู้เดียงสา จึงเข้าหา

วันเวลาผ่านไปก็ยุยงให้เจ้าชายปฏิวัติพ่อตัวเอง จับบิดาขังคุก ให้อดข้าวอดน้ำ ส่วนพระเทวทัตก็มีแผนกำจัดพระพุทธเจ้า 

พระเทวทัตวางแผนจะสังหารพระพุทธเจ้า 2 ครั้ง ครั้งแรกคือจ้างคนถึง 33 คนให้ไปฆ่า วางแผนทุกอย่างเพื่อไม่ให้เรื่องสาวถึงตนเอง แต่ก็พลาดท่า

ส่วนแผนที่ 2 ท่านกระทำเอง ด้วยการกลิ้งหินลงมาให้ทับพระพุทธองค์ เหตุการณ์นี้โด่งดังมาก แต่อย่างที่ทราบกันดีคือไม่สำเร็จเช่นกัน

จากนั้นก็เกิดเรื่องชุลมุนวุ่นวาย ท้ายที่สุดท่านเทวทัตก็โดนลูกน้องตนเองทำร้าย เพราะโมโห จากนั้นท่านก็ป่วยออด ๆ แอด ๆ มาตลอด 

วันหนึ่งท่านเกิดสำนึกผิดเลยขอร้องให้ศิษย์แบกใส่แคร่ไปหาพระพุทธเจ้า จนถึงสระโบกขรณีหน้าพระเชตวัน แต่ละคนก็พากันไปล้างมือ-เท้า ส่วนท่านเทวทัตก็เอาเท้าหย่อนลงพื้น ทว่าก็เกิดแผ่นดินแยกออกเป็นช่องโหว่ ร่างของพระเทวทัตก็หายไปภายในพริบตา

นี่คือเรื่องราวของพระเทวทัต

คนที่ 2 เป็นสตรี นางชื่อ “จิญจมาณวิกา” หรือจิญจา เรื่องเกิดขึ้นเพราะว่าพระพุทธศาสนาได้เข้ามาแทนที่ศาสนาอื่น ๆ ที่แต่เดิมคนในพื้นที่นับถือ (คาดว่าเป็นศาสนานิครนถ์ หรือศาสนาเชน) 

พอเกิดเรื่องนี้คนในศาสนาหรือพวกอัญเดียรต่างต้องหาทางออก จึงส่งนางจิญจมาณวิกาไปหาพระพุทธเจ้า หวังทำลายชื่อเสียง

นางเริ่มแผนการด้วยการออกจากเมืองในเวลาค่ำ เมื่อเดินไปสักพัก คนถามว่าไปไหนก็บอกว่าไปอยู่ที่ของนาง พระศาสดาท่านอยู่ที่ไหน ฉันก็อยู่ที่นั่น ทำเอาคนงงไปหมด

ต่อมานางก็เอาไม้มาผูกท้อง เอาผ้าพันไว้ให้เหมือนตั้งครรภ์ แล้วก็ให้มันใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ตามวันเวลาที่เดินไป

เรื่องนี้บุคคลที่เป็นบัณฑิตต่างไม่เชื่อถือ เนื่องจากมีใจหนักแน่นต่อพุทธศาสนา ทว่าประชาชนบางกลุ่มกลับไขว้เขว ทำให้นางเกิดบาป ทั้งใส่ร้ายป้ายสีให้พระพุทธองค์ รวมถึงทำให้คนอื่นคิดไม่ดีต่อพระพุทธเจ้า

ครั้นสมควรแก่เวลา พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่ประชาชนอยู่ ณ พระเชตวัน นางก็เดินเข้าไปพร้อมกับบอกว่า “เสด็จพี่ ดีแต่เทศน์อยู่นั้นแหละ ภรรยาท้องใกล้คลอดแล้ว ไม่เหลียวแลบ้างเลย”

พระพุทธเจ้าแสดงธรรม ภาพจาก มติชนออนไลน์

ถึงอย่างนั้นพระพุทธเจ้าก็ไม่สนพระทัย ทั้งยังแสดงธรรมต่อไป นางโกรธแค้นที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนก็ดิ้นเร่า ทำให้ไม้ที่ติดกับท้องหลุดออกมา (บ้างก็ว่าพระอินทร์ลงทัณฑ์ให้หนูมากัดเชือกให้ขาด)

หลังจากความลับเปิดเผย คนที่นั่งฟังธรรมก็วิ่งไล่นางจนนางต้องหนีตาย วิ่งไปสักพักแผ่นดินก็แยกออกเป็นช่อง และร่างของนางจิญจาก็หายลงไปในช่องอันไกลโพ้น

คนที่ 3 คือบุรุษ นั่นก็คือ พระเจ้าสุปปพุทธะ” กษัตริย์ปกครองกรุงเทวทหะ แห่งแคว้นโกลิยะ บิดาของพระนางยโสธราหรือพระนางพิมพา พระชายาของเจ้าชายสิทธัตถะ หรือเรียกง่าย ๆ ก็คือพ่อตา 

พระเจ้าสุปปพุทธะถูกดินสูบลงไปเพราะว่าเจ้าชายสิทธัตถะออกผนวช แล้วทิ้งพระชายาของตนไป นั่นคือลูกสาว ทำให้นางเป็นม่าย ถือเป็นการดูถูกลูกสาวและตัวพระเจ้าสุปปพุทธะเอง

พระเจ้าสุปปพุทธะทรงเก็บความรู้สึกเคียดแค้นของตนไว้ และยิ่งระเบิดออกมาเมื่อเห็นว่าพระเทวทัต ที่บวชตามพระพุทธเจ้าประสบกับเรื่องราวอันอนาถ ซึ่งมีต้นตอมาจากพระพุทธเจ้า

วันหนึ่งพระพุทธเจ้าจะเสด็จผ่านที่ที่สุปปพุทธะนั่งเสวยน้ำจัณฑ์อยู่ เมื่อมีคนไปทูลว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาแล้ว โปรดให้ทางแก่พระองค์ กษัตริย์พระองค์นี้ก็ทรงไม่ยอม ยังประทับนั่งอยู่เช่นนั้น ทำให้พระพุทธองค์เสด็จกลับในที่สุด

เมื่อเป็นเช่นนั้นพระเจ้าสุปปพุทธะก็ให้คนไปสอดแนมพระพุทธเจ้าว่าตรัสอะไรบ้าง ได้ความว่า “สุปปพุทธะจะถูกแผ่นดินสูบที่เชิงบันไดปราสาทเจ็ดชั้น”

พอทรงทราบเช่นนั้นก็หาทางไม่ให้เกิดขึ้น ทั้งย้ายพระองค์ไปประทับอยู่ปราสาทชั้นบนสุด ตระเตรียมอาหารให้เสวยได้เกิน 7 วัน รวมถึงสั่งให้ปิดประตูทุกชั้น หากพระองค์เผลอเสด็จลง ก็ให้ห้ามไว้

เรื่องนี้แพร่กระจายไปถึงพระอานนท์ จึงทูลให้พระพุทธเจ้าทราบ พระองค์ตรัสว่าไม่ว่าท่ามกลางท้องฟ้า ไม่ว่ากลางมหาสมุทร ไม่ว่าซอกเขา ไม่ว่าที่ไหนในโลกที่คนทำชั่วเข้าไปอาศัยอยู่แล้ว จะพ้นจากความตายไปไม่ได้”

พระองค์ตรัสต่อไปว่า “ตถาคตพูดไว้ไม่ผิดดอก เจ้าสุปปพุทธะจะต้องถูกแผ่นดินสูบ ณ เชิงบันไดปราสาทเจ็ดชั้นแน่นอน”

สุดท้ายแล้วก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้ เพราะพระเจ้าสุปปพุทธะโดนธรณีสูบที่เชิงบันไดปราสาทเจ็ดชั้นในวันสุดท้ายพอดิบพอดี

ทั้ง 3 บุคคลนี้จึงเป็นบุคคลที่โดนธรณีสูบ เนื่องจากทำผิดต่อพระพุทธเจ้า ซึ่งก็มีอีก 2 คนที่โดนธรณีสูบเช่นกัน แต่กระทำผิดต่อพระอัครสาวกและสาวกของพระพุทธเจ้า นั่นคือ นันทยักษ์และนันทมานพ นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_60643

https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_61598

https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_63513

https://www.matichon.co.th/columnists/news_587624


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 ตุลาคม 2568