กองทัพมองโกล 20,000 นาย บุก “ล้านนา” ทำไม?

ภาพวาดกองทัพมองโกล

ชาวมองโกล ได้ชื่อว่านักรบบนหลังม้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ จักรวรรดิมองโกลขึ้นชื่อว่าเป็นจักรวรรดิที่แผ่อำนาจปกครองดินแดนไปกว่าค่อนโลก

ผู้นำคนสำคัญของมอลโกลอย่าง เจงกิสข่าน ที่เป็นนักการทหารที่ประสบความสำเร็จในการพิชิตอาณาจักรน้อยใหญ่ แผ่อำนาจตั้งแต่แม่น้ำฮวงโหในจีน ไปจรดแม่น้ำดานูบในยุโรป หากเทียบกับแผนที่ยุคปัจจุบันกองทัพมองโกลเคยเหยียบย่ำไปกว่า 30 ประเทศทั่วโลก

ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้น คือ อาณาจักรล้านนา ทางตอนเหนือของไทย

เรื่องนี้ดังกล่าวนี้ โจวปี้เผิง เรียบเรียงไว้ใน “ล้านนาสวามิภักดิ์” (มติชน, 2565) ดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่และสั่งเน้นคำโดยผู้เขียน)


 

ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 กองทัพมองโกลยกทัพจากภาคเหนือของจีนแผ่ขยายอำนาจไปในดินแดนชายขอบ ส่วนในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน กองทัพมองโกลเข้าไปรุกรานยูนนาน พม่า และอันนัม (ไดเวียด) หลังจากยึดครองราชวงศ์ซ่งใต้ได้สำเร็จจึงสร้างราชวงศ์หยวน อันเป็นอาณาจักรที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดที่ไม่เคยมีมาก่อน และก่อนหน้าที่ราชวงศ์หยวนจะสามารถยึดครองเมืองต้าหลี่และปกครองเชอหลี่ จีนและล้านนายังไม่มีดินแดนติดต่อกัน

ราชวงศ์หยวนได้ตั้งสำนักปกครองกองทัพที่ยูนนาน เพื่อปกป้องความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน และมีนโยบายขยายอำนาจไปสู่พื้นที่ตอนบนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงพม่า ปาไป่สีฟู่ (ล้านนา) อันนัม และลาว

ในเวลาเดียวกัน พระญามังรายได้ขยายอำนาจจากเมืองเชียงรายลงไปยังเมืองฝาง ทรงรวบรวมเมืองหริภุญชัยไว้ในอำนาจได้สำเร็จ จึงสร้างเมืองเชียงใหม่และสถาปนาอาณาจักรล้านนา การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับล้านนาจึงเริ่มพบในสถานภาพการขยายอำนาจของราชวงศ์หยวนและราชวงศ์มังราย

การปกครองยูนนานเป็นเงื่อนไขที่ขาดไม่ได้หากจะขยายอำนาจไปถึงพม่า ล้านนา และลาว ใน ค.ศ. 1253 ฮูปเล่อข่าน (忽必烈-จักรพรรดิหยวนซื่อจู่) ยึดครองเมืองต้าหลี่ได้สำเร็จ ราชวงศ์หยวนจึงเริ่มตั้งหน่วยงานของตนเอง และปรับระบบการปกครองของยูนนาน ให้อู้เหลียงเหอไท้ (兀良合台) ปกป้องชายแดนและโจมตีพวกหมานที่ยังไม่ยอมสวามิภักดิ์ [1] ตั้งหลิวสีจง (刘时中) เป็นเซวียนผู้สื่อ (宣抚使) [2] ร่วมมือปกครองเมืองต้าหลีกับตระกูลต้วน [3]

กองทัพของเมืองต้าหลี่จึงอยู่ภายใต้อำนาจของราชวงศ์หยวน และได้ตั้งหยวนไซว่ฝู่ (元帅府) [4] ที่เมืองต้าหลี่ใน ค.ศ. 1263 และใน ค.ศ. 1271 ได้ปรับเปลี่ยน 37 ภูมิภาคของเมืองต้าหลี่เป็น 3 ลู่ ( 路-ลู่เป็นหน่วยงานการปกครองระดับที่หนึ่งภายใต้ซินเสินหรือว่ามณฑล) ด้วยนโยบายดังกล่าวทำให้ราชวงศ์หยวนสามารถปกครองเมืองต้าหลี่ได้ค่อนข้างมั่นคง [5]

ราชวงศ์หยวนรักษากองทัพไว้ที่ยูนนาน และขยายอำนาจต่อไปโดยรุกรานภาคเหนือของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่าง ค.ศ. 1280-1300 ราชวงศ์หยวนยกทัพโจมตีเหมียนก๊ก (缅国- อาณาจักรพุกาม) และอันนัม ทั้งยังวางแผนจะยึดครองปาไป่สีฟู่ (ล้านนา) ด้วย

ใน ค.ศ. 1284 ราชวงศ์หยวนให้ปู้หลู่เหอต๋า [6] ไปตีปาไป่สีฟู่ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่จะไปโจมตี แต่เมื่อเดินทางถึงเชอหลี่ (คาดว่าเชอหลี่เป็นสถานที่ที่อยู่ของเจ้าเมือง) กองทัพราชวงศ์หยวนยังขาดความรู้เกี่ยวกับปาไป่สีฟู่ ซึ่งมีหลักฐานที่ว่า “เจ้าพระยานามว่าโคว่โค่วให้ปู้หลู่เหอต๋านำทหารม้าสามร้อยคนไปเกลี้ยกล่อม (ล้านนา) ให้สวามิภักดิ์ แต่เจ้าเมืองไม่ยินยอม จึงยกกำลังทัพเข้าตี โฮ่วเจิ่ง ผู้มีตำแหน่งเป็นตูเจิ้นฝู่เสียชีวิต ปู้หลู่เหอต๋าทำลายประตูด้านทิศเหนือแล้วรุกเข้ายึดค่าย เชอหลี่จึงสงบราบคาบลงทั้งหมด” [7]

ในช่วงเดียวกัน พระญามังรายก็ขยายอำนาจไปเมืองเชียงราย และเมืองฝาง เนื่องจากได้พบการขยายอำนาจของราชวงศ์หยวนทางตอนเหนือ พระญามังรายจำเป็นต้องขยายอำนาจสู่ทางใต้ และยึดครองเมืองหริภุญชัยได้สำเร็จในราว ค.ศ. 1292 โดยร่วมมือกับพระญางำเมืองและพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ในปีเดียวกัน (ค.ศ. 1292) ราชวงศ์หยวนก็ได้วางแผนจะส่งกองทัพไปโจมตีปาไป่สีฟู่ [7]

ทว่ากุบไลข่านสิ้นพระชนม์ใน ค.ศ. 1294 เตมูร์ข่านได้ขึ้นปกครองต่อ ในรัชกาลของพระองค์ทรงหยุดทำสงครามขยายอำนาจ แต่กลับสร้างสันติภาพกับรัฐเพื่อนบ้าน เช่น ไดเวียด จามปา เป็นต้น พระองค์ทรงมุ่งเน้นปรับการปกครองทางด้านการทหารและการเมือง ถึงแม้พื้นที่ยูนนานส่วนใหญ่จะยอมการปกครองของราชวงศ์หยวนแล้ว

แต่เมืองเล็กที่อยู่ชายแดนและถูกปกครองโดยชนเผ่าต่างๆ อย่างเชอหลี่ยังควบคุมไม่ได้เต็มที่ ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้เป็นเขตสำคัญที่ติดต่อกับปาไป่สีฟู่และพม่า เป็นรัฐที่ราชวงศ์หยวนต้องการให้อยู่ภายใต้อำนาจของตนเอง ในช่วง ค.ศ. 1296 ราชวงศ์หยวนตั้งเชอหลี่จวินหมินจงก่วน (彻里军民总管府-เมืองปกครองทหารและราษฎรสิบสองปันนา) [8] เพื่อปกครองเมืองเชอหลี่อย่างใกล้ชิดและตั้งกองทัพที่นั่น

ในปีเดียวกันนั้น พระญามังรายได้ย้ายไปสร้างเมืองเชียงใหม่ หลังจากนี้ ดินแดนที่พระญามังรายทรงปกครองค่อยก่อรูปเป็นอาณาจักรล้านนา (ปาไป่สีฟู่) มีพื้นที่ตั้งอยู่ในทิศตะวันออกของพม่า ทิศตะวันตกของลาว ทิศใต้ของเชอหลี่ (สิบสองปันนา) และทิศเหนือของปอเล่อ (สุโขทัย)

พระญามังรายพยายามปกป้องรัฐของตนเองโดยร่วมมือกับเมืองที่อยู่ใกล้เพื่อต่อสู้กับราชวงศ์หยวน “ค.ศ. 1297 ปาไป่สีฟู่เป็นกบฏและเข้าไปตีเชอหลี่ ราชวงศ์หยวนให้เหย่เซียนปู้ฮัว (也先不花) นำทหารไปปราบปรามปาไป่สีฟู่” 2-3 ปีต่อมา ปาไปสีฟู่ยั่วยุชายแดนจีนหลายครั้ง ทำให้ราชวงศ์หยวนส่งหลิวเซินนำกองทัพไปปราบปราม ถึงแม้มีขุนนางเสนอว่า ปาไปสีฟู่เป็นพวกหมานอี๋อยู่ในดินแดนที่ห่างไกล สามารถใช้คนไปเกลี้ยกล่อมได้ ไม่ควรสร้างความลำบากให้แก่จีน [9] แต่จักรพรรดิไม่รับฟัง

ดังนั้น ใน ค.ศ. 1301 ราชวงศ์หยวนเตรียมตัวยกทัพโดยจัดตั้งกองทหารปราบปาไป่สีฟู่เฉพาะที่รวมทหารมองโกลและทหารท้องถิ่นของยูนนาน จักรพรรดิ “ส่งหลิวเซิน เหอล่าไต้ เจิ้งโย่วนำทหารสองหมื่นนายไปปราบปาไป่สีฟู่” “ส่งทหารยูนนานตีปาไป่สีฟู่” “ส่งนักโทษจากเสฉวนและยูนนานมาเป็นทหารในกองทัพ” และ “ตั้งกองพลปราบปาไป่สีฟูว่านฮู่ฝู่ (八百媳妇万户府-เมืองหมื่นครัว เรือนสนมแปดร้อย) 2 กอง ตั้งผู้บัญชาการ 4 นาย” “ตั้งหลิวเซิน (刘深) และเหอล่าไต้ (合剌带) เป็นจงซูโย่วเฉิง (中书右丞-รองเสนาบดีขวา) เจิ้งโย่ว (郑祐) เป็นชานจือเจิ้งซื่อ (参知政事-รองเสนาบดี) ให้ถือตราพยัคฆ์ทั้งสิ้น” นอกจากนี้ยัง “ให้ม้าห้าตัวต่อทหารสิบนาย หากไม่พอให้เสริมแทนด้วยวัวควาย” “ให้เงินแก่ทหารปราบปาไป่สีฟู่ รวมทั้งสิ้นเก้าหมื่นสองพันก้อนเศษ” [10]

แต่ในขณะที่ราชวงศ์หยวนส่งกองทัพไปปราบปรามปาไป่สีฟู่ ระหว่างนั้นเกิดกบฏในท้องที่ยูนนานและมีการทำสงครามกับพม่า จีนสูญเสียกำลังทัพจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบถึงสงครามปราบปาไป่สีฟู่ เมื่อหลิวเซิน ผู้เป็นจงซูโย่วเฉิง (เสนาบดีขวา) แห่งมณฑลยูนนาน จะไปปราบปรามปาไป่สีฟู่ นำทหารเข้าไปทางซุ่นหยวน [11] และได้เกณฑ์ราษฎรท้องถิ่นมารบ ถู่กวนซ่งหลงจี้ (ข้าหลวงท้องที่ยูนนาน) จึงเป็นผู้นำกบฏโดยขู่ว่า “ทางการเกณฑ์กำลังพวกท่าน ต้องตัดผมสักหน้าเป็นทหาร พลีกายในการศึก ลูกเมียต้องตกเป็นเชลย” [12] ทำให้ราษฎรท้องถิ่นไม่ยอมรับใช้ราชวงศ์หยวน

ราชวงศ์หยวน “ให้มณฑลยูนนานรับสมัครทหารอาสา 2,000 นายเพื่อตีปาไป่สีฟู่ ให้เบี้ยคนละ 60 พวง” และ “บัญชาการให้มณฑลยูนนานแบ่งมือธนูมองโกลไปตีปาไป่สีฟู่” ถึงเดือนกันยายน “กองทัพที่ยกไปตีพม่ากลับมาถูกจินฉือ (金齿-ฟันทอง) สกัดไว้ ทหารตายในการศึกมาก จากนั้นปาไป่สีฟู่กั่ว (อาณาจักรสนมแปดร้อย) และแคว้นหมานทั้งหลายก็พากันไม่จ่ายภาษีอากร โจรฆ่าขุนนาง และเจ้าหน้าที่จึงยกทัพไปปราบ” [13] ผลกระทบเหล่านี้ทำให้ราชวงศ์หยวนลำบากยิ่งขึ้น

ราชวงศ์หยวนทุ่มเทกำลังทหารอย่างน้อย 2-3 หมื่นคนเพื่อไปตีปาไป่สีฟู่ แต่สุดท้ายไม่สำเร็จ ทำให้ราชวงศ์หยวนเสียหายอย่างหนัก ทั้งคน ม้า และเงิน ในอีกด้านหนึ่งยังทำให้เมืองต่างๆ ในชายแดน เกิดความวุ่นวาย จึงมีขุนนางเสนอว่า “หลิวเซินเดินทัพไกลไปตีปาไป่สีฟู่กั๋ว เป็นการศึกซึ่งไม่ยุติ ทำให้ราษฎรเดือดร้อนและเกิดจลาจล ในระหว่างทางหลิวเซินปราบการกบฏไม่ได้ ยังทิ้งทหารหลบหนี ใน ค.ศ. 1302 เดือนมีนาคม จักรพรรดิปลดหลิวเซินและขุนนางทั้งหลายที่ไปปราบปาไป่สีฟู่ และปีต่อไป หลิวเซิน และขุนนางอีกสองคนถูกประหารชีวิต เนื่องจากแพ้ศึกและเสียไพร่พลในการปราบปาไป่สีฟู่” [14] สุดท้าย การใช้กำลังทหารบังคับล้านนาให้ยอมรับอำนาจของราชวงศ์หยวนจึงล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

ในความคิดของชาวฮั่น ดินแดนพวกหมานอี๋ไม่มีประโยชน์ต่อประเทศ ถึงแม้ยึดครองดินแดนได้ทั้งหมด แต่ความคิดของชาวมองโกลในราชวงศ์หยวนยังต้องการยึดเอาล้านนาไว้ใต้อำนาจด้วย เพราะเหตุที่ราชวงศ์หยวนยังป้องกันชายแดนให้สงบและดึงอำนาจจากพม่าและลาว แต่พระญามังรายไม่ยอมสวามิภักดิ์และต่อสู้กับราชวงศ์หยวน ด้วยพระญามังรายกำลังขยายอำนาจและสถาปนาอาณาจักรของตนเอง จึงไม่ยอมให้อาณาจักรของตนเองตกในอำนาจของจักรพรรดิอื่น

เนื่องจากล้านนาอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางของราชวงศ์หยวน และลักษณะทางภูมิศาสตร์ ในตอนเหนือของล้านนามีความซับซ้อนด้วยพื้นที่เป็นป่าและมีภูเขาสูงการทำสงครามต้องพึ่งพากองทัพท้องถิ่นของยูนนาน แต่การปกครองบริเวณชายขอบยูนนานยังไม่ค่อยสงบ ผู้ปกครองท้องถิ่น (土官-ถู่กวน) ยังก่อการกบฏบ่อยครั้ง นอกจากนี้ ขุนนางบางคนของยูนนานยังติดสินบนกับผู้ปกครองท้องถิ่น ดังนั้น การใช้กำลังทหารบังคับและปราบปรามให้ล้านนายอมรับอำนาจของราชวงศ์หยวนจึงไม่สำเร็จ

หลังจากการขยายอำนาจและทำสงครามกับรัฐต่างๆ ติดต่อกันหลายปี กองทัพและงบประมาณของราชวงศ์หยวนเสียหายหนักขึ้น ทั้งยังมีการแย่งชิงอำนาจภายใน เนื่องจากเฉิงจองเถี่ยมู่เอ่อร์ (成宗铁穆耳) สิ้นพระชนม์ใน ค.ศ. 1307 ทำให้การปกครองของราชวงศ์หยวนไม่ค่อยมั่นคง ราชวงศ์หยวนจึงเริ่มปรับวิธีเชื่อมต่อกับปาไป่สีฟู่ และเมืองต่างๆ ในชายแดน

เมื่อ ค.ศ. 1309 ปาไปสีฟู่ เชอหลี่ใหญ่ และเชอหลี่น้อยก่อกบฏอีกครั้ง ราชวงศ์หยวนส่งซ่วนจือเอ๋อร์เวย (算只儿威) ผู้ดำรงตำแหน่งจงซูโย่วเฉิง (เสนาบดีขวา) แห่งมณฑลยูนนานไปเกลี้ยกล่อม แต่ปาไป่สีฟู่ไม่ยอม กลับมาร่วมมือกับเชอหลี่ใหญ่และเชอหลี่น้อยบุกชายแดนของราชวงศ์หยวนอีกครั้งใน ค.ศ. 1311 เพื่อป้องกันชายแดนของตนเองและช่วยเชอหลี่ใหญ่และเชอหลี่น้อยซึ่งเป็น “ประตูกั้นทาง” ระหว่างปาไป่สีฝู่กับราชวงศ์หยวน ดังนั้น จักรพรรดิจึงให้ “อ๋องแห่งยูนนานและโย่วเฉิงแห่งยูนนานไปปราบกบฏปาไป่สีฟู่ [14]

ทว่ายังไม่ถึงขั้นทำสงคราม สถานการณ์การเมืองของทั้ง 2 รัฐ เริ่มมีความเปลี่ยนแปลง ทำให้ความสัมพันธ์ปรับเปลี่ยนไป ใน ค.ศ. 1311 ราชวงศ์หยวนเปลี่ยนรัชกาลจากอู่จง (武宗) ขึ้นปกครอง ค.ศ. 1307-1311 เป็นเหรินจง (仁宗) ขึ้นปกครอง ค.ศ. 1311-1320 ซึ่งช่วงนี้การเมืองภายในราชวงศ์หยวนไม่มั่นคงเช่นกัน ใน ค.ศ. 1312 “วันที่ 13 เดือนที่ 2 รัชศกหวงซิ่ง (21 มีนาคม ค.ศ. 1312) ปาไป่สีฟู่มาถวายช้างที่ฝึกแล้วสองเชือก” [15] เป็นการถวายบรรณาการแก่ราชวงศ์หยวนครั้งแรกของปาไป่สีฟู่ตามที่หยวนสื่อบันทึกไว้

ในเดือนกันยายน ราชวงศ์หยวนยังเตรียมกองทัพมองโกล ตามกองทัพยูนนานไปปราบปาไป่สีฟู่ แม้ในสถานการณ์นี้ล้านนาจะเริ่มถวายบรรณาการแก่จีน แต่ยูนนานยังคงต้องการส่งกองทัพไปตีล้านนา อาจเพราะความสัมพันธ์ในระดับท้องถิ่นไม่ราบรื่น และราชสำนักได้รับการชักจูงจากกรมการยูนนานให้ไปโจมตีปาไป่สีฟู่ ซึ่งได้เชอหลี่ใหญ่กลับคืนในการปกครองไปแล้ว [16]

จึงแสดงให้เห็นว่าในความจริง จักรพรรดิยังหวังว่าจะปราบล้านนาไว้ใต้การปกครองโดยใช้กำลังทหาร แต่ถูกบังคับโดยสถานภาพของราชวงศ์หยวน ไม่ควรทำสงครามอีก ซึ่งก่อนกองทัพจะเคลื่อนพลมีขุนนางกราบบังคมทูลว่า “เรื่องของหมานอี๋นั้นเน้นการผูกพัน มิควรที่จะต้องไปปราบปรามให้ทหารล้มตายและสูญเสียมาก อีกทั้งประหารขุนนางในท้องถิ่น” [17]

อ่านเพิ่มเติม :


เชิงอรรถ :

[1] 李云泉,万邦来朝  朝贡制度史论(新华岀版社,2014)p.157

[2] 宋濂,元史(中华书局,1976)p.47

[3] เซวียนฝู่สื่อ ตำแหน่งที่ปกครองท้องถิ่น

[4] ตระกูลต้วน (大理段民) เป็นตระกูลกษัตริย์ที่ปกครองรัฐต้าหลี่

[5] หยวนไซว่ผู้เป็นหน่วยงานกํากับทหาร

[6] 杨长玉,“元代车里行政区划的设置及相关问题考论”, 西南古籍研究 ( 云南大学岀版社,2011) : 230.

[6] ปู้หลู่เหอต๋า เป็นชื่อตำแหน่งแม่ทัพ

[7] วินัย พงศ์ศรีเพียร และคณะกรรมการสืบค้นประวัติศาสตร์ไทยในเอกสารภาษาจีน, ปาไป่สีฟู่-ปาไป่ต้าเตี้ยน (กรุงเทพฯ: รุ่งแสงการพิมพ์, 2539), น. 166.

[8] 宋濂,元史(中华书局,1976)p.366

[9] Ibid., p. 407.

[10] วินัย พงศ์ศรีเพียร และคณะกรรมการสืบค้นประวัติศาสตร์ไทยใน เอกสารภาษาจีน, ปาไป่สีฟู่-ปาไป่ต้าเตี้ยน, น. 166.

[11] 宋濂,元史(中华书局,1976)p.433-434

[12] ซุ่นหยวน คือพื้นที่เมืองกุ้ยหยางมณฑลกุ้ยโจวในปัจจุบัน

[13] กนกพร นุ่มทอง, “หลักฐานล้านนาในเอกสารโบราณจีน: บันทึกเกี่ยวกับอาณาจักรสนมแปดร้อยในเอกสารโบราณสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง,” วารสารจีนศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 13, 2 (2563): 209.

[14] เรื่องเดียวกัน, น. 179

[15] เรื่องเดียวกัน, น. 180.

[16] เรื่องเดียวกัน, น. 182.

[17] 宋濂,元史(中华书局,1976)p.550


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 6 กรกฎาคม 2565