ย้อนแย้ง! คดีกบฏเจ้าฟ้าเหม็น ขุนนางที่เคยล้มพระเจ้าตาก กลับหนุนเจ้าฟ้าเหม็นชิงบัลลังก์

“กบฏเจ้าฟ้าเหม็น” นับเป็นคดีใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 2 เมื่อ เจ้าฟ้าเหม็น” หรือสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ กรมขุนกษัตรานุชิต พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ต้องพระราชอาญาประหารชีวิตด้วยโทษกบฏต่อแผ่นดิน คิดล้มล้างราชบัลลังก์รัชกาลที่ 2

แต่คดีนี้มีข้อสงสัยและมีความไม่สมเหตุสมผลประการหนึ่ง คือ กลุ่มขุนนางที่สนับสนุนเจ้าฟ้าเหม็นก่อกบฏล้วนแต่เป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยง หรือ “ข้าหลวงเดิม” ของรัชกาลที่ 1 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ร่วมก่อการโค่นล้มราชบัลลังก์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

คดีกบฏ

เจ้าฟ้าเหม็นทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาฉิมใหญ่ ซึ่งเป็นพระราชธิดาในรัชกาลที่ 1 ดังนั้น เจ้าฟ้าเหม็นจึงทรงเป็น “หลานตา” ของรัชกาลที่ 1 จึงไม่ถูกสำเร็จโทษประหารชีวิตในคราวผลัดแผ่นดิน ด้วยขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง 3 พรรษา ขณะที่พระญาติวงศ์ส่วนใหญ่รวมทั้งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระราชบิดา ถูกสำเร็จโทษไปสิ้น ครั้นเจ้าฟ้าเหม็นเจริญพระชนมายุก็ทรงเป็นพระเจ้าหลานเธอโปรดของรัชกาลที่ 1 มาก ถึงกับได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงกรมที่กรมขุนกษัตรานุชิต

ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 1 เสด็จสวรรคตได้เพียง 3 วัน ก็เกิดคดีกบฏเจ้าฟ้าเหม็น เหตุเกิดจากมีอีกาคาบ “บัตรสนเท่ห์” ในนั้นมีเนื้อความกล่าวโทษว่าทรงคบคิดกับขุนนางกลุ่มหนึ่งจะแย่งชิงราชสมบัติ ปรากฏในพงศาวดารฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ดังนี้

“ครั้นเดือน 10 ขึ้น 2 ค่ำ มีกาคาบหนังสือทิ้งที่ต้นแจงหน้าพระมหาปราสาท พระยาอนุชิตราชาเป็นผู้เก็บได้ อ่านดูใจความว่า พระเจ้าหลานเธอเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร ซึ่งเป็นกรมขุนกระษัตรานุชิต เป็นบุตรเจ้ากรุงธนบุรี กับพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันอีกสองคนคือ นายหนูดำหนึ่ง จอมมารดาสำลีในพระบัณฑูรน้อยหนึ่ง คบคิดกับขุนนางเป็นหลายนายจะแย่งชิงเอาราชสมบัติ จึงนำความขึ้นกราบทูลแต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวังบวรสถานมงคล โปรดให้ไต่สวนได้ความจริงแล้ว รุ่งขึ้นวันจันทร์ เดือน 10 ขึ้น 3 ค่ำ จึงให้นายเวรกรมพระตำรวจวังไปหากรมขุนกระษัตรานุชิตเข้ามาที่ประตูพิมานไชยศรีสองชั้นแล้วจับ”

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2

แม้ในพงศาวดารฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์จะระบุว่าในบัตรสนเท่ห์กล่าวถึงเจ้าฟ้าเหม็นคิดกระทำการล้มล้างราชบัลลังก์ แต่ในศุภอักษร เรื่องหม่อมเหม็นเป็นกบฏ กลับไม่ได้กล่าวถึงเจ้าฟ้าเหม็นแต่อย่างใด แต่ระบุว่าขุนนางคนหนึ่งไม่พอใจและไม่ยอมเป็นข้าแผ่นดินของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ซึ่งจะกล่าวต่อไปข้างหน้า

ในเรื่อง “กาคาบข่าว” นี้ยังปรากฎรายละเอียดเพิ่มเติมในศุภอักษรฯ ว่ามีประจักษ์พยานเห็น “อีกา” กันหลายคน ดังนี้ “ครั้น ณ วัน เดือน 9 แรม 11 ค่ำ ปีมแสงศก มีกาคาบกระดาษหนังสือมาทิ้งลงริมพระที่นั่งดุสิดามหาปราสาท ตำรวจในล้อมวงรักษาพระองค์ได้เห็นเป็นอันมาก จึงนำเอาหนังสือไปแจ้งแก่พระยาอภัยรณฤทธิ พระยาอนุชิตราชา จางวางพระตำรวจปฤกษาด้วยเสนาบดีนำเอาหนังสือขึ้นทูนเกล้าฯ ถวาย” รุ่งขึ้น รัชกาลที่ 2 จึงโปรดให้จับกุมเจ้าฟ้าเหม็นมาสอบสวน ผู้ที่ทำการจับกุม คือ พระยาอนุชิตราชานั่นเอง

ส่วนเจ้านายอีก 2 พระองค์ ซึ่งเป็นพระราชโอรสและพระราชธิดาในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่ถูกกล่าวอ้างว่ามีส่วนในการก่อกบฏ คือ “นายหนูดำ” หรือพระองค์เจ้าชายอรนิภา และ “เจ้าจอมมารดาสำลี” หรือพระเจ้าหญิงสำลีวรรณ โดยภายหลังได้เป็นเจ้าจอมในกรมหลวงเสนานุรักษ์ (พระราชโอรสในรัชกาลที่ 1) ซึ่งต่อมาได้เป็นวังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 2

เหตุการณ์การจับกุมเจ้าจอมมารดาสำลีนั้น หลวงพิสูจน์พาณิชยลักษณ์ (ม.ล. เพิ่มยศ อิศรเสนา) ได้เขียนไว้ว่า “ในวันจันทร์ วันเดียวกันนั้น เจ้าจอมมารดาสำลีตัดผมใหม่ พระองค์ชายพงศ์อิศเรศร์ ชันษา 9 ปี พระองค์หญิงนฤมล ชันษา 6 ปี สามคนแม่ลูกนั่งเล่นกันอยู่ที่พระตำหนัก ในพระนิเวศนเดิม (ราชนาวิกสภา) สมเด็จฯ กรมหลวงเสนานุรักษ์เสด็จกลับจากพระบรมมหาราชวัง รับสั่งถามเจ้าจอมมารดาสำลีว่า กรมขุนกษัตรานุชิตเป็นขบถ เขาว่าเจ้ารู้เห็นเป็นใจด้วยจริงหรือ คุณสำลีตอบเป็นทำนองว่า จะหาว่าเป็นขบถก็ตามใจ พ่อเขาก็ฆ่า พี่น้องเขาจะเอาไปฆ่า ตัวเองจะอยู่ไปทำไม รับสั่งให้เรียกตำรวจเข้ามาคุมตัวไป คุณสำลีก็ผลักหลังลูกสองคนว่า นี่ลูกเสือลูกจระเข้ แล้วก็ลุกขึ้นตามตำรวจออกไป”

รูปเจ้าฟ้าเหม็นตามจินตนาการ (ภาพจากหนังสือ “กบฏเจ้าฟ้าเหม็นฯ” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน 2457)

ชำระความ

รัชกาลที่ 2 โปรดเกล้าฯ ให้ “พระองค์เจ้าชายทับ” (รัชกาลที่ 3) พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ทรงเป็นผู้ชำระความ ทรงสอบสวนทวนความได้ว่า มีขุนนางผู้ใหญ่เข้าร่วมด้วยที่สำคัญ 2 คน คือ เจ้าพระยาพลเทพ (นายบุนนาก บ้านแม่ลา) และพระอินทรเดช (กระต่าย)

ในคดีนี้ “เจ้าพระยาพลเทพ” ดูจะเป็นขุนนางที่มีตำแหน่งสูงที่สุด เจ้าพระยาผู้นี้เคยมีประวัติโดดเด่นมาตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อครั้งยังเป็น “นายบุนนาก บ้านแม่ลา” ข้าราชการชั้นผู้น้อย เทียบได้กับกำนันบ้านแม่ลา แขวงกรุงเก่า อยุธยา โดยปรากฏความในพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า เมื่อพระพิชิตณรงค์เร่งเงินอากรค่าภาคหลวงจนชาวบ้านเดือดร้อนหนัก นายบุนนากกับขุนสุระคิดอ่านเห็นว่าบ้านเมืองเป็นจลาจล พระเจ้าแผ่นดินข่มเหงเบียดเบียนราษฎร จึงคิด “ชักชวนซ่องสุมประชาชนทั้งปวงยกลงไปตีกรุงธนบุรี จับเจ้าแผ่นดินผู้อาสัตย์สำเร็จโทษเสีย แล้วจะถวายราชสมบัติแก่เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกให้ครองแผ่นดินสืบไป”

ซึ่งนายบุนนากผู้นี้เป็นข้าหลวงเดิมของรัชกาลที่ 1 แม้จะเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย แต่ก็มีไพร่พลในสังกัดพอสมควร เมื่อนั้นจึงบังเกิดความไม่สงบในแขวงกรุงเก่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงรับสั่งให้ “พระยาสรรค์” ขึ้นไปปราบความวุ่นวาย แต่นั่นก็นำมาสู่เหตุการณ์ “กบฏพระยาสรรค์” แม้ต่อมานายบุนนากจะเข้าร่วมกับพระยาสรรค์เข้ายึดกรุงธนบุรีจนสำเร็จ แต่ภายหลังนายบุนนากแยกตัวออกมาร่วมมือกับพระยาสุริยอภัยต่อกรกับพระยาสรรค์

นายบุนนากจึงเป็นผู้ที่มีความดีความชอบในเหตุการณ์ผลัดแผ่นดินสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นฝ่ายสนับสนุนรัชกาลที่ 1 กระทั่งภายหลังได้รับพระราชทานยศเป็นเจ้าพระยาไชยวิชิต รักษากรุงเก่า และต่อมาได้เป็นเจ้าพระยาพลเทพ เป็นถึงเสนาบดีกรมนา ในแผ่นดินรัชกาลที่ 1 โดยก่อนเกิดเหตุกบฏเจ้าฟ้าเหม็นเพียง 1 ปี คือปลายปี พ.ศ. 2351 เจ้าพระยาพลเทพก็ได้เป็นแม่ทัพปราบกบฏที่หัวเมืองฝ่ายใต้ พอปีรุ่งขึ้นรัชกาลที่ 1 ก็เสด็จสวรรคต

ดูเหมือนว่าเจ้าพระยาผู้นี้จะเป็นขุนนางที่จงรักภักดีต่อรัชกาลที่ 1 มาตลอด แต่เหตุใดจึงตกไปอยู่ในรายชื่อผู้สมคบคิดโค่นราชบัลลังก์ได้ ยังเป็นข้อที่น่าสงสัย

โดยจากการสืบสวนของพระองค์เจ้าชายทับ ทรงชี้มูลความผิดไปที่ “พระอินทรเดช” กรมพระตำรวจนอกซ้ายว่าเป็นต้นคิดชักชวนพรรคพวกให้ก่อการชิงราชบัลลังก์ โดยในศุภอักษรฯ กล่าวถึงพระอินทรเดชผู้นี้ว่า “ในหนังสือนั้นเป็นใจความว่า อ้ายกระต่ายอินทรเดชะ พูดกับอ้ายเมืองสารวัดว่า ล้นเกล้า กรมพระราชวังบวรฯ มีบุญแล้วไม่ทรงพระเมตตาเหมือนแต่ก่อน ถึงจะเป็นเจ้าแผ่นดินก็หายอมเป็นข้าไม่”

“อ้ายเมืองสารวัด” ผู้นี้ไม่ใช่พวกเดียวกับกลุ่มกบฏเป็นแน่ เป็นแต่เพียงผู้ทราบเรื่องว่าพระอินทรเดชจะคิดก่อการ อ้ายเมืองสารวัดผู้นี้คงจะนำเรื่องนี้ส่งต่อให้ผู้อื่นอย่างไรไม่ทราบชัด อาจจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ จนเรื่องนี้เข้าถึงหูของผู้เขียนบัตรสนเท่ห์ หรือผู้เขียนบัตรสนเท่ห์อาจจะแอบได้ยินพระอินทรเดชพูดคุยกับอ้ายเมืองสารวัดก็เป็นได้ หรือผู้เขียนบัตรสนเท่ห์อาจแต่งเรื่องขึ้นเองทั้งหมด แล้วสร้างประจักษ์พยานเท็จขึ้นมา

ส่วนประวัติของพระอินทรเดชนั้น เดิมมียศเป็นจมื่นราชาบาล เคยอยู่ในกองทัพของเจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) คราวศึกตีเมืองทวายในสมัยรัชกาลที่ 1 ในการศึกครั้งนี้กองทัพของเจ้าพระยามหาเสนาเสียทีแก่กองทัพพม่า ต้องถอยร่นมาถึงที่ตั้งค่ายของกองทัพของพระยาอภัยรณฤทธิ์ ซึ่งเป็นทัพหน้าของกองทัพหลวง แต่เมื่อเกิดเหตุคับขัน พระยาอภัยรณฤทธิ์กลับไม่ยอมเปิดประตูให้กองทัพของเจ้าพระยามหาเสนาเข้าไป แม้จมื่นราชาบาลเรียกให้เปิดประตูอยู่หลายครั้งก็ไม่เป็นผล กองทัพพม่าที่ตามมาได้รุกเข้าตีจนถึงหน้าค่าย ทำให้แม่ทัพ คือ เจ้าพระยามหาเสนาตายในที่รบ เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้รัชกาลที่ 1 ทรงพระพิโรธมาก รับสั่งประหารชีวิตพระยาอภัยรณฤทธิ์ ส่วนจมื่นราชาบาลมีความดีความชอบ จนภายหลังได้เป็นพระอินทรเดช รับราชการในกรมพระตำรวจสืบมาจนเกิดเรื่องกบฏเจ้าฟ้าเหม็น

รัชกาลที่ 3 ทรงพระราชนิพนธ์ถึงเหตุการณ์กบฏนี้ไว้ในโคลงปราบดาภิเษก เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า พระอินทรเดชเป็นต้นคิดล้มล้างราชบัลลังก์ ส่วนเจ้าฟ้าเหม็นถูกขุนนางกลุ่มนี้ “เสี้ยม” ดังนี้

ไป่นานกาคาบฟ้อง   ลิ่วลม มาเฮย

เหตุพระตำรวจกรม   นอกซ้าย

ใจพาลพวกพาลผสม   เสี้ยมพระ หลานนา

แข่งคิดทรยศร้าย   เร่งล้างฤาหลอ

เสียพระญาติเจ้าหนึ่งแล้   สิบขุน นางเฮย

ทหารบ่กลัวเกรงบุญ   บัดม้วย

ใครฤๅไป่คิดคุณ   ขบถต่อ ท่านนา

แม่นจะปลงชีพด้วย   ดาพไม้จันทน์จริง

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ลานมหาเจษฎาบดินทร์ ถนนราชดำเนินกลาง

นอกเหนือจาก เจ้าพระยาพลเทพ (นายบุนนาก บ้านแม่ลา) และพระอินทรเดช (กระต่าย) แล้ว ในจำนวน “สิบขุนนาง” เหล่านั้นยังประกอบไปด้วย พระยาเพ็ชรปาณี (กล่อม), พระยาราม (ทอง), จมื่นสท้านมณเฑียร (อ่อน), นายขุนเนน (หลานเจ้าพระยาพลเทพ), สมิงรอดสงคราม, สมิงศิริบุญ (โดด) บุตรเจ้าพระยามหาโยธา, สมิงพัตเบิด (ม่วง) และสมิงปอนทละ

ขุนนางเหล่านี้ล้วนแต่เป็นข้าหลวงเดิม รับราชการมาตั้งแต่แผ่นดินรัชกาลที่ 1 ทั้ง “พระยาเพ็ชรปาณี” ซึ่งเคยเป็นราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับเวียดนาม คุมพระราชสาส์นและเครื่องสำหรับกษัตริย์ออกไปถวายเมื่อปี พ.ศ. 2346 ทั้ง “สมิงศิริบุญ” ซึ่งเป็นบุตรของเจ้าพระยามหาโยธา หรือพระยาเจ่ง ขุนนางมอญที่สนับสนุนรัชกาลที่ 1 และต่อสู้กับพระยารามัญ ขุนนางมอญอีกฝ่ายที่สนับสนุนพระยาสรรค์

นอกจากขุนนางทั้ง 10 คนนี้ รายชื่อผู้ก่อการยังมีข้าในกรมเจ้าฟ้าเหม็นอีก 30 คน ที่ต้องพระราชอาญาประหารชีวิต รวมผู้ต้องหาในคดีนี้ 40 คน กับพระราชวงศ์อีก 3 พระองค์ รวมเวลาปราบกบฏตั้งแต่เหตุการณ​์กาคาบข่าวจนถึงการประหารชีวิตเสร็จสิ้นใน 4 วัน

อย่างไรก็ตาม สำนวนการสอบสวนนั้นไม่สามารถชี้มูลความผิดไปที่เจ้าฟ้าเหม็นได้ทั้งหมด ดังปรากฏความในศุภอักษรฯ ว่า “จึงมีรับสั่งโปรดเกล้าฯ ว่า อ้ายเมืองให้การถึงหม่อมเหม็น ทั้งนี้ยังเลื่อนลอยอยู่เห็นหาจริงไม่ แต่ทะว่าเป็นความแผ่นดิน จึงให้ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยตริตรองชำระเอาความจริง”

ดังนั้น จึงต้องนำตัวผู้ต้องหามาสืบสวนอีก ปรากฏว่าให้คำตรงกันหลายปาก และเมื่อสอบสวนเจ้าฟ้าเหม็นก็ทรงรับสารภาพ “จึงให้ถามหม่อมเหม็น ๆ ก็รับเป็นสัจสมคำอ้ายมีชื่อสิ้นทั้งนั้น” แต่พึงคำนึงว่ากระบวนการการสอบสวนในสมัยนั้นที่ใช้ “จารีตนครบาล” คือ การทรมานให้รับสารภาพ ทำให้ผู้ต้องหาได้รับความเจ็บปวดแสนสาหัสที่ว่าตายเสียยังดีกว่า ดังนั้น คำรับสารภาพอาจไม่ใช่คำกล่าวที่เป็นความจริงเสมอไป สารภาพทั้งที่ผิดหรือไม่ผิด สามารถเกิดขึ้นได้ในกระบวนการเช่นนี้

เจ้าฟ้าเหม็นทรงถูกถอดยศเป็นหม่อมเหม็น แล้วนำตัวไปสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ที่วัดปทุมคงคา ส่วนพระโอรสอีก 6 พระองค์ คือ หม่อมเจ้าชายใหญ่, หม่อมเจ้าชายสุวรรณ, หม่อมเจ้าชายหนูเผือก, หม่อมเจ้าชายสวัสดิ์, หม่อมเจ้าชายเล็ก และหม่อมเจ้าชายแดง ทรงถูกนำไปถ่วงน้ำที่ปากอ่าว ด้วยเหตุ “ตัดหนามอย่าไว้หน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก”

พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประดิษฐานภายในโรงเรียนราชินี กรุงเทพฯ (ภาพจากจิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก เล่ม 1, จัดพิมพ์โดยสำนักพระราชวัง พ.ศ. 2536)

เหตุการณ์หลังคดี

เมื่อประหารชีวิตผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีกบฏเจ้าฟ้าเหม็นเสร็จสิ้นแล้ว วังท่าพระ ซึ่งเป็นวังที่ประทับของเจ้าฟ้าเหม็นก็ว่างลง ดังนั้น รัชกาลที่ 2 จึงพระราชทานวังนี้พร้อมด้วยบ่าวไพร่และทรัพย์สินของเจ้าฟ้าเหม็นให้พระองค์เจ้าชายทับ ผู้ทรงชำระคดีความ วังท่าพระจึงใช้เป็นวังที่ประทับและที่ว่าราชการของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ในเวลาต่อมา

ส่วนพระยาอนุชิตราชา ผู้ที่เก็บบัตรสนเท่ห์ได้นั้น ภายหลังได้เป็นเจ้าพระยาอภัยภูธร (น้อย บุณยรัตพันธุ์) สมุหนายกในรัชกาลที่ 2 ส่วนอีกาก็ได้รับความดีความชอบเช่นเดียวกัน โดยทรงมีพระราชดำรัสว่า กามีความชอบโปรดให้พระราชทานข้าวกาตั้งแต่นั้นมา ดังที่รัชกาลที่ 3 ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า

ควรเห็นว่าไท้เทพ   จงผลาญ นาพ่อ

กาก็เป็นเดียรัจฉาน   ชาติข้า

ดังฤาออกนามสาร   ส่อโทษ ถวายแฮ

แท้ว่าบุญเจ้าหล้า   หากให้ดาลดล

ปางประหยัดยกชอบให้   แก่กา

ทั่วนิคมสีมา   ท่านนั้น

ผู้ใดอย่าริษยา   ยีย่ำ มันแฮ

บำเหน็จกาเข้าปั้น   ไปเว้นวันเสมอ

อย่างไรก็ดี คดีกบฏเจ้าฟ้าเหม็นนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังมากกว่าที่ปรากฏตามหลักฐาน มีมูลเหตุหลายประการประกอบกับมีความไม่สมเหตุสมผลในหลายเรื่อง โดยเฉพาะกรณีขุนนางผู้ก่อการทั้งหมดล้วนแต่เป็นข้าหลวงเดิมของรัชกาลที่ 1 จึงเกิดความย้อนแย้งว่าเหตุใดกลุ่มกบฏจึงคิดยกเอาเจ้าฟ้าเหม็นเป็นกษัตริย์ ทั้งที่ข้าหลวงเดิมเหล่านี้ คือ ผู้ร่วมก่อการครั้งโค่นล้มราชบัลลังก์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทั้งสิ้น

เจ้าฟ้าเหม็นอาจไม่ได้ทรงเป็นต้นคิดล้มล้างราชบัลลังก์ แต่ด้วยขุนนางกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นข้าหลวงเดิมในแผ่นดินรัชกาลที่ 1 อาจเกิดความปริวิตกว่า พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ “มีบุญแล้วไม่ทรงพระเมตตาเหมือนแต่ก่อน” และอาจจะคาดการณ์ไปว่า การแต่งตั้งขุนนางหรือตำแหน่งการบริหารงานบ้านเมืองต่าง ๆ ในรัชกาลใหม่นั้น ขุนนางกลุ่มนี้อาจจะหลุด “โผ” จึงคิดเปลี่ยนตัวกษัตริย์พระองค์ใหม่เสีย

ปรามินทร์ เครือทอง ตั้งสมมติฐานคดีนี้ไว้ 2 ประเด็นสำคัญ คือ หนึ่ง กลุ่มขุนนางกลุ่มนี้ไม่ยอมรับรัชกาลที่ 2 ให้สืบราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา โดยเห็นว่าไม่ทรงพระเมตตาเหมือนแต่ก่อน จึงคิดจะยกเจ้านายพระองค์ใดพระองค์หนึ่งขึ้นเป็นกษัตริย์แทน โดยเลือกเจ้าฟ้าเหม็นขึ้นมา แต่สมมติฐานนี้กลับมีข้อย้อนแย้งดังที่กล่าวไปข้างต้น ประเด็นนี้จึงยังเป็นที่น่าสงสัย

สอง เหตุการณ์นี้เป็นผลพวงจากความขัดแย้งของกลุ่มขุนนาง โดยอาจมีการกุเรื่องขึ้นมาหวังกำจัดศัตรูฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะในประเด็นบัตรสนเท่ห์นี้ หากการก่อกบฏเป็นจริงตามฟ้อง ก็สามารถนำเรื่องขึ้นกราบบังคมทูลได้โดยตรง โดยไม่ต้องใช้บัตรสนเท่ห์ ซึ่งนี่สะท้อนให้เห็นว่า ฝ่ายหนึ่งไม่มีหลักฐานสำคัญชี้อย่างชัดเจนว่ากำลังจะมีการล้มล้างราชบัลลังก์ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่มีเหตุจูงใจและพละกำลังมากพอที่จะคิดการใหญ่ให้สำเร็จได้

ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า “กบฏเจ้าฟ้าเหม็น” เป็นเกมการเมืองในการกำจัดอำนาจของขุนนางเก่าใน “แผ่นดินต้น” เพื่อปูทางสร้างฐานอำนาจของขุนนางใหม่ใน “แผ่นดินกลาง” แห่งรัชสมัยรัชกาลที่ 2

อ่านเพิ่มเติม :


อ้างอิง :

ปรามินทร์ เครือทอง. (2547). กบฏเจ้าฟ้าเหม็น. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มติชน.


เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2565