ปรมาจารย์ลิเกชื่อดัง หอมหวล นาคศิริ ที่จอมพล ป. ชวนไปเล่นการเมือง

หอมหวล นาคศิริ ขณะแสดงเป็นขุนช้าง (ภาพจาก หนังสืออนุสรณ์งานพระราชเพลิงศพ พระอธิการหอมหวล คนฺธสิริ เจ้าอาวาสวัดป่าเรไร ณ เมรุวัดเวตวันธรรมมาวาส กรุงเทพมหานคร วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2522)

นายหอมหวล นาคศิริ  (พ.ศ. 2442-2521) ซึ่งปั้นปลายชีวิตอุปสมบทและได้เป็น พระอธิการหอมหวล คนฺธสิริ เจ้าอาวาสวัดป่าเรไร จังหวัดนนทบุรี หอมหวลเป็นคนอำเภอบ้านแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รับการยกย่องเป็นปรมาจารย์ลิเกลูกบท มีลิเกทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่จำนวนมากเป็นลูกศิษย์ ซึ่งบางส่วนเป็นลูกหลานของหอมหวลโดยตรง

ด้วยความนิยมและการยอมรับในฝีมือของหอมหวล ลิกเกที่ร่ำเรียนไปจากหอมหวลจำนวนไม่น้อยจึงมักตั้งชื่อคณะโดยลงท้ายว่า “ศิษย์หอมหวล” เช่น บรรหาร ศิษย์หอมหวล เจ้าของฉายาลิเกคนจนเงินล้านซึ่งชื่อเสียงของ หอมหวล ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงการลิเก เรื่องนี้ ภัทรวดี ภูชฎาภิรมย์ อธิบายไว้ใน “วัฒนธรรมบันเทิงในชาติ” (สนพ.มติชน, มกราคม 2550) พอสรุปได้ดังนี้ [จัดย่อหน้าใหม่และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการ]


 

หอมหวล มีภูมิลําเนาเดิมที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เข้าสู่วงการลิเกเพราะติดใจการแสดงลิเกของคณะดอกดิน เสือสง่า ลิเกทรงเครื่องผู้โด่งดัง เนื่องจากพ่อแม่ไม่เห็นด้วยกับการเข้าสู่อาชีพลิเก จึงหนีตามคณะลิเกมากรุงเทพฯ หวังจะได้อยู่กับคณะดอกดิน เสือสง่า ในช่วงแรกแม้ไม่ได้อยู่กับคณะดอกดินแต่ก็มีโอกาสอยู่กับคณะละคร และลิเกหลายคณะ…ภายหลังจากออกบวช ฝากตัวเป็นศิษย์และร่วมแสดง กับคณะดอกดิน เสือสง่า ระยะหนึ่ง แล้วกลับมาตั้งคณะลิเกแสดงประจําอยู่ที่วิกจังหวัดลพบุรี เป็นเวลา 10 ปี และย้ายมาประจําอยู่กรุงเทพฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2…

ทศวรรษ 2490 นับเป็นยุคเชื่อมต่อระหว่างวัฒนธรรมความบันเทิงแบบเก่ากับวัฒนธรรมความบันเทิงแบบตะวันตก ลิเกลูกบทแบบใหม่ซึ่งหอมหวลคิดขึ้น สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยจึงได้รับความนิยมและมีส่วนสําคัญทําให้ลิเกยังคงเป็นวัฒนธรรมความบันเทิงที่มีพลวัตท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลง การเป็นผู้นําในการปรับปรุงลิเกและความสามารถในการแสดงทําให้หอมหวลมีทั้งฐานะ และบทบาทในวงการลิเก

พ.ศ. 2493 หอมหวลมีลูกน้องไม่ต่ำกว่า 300 คน มีวิกลิเกและสาขาที่ตนเองเป็นผู้ควบคุม 7 แห่ง ทองใบ รุ่งเรือง เล่าว่าเฉพาะ คณะลิเกหอมหวล 1 เพียงโรงเดียวมีรายได้ 1,700-2,000 บาท ต่อคืน (โฆษณาสาร, 8 สิงหาคม 2494) ฐานะและชื่อเสียงของหอมหวลทําให้หอมหวลเข้าสู่วงการเมือง นับตั้งแต่ นายสังข์ พัธโนทัย และนายฉาย วิโรจนศิริ เลขาส่วนตัวของจอมพล ป. นําหอมหวลเข้าพบ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และจอมพล ป. พิบูลสงคราม สนับสนุนให้หอม หวลลงสมัครรับเลือกตั้งผู้แทนราษฎรที่จังหวัดอ่างทองในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ แต่ปัญหาทางการเมืองทําให้พรรคมนังคศิลาส่งผู้สมัครคนอื่นแทน (เจนภพ จบกระบวนวรรณ, 2524 : 76, 83)

อย่างไรก็ตามการที่นายกรัฐมนตรีสนับสนุนให้หอมหวลลงรับสมัครเลือกตั้ง สะท้อนถึงชื่อเสียง และความศรัทธาที่ประชาชนจํานวนไม่น้อยมีต่อหอมหวลความสําเร็จ

ในการแสดงลิเกทําให้มีผู้สมัครเข้าเป็นลูกศิษย์จํานวนมาก เพราะนอกจากหอมหวลจะเป็นผู้ริเริ่มพัฒนาลิเกลูกบทเป็นที่ยอมรับของประชาชนแล้ว วิธีการถ่ายทอดของหอมหวลยังทําให้ผู้ที่เข้ามาศึกษามีโอกาสพัฒนาความสามารถ อันนําไปสู่การตั้งคณะลิเกของตนเอง ทองใบ เรืองนนท์ (สัมภาษณ์, 7 ตุลาคม 2547) เล่าถึงเรื่องนี้ว่า “หอมหวลจะให้ลูกน้องหรือลูกศิษย์คิดการแสดง คิดกลอนเองแล้วมาร้องให้ฟัง หอมหวลก็จะแนะนําแก้ไขติชม เพราะมีความสามารถจริงๆ”

ความสามารถเฉพาะตัวของหอมหวลดังกล่าวทําให้ลิเกสมัยหลังส่วนใหญ่เป็นลูกศิษย์ของหอมหวลที่แยกย้ายไปตั้งคณะลิเกของตนเอง เจนภพ จบกระบวนวรรณ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

“…ลิเกทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ต่างต้องเคยผ่านสถาบันนี้ทั้งนั้นในวงการลิเกเรารู้จักทองใบ รุ่งเรือง, บุญส่ง จารุวิจิตร, เสน่ห์ โกมารชุน, สอิ้ง ธรรมากูล, สําเภา ศรีทอง, จันทร์แรม, สมาน, สวอง, ขุนแผน กุมมารักษ์, ถนอม นวลอนันต์, ตาล กิ่งเพชร, ระเบียบ จิตรอารี, บานเย็น ดวงระยศ ฯลฯ ต่างเคยเป็นศิษย์หรือล้วนเคยผ่านคณะหอมหวลมาทั้งสิ้น คณะลิเกหอมหวลแตกแขนงออกไปมากมายเหลือคณานับไล่ชื่อกัน 3 วัน 3 คืน ก็ไม่หมด…” (2524 : 97)

กล่าวได้ว่า การเติบโตของลิเกในทศวรรษนี้เป็นผลจากรูปแบบของลิเกที่สามารถปรับให้เข้ากับรสนิยมของผู้ชมได้ โดยมีปัจจัยกระตุ้นสําคัญคือความสามารถเฉพาะบุคคล และผู้บริโภคซึ่งมีฐานะสําหรับการใช้ชีวิตด้านความบันเทิงมากขึ้นจนสามารถอุปถัมภ์ศิลปินได้ ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนวิถีวัฒนธรรมที่เป็นช่วงรอยต่อระหว่างวัฒนธรรม แบบจารีตกับวัฒนธรรมตะวันตก ลิเกจึงยังคงเป็นความบันเทิงที่ดํารงอยู่ได้ในกระความเปลี่ยนแปลง


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 ตุลาคม 2564

บทความก่อนหน้านี้