ในวันที่ ครอง จันดาวงศ์ อาจไม่ได้พูด “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ”

ภาพถ่าย นายครอง จันดาวงศ์ ในหนังสือพิมพ์ไทรายวัน เขียนบรรยายภาพนี้ว่า “นายครองโบกมือบอกกับนักข่าวของเราขณะที่เจ้าหน้าที่นำเอาทั้งสองคนไปสู่ที่ประหารว่า ‘อย่าถ่ายให้มากนัก’” ในขณะที่ความรับรู้ปัจจุบัน เชื่อว่าภาพนี้นายครองกำลังเปล่งวาจา “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” (ภาพจากไทรายวัน ๒ มิถุนายน ๒๕๐๔)

เป็นที่รับรู้ในเชิงประจักษ์ว่าวลี “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” เป็นวาทศิลป์ที่นิยมนำมาใช้แสดงออกทางการเมืองไทยในช่วง ๑๐ กว่าปีหลังมานี้วาทศิลป์หนึ่ง จนปรากฏบทความที่พยายามค้นหาที่มาของวาทศิลป์ดังกล่าว ซึ่งผลของการศึกษาค้นคว้าต่างเชื่อและสรุปเห็นร่วมกันว่า จุดเริ่มต้นและอิทธิพลทางวาทศิลป์นี้มาจากคำกล่าวของ นายครอง จันดาวงศ์[1] นักการเมืองและนักต่อสู้ทางการเมือง (ทศวรรษ ๒๔๙๐-ต้นทศวรรษ ๒๕๐๐) ที่เปล่งวาจาขึ้นก่อนจะถูกประหารชีวิตด้วยวิธีการยิงเป้าจากอำนาจมาตรา ๑๗ ในสมัยการปกครองของ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ณ ลานประหารชั่วคราว อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ในวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๐๔  

กระนั้นเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างหนึ่งว่า เมื่อพิจารณางานเขียนเกี่ยวกับนายครองต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ในเชิงของการสืบค้นทางประวัติศาสตร์ กลับพบว่าไม่ปรากฏการอ้างถึงคำกล่าว “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” ของ นายครอง จันดาวงศ์ จากหลักฐานชั้นต้นร่วมยุคร่วมสมัยใน พ.ศ. ๒๕๐๔ ว่ามาจากหลักฐานใด

บทความนี้เป็นความพยายามเล็กๆ ในการย้อนกลับไปอ่านหลักฐานเอกสารจาก พ.ศ. ๒๕๐๔ ผ่านการศึกษาหลักฐานหนังสือพิมพ์ โดยที่ตระหนักและรับรู้ถึงข้อจำกัดสำคัญว่า หนังสือพิมพ์ในยุคสมัยการปกครองของ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี อยู่ภายใต้เงื่อนไขข้อควบคุมและการจำกัดเสรีภาพในการนำเสนอเป็นอย่างมาก[2] ทว่าหลักฐานนี้ก็ดูจะเป็นหลักฐานสาธารณะสำคัญเพียงไม่กี่ชิ้นที่จะพากลับไปใกล้ชิดเหตุการณ์การประหารชีวิต นายครอง จันดาวงศ์ ด้วยอำนาจมาตรา ๑๗ ได้มากที่สุดในเวลานี้

ในวันที่ ครอง จันดาวงศ์ อาจไม่ได้พูด “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ”

นับจากการจับกุม รัฐบาล จอมพล สฤษดิ์ใช้เวลาประมาณ ๑ เดือน ในการสอบสวนกรณีของนายครองและพวก บทสรุปของเรื่องนี้จบลงด้วยการอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๗ แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๐๒ ให้กรมตำรวจจัดการประหารชีวิต นายครอง จันดาวงศ์ กับ นายทองพันธ์ สุทธิมาศ ในวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๐๔ ณ บริเวณสนามหญ้าหลังอำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ซึ่งได้ถูกจัดแจงให้กลายสภาพเป็นลานประหารชั่วคราว

ดังที่กล่าวตั้งแต่ต้นบทความว่า ความรู้และความรับรู้ในปัจจุบันต่อวาทศิลป์ “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่ นายครอง จันดาวงศ์ ได้เปล่งวาจาขึ้นในขณะที่เดินเข้าสู่ลานประหาร ทว่าจากหลักฐานร่วมสมัยอย่างหนังสือพิมพ์ กลับไม่ปรากฏวลีดังกล่าวในการเล่าบรรยายถึงเหตุการณ์นี้แต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี ตามการรายงานข่าวก็มีความน่าสนใจทั้งคำพูดและกิริยาท่าทางของนายครองที่ควรนำมากล่าว เริ่มตั้งแต่หนังสือพิมพ์สยามนิกรได้รายงานย้อนหลังก่อนการประหารชีวิตว่า เมื่อมีการให้นำตัวนายครองและนายทองพันธ์ส่งตัวกลับไปยังจังหวัดสกลนคร นายครองได้ฝืนยิ้มหันไปร่ำลากับผู้ต้องหาที่ขังร่วมในห้องขังว่า “ขอลาทุกๆ คนไปก่อน”[3]

ความน่าสนใจทางประวัติศาสตร์ประการหนึ่งคือ ภายใต้ข้อจำกัดและเงื่อนไขที่หนังสือพิมพ์ในสมัย จอมพล สฤษดิ์ถูกจำกัดและควบคุมเพื่อให้เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลมากกว่าจะทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงาน แต่ในอีกทางหนึ่ง ตัว จอมพล สฤษดิ์นั้นมีความสนิทสนมกับกลุ่มนักหนังสือพิมพ์บางกลุ่ม ทั้งยังเคยใช้สื่อหนังสือพิมพ์เป็นฐานในการสร้างภาพลักษณ์ของตนเองในการก้าวขึ้นมาล้ม จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในปลายทศวรรษ ๒๔๙๐

เรื่องนี้นับเป็นประเด็นสำคัญ เพราะเหตุการณ์ยิงเป้า นายครอง จันดาวงศ์ ที่จังหวัดสกลนคร มีความเป็นไปได้ว่ามีหนังสือพิมพ์เพียง ๒ ฉบับเท่านั้น ที่ได้เข้าไปทำข่าวรายงานและถ่ายภาพการยิงเป้าประหารชีวิต ณ วินาทีแห่งการประหาร คือ หนังสือพิมพ์สารเสรี และหนังสือพิมพ์ไทรายวัน ซึ่งหนังสือพิมพ์ทั้ง ๒ ฉบับนั้น จอมพล สฤษดิ์เป็นผู้ให้การสนับสนุนอยู่[4]

ตามหลักฐาน สารเสรี กับ ไทรายวัน เป็นเพียงสองหนังสือพิมพ์ที่รายงาน แสดงให้เห็นว่ามีนักข่าวของตนได้เข้าไปทำข่าวรายงานและถ่ายภาพเหตุการณ์การยิงเป้านายครอง ดังเห็นได้จากสารเสรีลงข้อความต่อการนำเสนอข่าวยิงเป้านายครองว่า “(ภาพและข่าวโดย เสวต สุตมิตร)” และ “รายงานข่าวจากผู้สื่อข่าวของเราซึ่งติดตามไปอย่างใกล้ชิด”[5]  ส่วนไทรายวันเขียนว่า “ผู้สื่อข่าวไทรายวันซึ่งติดตามข่าวการประหารอย่างใกล้ชิดรายงานว่า” และ “นายครองยังคงยิ้มอยู่ตลอดเวลา และร้องห้ามผู้สื่อข่าวและช่างภาพของเราซึ่งยิงภาพเดินเข้าสู่ที่ประหาร”[6] ขณะที่หนังสือพิมพ์อื่นๆ ดูจะเพียงแสดงให้เห็นรายละเอียดข่าวของตนว่า “รายงานข่าวแจ้งว่า”[7]

สำหรับเหตุการณ์การยิงเป้าประหาร หนังสือพิมพ์สารเสรี วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๐๔ พาดหัวข่าวใหญ่ท่อนหนึ่งถึงนายครองว่า ‘ครอง’ ไม่สทกสท้านขอเข้าส้วมก่อนเอาไปยิงเป้า” และได้เล่าถึงกิริยาท่าทางของนายครองและนายทองพันธ์ ในหัวรองข่าว (sub headline) ว่า “เดินเข้าสู่ที่ประหารอย่างทระนง”

“เมื่อเจ้าหน้าที่นำตัวนายครองและนายทองพันธ์เข้าสู่ที่ประหารนั้น ปรากฏว่าเดินไปอย่างทระนงไม่หวาดหวั่นแต่อย่างไร โดยเฉพาะนายครองนั้นยังคงยิ้มออกอยู่ และเมื่อช่างภาพของเรายกกล้องขึ้นมาถ่ายนั้นร้องบอกมาว่า ‘อย่าถ่ายให้มันมากนักซี’”

หนังสือพิมพ์สารเสรีเล่าว่า เมื่อเจ้าหน้าที่อ่านคำสั่งรัฐบาลให้ฟัง นายครองไม่ยอมปริปากพูดอะไร ทั้งยังเร่งให้ยิงเป้าเร็วๆ

“ก่อนจะถึงเวลา ๑๒.๑๓ น. ตามคำสั่งนั้น พ.ต.ต. ประเสริฐ อยู่ประเสริฐ นายแพทย์กองบังคับการตำรวจภูธรเขต ๔ ได้ไปจับชีพจรทั้งสองคนดู ปรากฏว่านายทองพันธ์อ่อนลงไปเล็กน้อย ส่วนนายครองนั้น ยังปกติ ‘ของผมยังดีอยู่ จะยิงก็ยิงเร็วๆ เถอะ’ เขากล่าวอย่างโอหัง”[8]

ขณะที่หนังสือพิมพ์ไทรายวันได้เล่าบรรยายรายละเอียดเหตุการณ์ในลักษณะใกล้เคียงกัน แต่ก็มีลักษณะของรูปคำและประโยคพูดของนายครองที่แตกต่างออกไปบ้างว่า

“เมื่อผู้บัญชาการตำรวจภูธรอ่านคำสั่งของรัฐบาลแล้ว จึงได้ให้นายทองพันธ์และนายครอง จันดาวงศ์ เซ็นรับทราบคำสั่งนั้น ซึ่งปรากฏว่านายครองมิได้หวาดหวั่นแต่อย่างไรคงยิ้มอยู่ นายทองพันธ์นั้น หน้าซีดลงไปเล็กน้อยเท่านั้น แล้วก็เซ็นรับทราบคำสั่งทีละคนโดยปรกติ

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายครองและนายทองพันธ์เดินเข้าสู่ที่ประหารกลางสนามบิน และระหว่างที่เดินสู่ที่ประหารนั้นเขาก็เดินเข้าไปอย่างทระนง นายครองยังคงยิ้มอยู่ตลอดเวลา และร้องห้ามผู้สื่อข่าวและช่างภาพของเราซึ่งยิงภาพเดินเข้าสู่ที่ประหารว่า ‘อย่าถ่ายรูปหลายแหม’ ซึ่งหมายความว่าอย่าถ่ายรูปให้มากนัก”[9]

ความน่าสนใจของหนังสือพิมพ์ไทรายวัน คือภาพประกอบการรายงานข่าวที่ช่างภาพของไทรายวันได้ถ่ายบันทึกไว้ อันเป็นภาพของนายครองกำลังเดินเข้าที่ลานประหารในท่าทางกำลังยกมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ ในขณะที่มือซ้ายยังมีโซ่กุญแจคล้องคุมไว้อยู่ ภาพนี้ ตามความรับรู้และเข้าใจในปัจจุบันเชื่อกันว่าเป็นภาพขณะนายครองกำลังเปล่งวาจา ‘เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ’ ทว่า สำหรับตามคำกล่าวอ้างของไทรายวันในฐานะเจ้าของภาพ เขียนบรรยายต่อภาพนี้ว่า ‘นายครองโบกมือบอกกับนักข่าวของเราขณะที่เจ้าหน้าที่นำเอาทั้งสองคนไปสู่ที่ประหารว่า ‘อย่าถ่ายให้มากนัก’”[10]

ไม่ว่าท่าทางอิริยาบถของนายครองตามการรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์สารเสรีและไทรายวัน จะเป็นไปตามเหตุการณ์จริงๆ ที่เกิดขึ้นหรือไม่ แต่เพียงแค่การบรรยายรายงานดังกล่าว ก็ดูจะเป็นที่กังวลของนักหนังสือพิมพ์บางฉบับในขณะนั้น ดังปรากฏคอลัมน์หนึ่งในนิตยสารสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ซึ่งเป็นสื่อที่แสดงทัศนะทางการเมืองต่อต้านและโจมตีระบบการปกครองคอมมิวนิสต์อย่างชัดเจนนับตั้งแต่การก่อตั้งในปลายทศวรรษ ๒๔๙๐ ได้แสดงข้อกังวลต่อการรายงานข่าวการยิงเป้านายครองว่า

“ทั้งๆ ที่เป็นคนหนังสือพิมพ์กับเขาด้วยคนหนึ่ง ข้าพเจ้าก็ยังมองไม่เห็นว่ามีความจำเป็นอันใดสำหรับหนังสือพิมพ์ที่มุ่งต่อต้านระบอบคอมมิวนิสต์หรือแม้แต่ที่วางตัวเป็นกลางที่จะต้องเขียนข่าวดังกล่าวให้เน้นไปในทำนองชี้ให้เห็นว่าพวกคอมมิวนิสต์เป็นคนเก่ง แข็งแกร่ง การประหารเป็นไปโดยด่วนโดยไม่ให้โอกาสใดๆ แก่คอมมิวนิสต์…ก็จะเห็นได้ว่าข้าพเจ้าไม่ได้หมายความว่าเมื่อเราต่อต้านคอมมิวนิสต์หรือแม้แต่วางตัวเป็นกลาง เราจะต้องบิดเบือนข่าวให้เห็นว่าคอมมิวนิสต์ขี้ขลาดตาขาวจนเกินความเป็นจริง เพียงแต่เสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมาตามความเป็นจริงเท่านั้นก็พอแล้ว เพราะหน้าที่สรรเสริญยกย่องและสร้างความเห็นอกเห็นใจให้กับพวกคอมมิวนิสต์นั้นเป็นหน้าที่โดยตรงของหนังสือพิมพ์ในประเทศคอมมิวนิสต์เขาต่างหาก”[11]

ในบรรดาผู้ถูกประหารชีวิตโดยวิธีการยิงเป้าด้วยอำนาจมาตรา ๑๗ ในสมัย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายครอง จันดาวงศ์ ดูจะเป็นบุคคลทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการศึกษาและกล่าวถึงมากที่สุด แต่ก็ดูเหมือนว่ายังคงมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ “ยังไม่เคยบอก” ดังที่บทความนี้ได้นำเสนอถึงคำพูดของนายครองในเหตุการณ์ถูกยิงเป้าด้วยมาตรา ๑๗ จากหลักฐานหนังสือพิมพ์ร่วมสมัย ซึ่งแตกต่างกับความรับรู้ปัจจุบัน โดยเฉพาะการไม่ปรากฏวลี “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” ในหลักฐาน

เรื่องราวประวัติศาสตร์นายครอง จันดาวงศ์ กับสิ่งที่ไม่เคยบอก ยังมีหลักฐานสำคัญในการศึกษาทางประวัติศาสตร์อีกหรือไม่ ขอได้โปรดหาอ่านเพิ่มเติมได้ใน นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับกรกฎาคม 2564 ในบทความชื่อ ในวันที่ ครอง จันดาวงศ์ อาจไม่ได้พูด “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” โดย อิทธิเดช พระเพ็ชร

คลิกอ่านเพิ่มเติม: “ครูครอง จันดาวงศ์” นักต่อสู้ปชต.เจ้าของวาทะ “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ”


เชิงอรรถ

[1] ตัวอย่างเช่น บทความเรื่อง “๕๘ ปี วาทะ ‘เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ’ ครูครอง กับคำที่ยังมีชีวิต,” ประชาไทออนไลน์. ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒. สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๓, https://prachatai.com/journal/2019/05/82726; กฤษณะ โสภี. “ครูครอง จันดาวงศ์” นักต่อสู้ ปชต. เจ้าของวาทะ “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ,” ศิลปวัฒนธรรมออนไลน์. ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๒. สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๓, https://www.silpa-mag.com/quotes-in-history/article_7479.

[2] ดู ประจักษ์ ก้องกีรติ. และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ: การเมืองวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชนก่อน ๑๔ ตุลาฯ. พิมพ์ครั้งที่ ๒. (นนทบุรี : ฟ้าเดียวกัน, ๒๕๕๖), น. ๓๒๓-๓๓๕.

[3]  หนังสือพิมพ์สยามนิกร ๑ มิถุนายน ๒๕๐๔ ใน หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ก/ป๗/๒๕๐๔/มท. ๓.๙ กบฏแยกดินแดนอีสาน

[4] สุวิมล รุ่งเจริญ. บทบาทของนักหนังสือพิมพ์ในการเมืองไทย พ.ศ. ๒๔๙๐-๒๕๐๑. (วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๖), น. ๕๑.

[5] สารเสรี ๑ มิถุนายน ๒๕๐๔ ใน หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ก/ป๗/๒๕๐๔/มท. ๓.๙ กบฏแยกดินแดนอีสาน

[6] ไทรายวัน ๒ มิถุนายน ๒๕๐๔ ใน หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ก/ป๗/๒๕๐๔/มท. ๓.๙ กบฏแยกดินแดนอีสาน

[7] ตัวอย่างเช่น สยามนิกร ๒ มิถุนายน ๒๕๐๔ ใน หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ก/ป๗/๒๕๐๔/มท. ๓.๙ กบฏแยกดินแดนอีสาน

[8] สารเสรี ๑ มิถุนายน ๒๕๐๔ ใน หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ก/ป๗/๒๕๐๔/มท. ๓.๙ กบฏแยกดินแดนอีสาน

[9] ไทรายวัน ๒ มิถุนายน ๒๕๐๔ ใน หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ก/ป๗/๒๕๐๔/มท. ๓.๙ กบฏแยกดินแดนอีสาน

[10] ไทรายวัน ๒ มิถุนายน ๒๕๐๔ ใน หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ก/ป๗/๒๕๐๔/มท. ๓.๙ กบฏแยกดินแดนอีสาน

[11] ประหยัด ศ. นาคะนาท. “วิสามัญสำนึก,” ใน สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์. ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๕๔ (๑๑ มิถุนายน ๒๕๐๔), น. ๕๐.


เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 16 สิงหาคม พ.ศ.2564

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป