ทำไมเจ้าจอมสดับ ถวายคืนเครื่องเพชรพระราชทาน หลังรัชกาลที่ 5 สวรรคต

เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ในรัชกาลที่ 5

ด้วยรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระภรรยาเจ้าหลายพระองค์ เจ้าจอมมารดา และเจ้าจอมหลายท่าน ตอนปลายรัชกาลทรงเกิดความกังวลพระทัย โดยเฉพาะเจ้าจอมบางคนที่ไม่มีบุตรว่าจะขาดคนอุปถัมภ์ค้ำชู จึงพระราชทานที่ดิน บ้านเรือน และทรัพย์สินให้กับบุคคลเหล่านี้ ด้วยพระเมตตาสงสารในชะตาชีวิตที่จะต้องตกยากในบั้นปลาย

แต่ในความเป็นจริง บางครั้งก็มีการกล่าวหากว่าพระสนมนำของมีค่าออกไปจากวังโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้เกิดการทวงคืนของพระราชทานกันขึ้น

ตอนหนึ่งใน “พระราชประสงค์ พระราชดำริ พระราชปรารภ ในสมเด็จพระปิยมหาราช เมื่อก่อนสวรรคต” (ศิลปวัฒนธรรม, กันยายน 2554) ไกรกฤษ์ นานา ผู้เขียน กล่าวถึงการกรณีการถวายคืนเครื่องเพชรพระราช ของเจ้าจอมสดับไว้ดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่โดยกองบรรณาธิการ)


 

ภายหลังการเสด็จสวรรคต คำครหาที่ไม่เป็นธรรมมีผลกระทบไปถึงเจ้าจอมคนสุดท้าย ผู้ยืนยันว่าตนได้รับของพระราชทานมาเป็นกรรมสิทธิด้วยความบริสุทธิ์ใจ “เจ้าจอมสดับ” เจ้าจอมสดับ ลดาวัลย์ จำใจส่งเครื่องเพชรพระราชคืนให้หลวง เพราะกลัวความผิด อันเป็นการค้านความรู้สึกของผู้เป็นเจ้าของโดยสิ้นเชิง

เพราะคุณจอมก็ยืนยันว่าได้รับพระราชทานมาด้วยความเต็มพระทัยตั้งแต่ยังไม่สวรรคต คำให้การของผู้รู้เห็นเหตุการณ์ทั้ง 2 ฝ่ายค้านกันโดยหลักการ และเป็นอุทาหรณ์หนึ่งของเรื่องยุ่งๆ ปลายรัชกาลที่ 5 ที่หาข้อพิสูจน์ไม่ได้ทางโลก [1]

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอธิบายถึงเรื่องยุ่งๆ จากฝ่ายในที่เคยใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท แต่มีอันถูกตราหน้าว่าเป็นผู้หยิบฉวยของมีค่าออกไปจากวงใน ขณะที่เกิดโกลาหลขึ้นเมื่อข่าวการสวรรคตแพร่ออกไป “อนึ่งมีข้อที่ควรจดไว้ข้อ 1 คือเมื่อคืนวันที่ 19 พฤศจิกายนนั้น ฉันได้รับลายพระหัตถ์เสด็จแม่ว่าด้วยเรื่องของต่างๆ ส่วนพระองค์ ของทูลกระหม่อม ลายพระหัตถ์ตอน 1 ฉันได้จดข้อความไว้ มีดังต่อไปนี้ –

ยังมีของอื่นๆ อีกของทูลกระหม่อมที่ไปตามเรียกเอามาได้ คือ แหวนนิลวง 1 ท่านรับสั่งให้หาไว้สำหรับจะประทานรัชทายาทเยอรมัน มีผู้ฉวยเอาไป นี่ไปเรียกของอื่นๆ ที่จำได้ แหวนวงนี้จึงพลัดขึ้นมาด้วยในวันสวรรคต ที่ให้เก็บของต่างๆ ในห้องที่พระบรรทม ได้ยินว่าเจ้าจอมที่เก็บกุญแจของได้ไขหยิบเอาของห่อผ้าลงมาห้องห่อเขื่องหน่อย แต่จะเป็นอะไรบ้างก็ไม่ทราบ เพราะไม่ได้ตรวจตราอะไรกัน กรมวังเข้าไปลั่นกุญแจตีตราภายหลัง

บางทีของจะรั่วไปมาก ของดีๆ ของท่านยังมีอยู่หลายสิ่ง ไม่ได้แจกจ่ายให้ใคร ของที่ซื้อมาจากยุโรป ก็ยังเหลือแต่จะเป็นสิ่งใดบ้างฉันก็ไม่เห็น ที่พูดนี้ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปด้วยโลภในสิ่งของเหล่านั้น แต่เห็นเป็นการไม่สมควรที่มีผู้กระทำเช่นนี้ ก็เล่าสู่กันฟังพอให้ทราบแลเห็นใจคนเท่านั้น ว่าเขาไม่ได้เศร้าโศกและรักใคร่อะไรท่านนักหนา มีแต่ต่างพากันวุ่นถึงตัวแลโลภต่างๆ เท่านั้น เดี๋ยวนี้ก็กำลัง “ไว้หนวด” (คือแค้น) เหลวๆ ถึงที่จะโกกฮาก็ไปขบขันกันได้ที่พระมหาปราสาท แลคลั่งต่างๆ นี่ก็กำลังร้องว่าจะลาออกกันแทบทั้งวัง…

เรื่องเจ้าจอมฉวยเอาของข้างที่ไปนั้น ที่จริงก็ออกจะเป็นข้อควรที่เสด็จแม่ทรงฉุนอยู่บ้างจริง แต่ภายหลังเมื่อให้ไปเรียกเอาคืนก็ได้คืนโดยมาก นอกจากที่เขาอ้างว่าเป็นของที่พระราชทานแก่ตัวเขาและมีพยานเบิกสม ก็ตกลงให้เขาไป ที่เกิดยุ่งและของพลัดผลูไปได้นั้น  

ฉันเห็นว่าความผิดตกอยู่ที่กรมขุนสรรพสิทธิ์ ซึ่งเป็นเสนาบดีกระทรวงวังอยู่ในเวลานั้น เพราะฉันได้สั่งท่านตั้งแต่เมื่อทูลกระหม่อมสวรรคตลงว่าให้ท่านจัดการทุกๆ อย่างให้ถูกต้องตามแบบแผน ในห้องที่พระบรรทม กรมสรรพสิทธิ์สั่งช้าไปและท่านไม่ใคร่จะได้กวดขันจริงจังด้วย เจ้าจอมผู้ถือกุญแจจึ่งได้มีโอกาสไขตู้หยิบเอาของไปได้” [2]

ขณะที่ทางวังหลวงโจมตีพระสนมนางกำนัลในอย่างดึงดันดุเดือด แต่เจ้าจอมสดับ ท่านก็ได้สารภาพความจริงที่ทำให้ชาวราชสำนักอย่างเธอด้วยความเห็นใจ ท่านยอมรับว่า

“เมื่อสมเด็จพระปิยมหาราชเสด็จกลับจากยุโรป ก็ทรงพระมหากรุณาพระราชทานเครื่องเพชรจำนวนมหาศาล มีพระราชประสงค์ให้เป็นหลักทรัพย์เลี้ยงชีพในอนาคตแทนตึกแถวห้องเช่า พระราชประสงค์ดังกล่าวตรัสกับพระวิมาดาเธอฯ ว่า เพชรนั้นสำหรับแต่งเป็นทรัพย์ถาวร

เมื่อสมเด็จพระปิยมหาราชเสด็จสวรรคตนั้น เป็นที่หวั่นวิตกกันในหมู่พระบรมวงศ์ชั้นสูงว่า เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับคงไม่สามารถครองตัวรักษาพระเกียรติยศ ตลอดไปได้เพราะยังอยู่ในวัยสาวมีอายุเพียง 20 ปี ทั้งนอกจากจะมีรูปสมบัติแล้ว ยังอุดมไปด้วยทรัพย์สมบัติคือเพชรนิลจินดาและเครื่องประดับที่ได้รับพระราชทานไว้มากมาย ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้มีผู้หมายปอง แล้วใช้เล่ห์กลทำให้ลุ่มหลงไปในทางที่ผิด

อย่างไรก็ดี เมื่อเครื่องเพชรพระราชทานเป็นสิ่งที่ทำให้มีผู้คาดว่าจะเป็นชนวนทำให้เสีย พระวิมาดาเธอฯ จึงมีพระกรุณาแนะนำให้ทูลเกล้าฯ ถวายคืนเสีย เจ้าจอมสดับยินยอมในขั้นแรกพระวิมาดาเธอฯ ได้ถวายคืนพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ไม่ทรงรับตรัสว่าพระองค์ไม่ทรงมีพระราชสิทธิอันใด ที่จะทรงรับของที่ทูลกระหม่อมพระราชทานแล้วคืน แต่เมื่อเห็นว่าควรคืน ก็ให้ถวายคืนไปที่สมเด็จพระพันปีหลวง…” [1]

เหตุการณ์ภายในราชสำนักตอนปลายรัชกาลที่ 5 เป็นเรื่องที่คนภายนอกเข้าไม่ถึงมาก่อน แต่จากคำบอกเล่าของผู้รู้เห็นเหตุการณ์ทำให้เราทราบว่า มีคนจำนวนหนึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องพัวพันอยู่กับพระราชดำริสำคัญบางประการก่อนสิ้นพระชนม์ ต่อมาเมื่อพระอาการประชวรได้ทรุดลงอย่างรวดเร็วสร้างความตื่นตระหนกแก่ทุกคน เพราะสมเด็จพระปิยมหาราชทรงครองราชย์มานาน จนทุกคนทำอะไรไม่ถูกเมื่อทรงจากไปโดยกะทันหัน จึงต้องแก้ไขสถานการณ์ด้วยไหวพริบและปฏิภาณของตนเอง ปัญหาบางอย่างได้รับการเยียวยาให้ผ่านพ้นไปได้ แต่บางอย่างก็แก้ไม่ตก และต้องปล่อยให้เป็นไปตามบุญตามกรรม

เอกสารประกอบการค้นคว้า

[1] “ศรุตานุสรณ์.” พิมพ์เป็นอนุสรณ์ ในงานพระราชเพลิงศพ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ในรัชกาลที่5, 2526

[2] ราม วชิราวุธ ปร. ประวัติต้นรัชกาลที่ 6. กรุงเทพฯ: มติชน 2550


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 กรกฎาคม 2564

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป