ฉากสุดท้าย ความสัมพันธ์ระหว่าง “พระยาพหลพลพยุหเสนา” กับจอมพล ป. และปรีดี พนมยงค์

(จากซ้าย) หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์, พระยาพหลพลพยุหเสนา, จอมพล ป. พิบูลสงคราม และปรีดีพนมยงค์ ในรัฐบาลพระยาพหลฯ ยุคปลาย 2480 (ภาพจากหนังสือ สมุดภาพพระยาพหลพลพยุหเสนา ภาค 1 จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ต้นฉบับ, 2556)

ในปี 2488 พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) อดีตนายกรัฐมนตรีในวัย 58 ปี ล้มป่วยด้วยโรคอัมพาตเนื่องจากเส้นเลือดในสมองแตก และพำนักรักษาตัวอยู่ที่วังปารุสกวัน

อาการเจ็บป่วยของพระยาพหลฯ ถือว่ายังไม่สาหัสเท่าใดนัก ดังเห็นได้จากบันทึกของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ที่เคยมาเยี่ยมเยือนท่าน ได้เล่าไว้ว่า “ท่านเชษฐบุรุษนั่งอยู่บนเก้าอี้เก่า ๆ นุ่งโสร่ง ไม่ห่มคลุมส่วนบน เห็นกระดูกชายโครง ท่านผ่ายผอมไปมาก มือข้างซ้ายงอพับอยู่ใช้การไม่ได้ตลอดจนลำแขน จะพูดก็ไม่สู้ถนัด…ถึงแม้เป็นยามป่วยทุพพลภาพอยู่ท่านเจ้าคุณก็ได้รับเยี่ยมด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและดวงตาแจ่มใส…”

พระยาพหลฯ ยังคุยกันอย่างเป็นกันเองว่าหยุดอ่านพงศาวดารจีนที่ชื่นชอบ แต่ยังสูบบุหรี่อร่อยดีอยู่ รับประทานอาหารได้มาก และยังดื่มสุราได้ออกรสดีบ้างนิดหน่อย

พระยาพหลฯ ต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บมาได้กว่า 2 ปี กระทั่งในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปี 2490 ก็ถึงแก่อสัญกรรมที่วังปารุสกวัน

นักข่าวได้ไปสัมภาษณ์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถึงข่าวการถึงแก่อสัญกรรมของพระยาพหลฯ จอมพล ป. ได้แต่เพียงทำบันทึกข้อความมาให้นักข่าวว่า “ผมขอโทษที่ไม่ได้มาพบ เพราะไม่อยากจะแสดงอะไรยิ่งไปกว่าการทำมาหากิน การที่เจ้าคุณพหลฯ ได้ถึงแก่อสัญกรรมผมขอให้ท่านสู่สุคติ พร้อมด้วยเสียใจ”

ช่วงบ่ายของวันที่ 14 กุมภาพันธ์ บรรยากาศการรดน้ำศพเนืองแน่นไปด้วยบุคคลสำคัญถ้วนหน้า เว้นแต่เพียงจอมพล ป. ที่ไม่ได้มาร่วมงาน จนหนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษ ได้นำประโยคดังกล่าวมากระทบกระเทียบว่า “ท่านจอมพลผู้มุ่งหน้าแต่จะทำมาหากินก็มิได้มาร่วมพิธีในงาน ซึ่งจะได้เห็นหน้าเพื่อนร่วมตายผู้อาวุโสของท่านเป็นครั้งสุดท้าย”

ขณะที่ ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งอยู่ในระหว่างการเดินทางเจริญสัมพันธไมตรีในต่างประเทศ เมื่อเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ก็รีบไปเคารพศพพระยาพหลฯ ทันที ดังที่หนังสือพิมพ์สยามนิกรลงพาดหัวข่าวว่า “ปรีดีมาถึงก็ถามถึงพระยาพหลฯ” และ “รีบรุดไปคำนับศพทันที”

ร่างไร้วิญญาณของพระยาพหลพลพยุหเสนา ณ วังปารุสกวัน

ในวันที่ 17 เมษายน อันเป็นวันพระราชทานเพลิงศพ สังขารขันธ์ของพระยาพหลฯ ได้รับการฌาปนกิจที่วัดเบญจมบพิตร นายสมุทร สุรักขกะ อดีตนายกสโมสรผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ บันทึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่า

“วันนั้นเป็นวันพระราชทานเพลิงศพ พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา…ปรีดี พนมยงค์ พล.ร.ต. หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีจัดงานเป็นเจ้าภาพอยู่ก่อน พอรัฐพิธีสิ้นแล้ว จอมพล ป. พิบูลสงครามก็แอบไปในงานค่ำ ได้พบและร่วมวงคุยกันอย่างสนุกสนานแบบเพื่อนร่วมปฏิวัติ 2475 คณะผู้ก่อการ 2475 เป็นจำนวนมาก อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นวันสุดท้ายที่ปรีดีและจอมพลพบกันจนกระทั่งจอมพลสิ้นชีพไป…”

ย้อนกลับไปในช่วงที่พระยาพหลฯ ล้มป่วย ท่านได้เคยสั่งไว้กับปรีดี พนมยงค์ และ หลวงอดุลเดชจรัส ซึ่งเปรียบเสมือนพินัยกรรมการเมืองไว้ว่า

“ประชาธิปไตย ซึ่งคณะผู้ก่อการ 24 มิถุนายน 75 ได้ปฏิบัติมาก็เพื่อให้แก่ คนไทยทุกคน ไม่ใช่ให้แก่หมู่คณะใด ฉะนั้น เมื่อสิ้นบุญไปแล้ว ก็ขอให้คนไทยทุกคนจงรักษาไว้ อย่ายอมให้หมู่คณะใดมายื้อแย่งไปใช้อย่างผิด ๆ”

นี่คือฉากสุดท้าย ความสัมพันธ์ระหว่าง “เชษฐบุรุษ” กับสองสหายร่วมขบวนการ การปฏิวัติ 2475

 


อ้างอิง :

นริศ จรัสจรรยาวงศ์. (มิถุนายน, 2564). นระ 2475 ลาเวที ทิ้งชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ดวงหน้าสุดท้ายและอนุสาวรีย์ของ 3 ผู้นำคณะราษฎร. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 42 : ฉบับที่ 8.


เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 กรกฎาคม 2564

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป