“กูต้องตายเพราะอยากมีเมียแหม่ม”

(ซ้าย) พระปรีชากลการ (สำอาง อมาตยกุล), (ขวา) แฟนนี น็อกซ์

คำกล่าวข้างต้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อ้างว่าเป็นของ พระปรีชากลการ (สำอาง อมาตยกุล) เจ้าเมืองปราจีนบุรี และผู้ดูแลบ่อทองของรัฐบาลที่กบินทร์บุรี ที่กล่าวไว้ก่อนถูกเพชฌฆาตลงดาบประหาร ซึ่งใช้ข้อความที่ต่างกันออกไปแต่สื่อความในทำนองเดียวกันกับคำบรรยายเหตุการณ์ดังกล่าวในหนังสือ “ประวัติการและความทรงจำของรองอำมาตย์โท หลวงบำรุงรัฐนิการ (บุศย์ อเนกบุณย์)” ที่ระบุคำกล่าวของพระปรีชากลการก่อนตายไว้ว่า

“โบสถ์สร้างขึ้นยังไม่ทันแล้ว เพราะได้เมียฝรั่งตัวจึงตายแดดร้อนอย่างนี้ ทำไมจะได้สติเมื่อตายแล้ว เราจะไปอยู่ที่หลังคาแดงโน้น”

สำหรับคดีความของพระปรีชากลการนั้น ถือว่ามีความสลับซับซ้อนเพราะแรงผลักดันในการดำเนินคดีส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากปัญหาทางการเมือง ด้วยแรกทีเดียว พระปรีชากลการ ถือเป็นข้าราชการคนหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าทรงโปรด แต่ภายหลัง พระปรีชากลการไปหลงรัก แฟนนี่ น็อกซ์ บุตรสาวของ มร.น็อกซ์ กงสุลอังกฤษ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับวังหน้า (กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ) และเคยเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ติเตียนวังหลวง ยกย่องวังหน้าอยู่เนืองๆ

ส่วนเงื่อนไขอันนำไปสู่การดำเนินคดีกับพระปรีชากลการนั้นประกอบด้วยเรื่องหลักๆ คือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และกฎหมายบ้านเมือง จากกรณีการพาแฟนนี่นั่งเรือยอชต์ส่วนตัวไปดูงานฉลองพระราชวังบางปะอินและค้างแรมบนเรือลำเดียวกัน แม้จะมิได้ค้างห้องเดียวกัน และการสมรสกับแฟนนี่ โดยมิได้ขอพระบรมราชานุญาต

สองคือ บกพร่องในหน้าที่ราชการเรื่องการควบคุมบ่อทอง ที่พระปรีชากลการเบิกเงินล่วงหน้า 15,500 ชั่ง แต่กลับผลิตทองได้เพียง 111 ชั่งเศษๆ และข้อกล่าวหาการทุจริตยักยอกทองมาให้พระยากษาปณกิจโกศล ผู้เป็นบิดา

นอกจากนี้ก็จะเป็นเรื่องการใช้อำนาจข่มเหงประชาชน เช่นการทรมานนายเกิดซึ่งเป็นเสมียนของตนเองจนถึงแก่ความตาย เนื่องจากนายเกิดต้องการร้องเรียนทางการว่าพระปรีชาฯ ทุจริต การยึดที่ดินจากชาวบ้านไปมอบให้คนใกล้ตัว และการปล่อยโจรผู้ร้ายไปปล้นเมืองอื่น

ในหนังสือ ประวัติการจอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ยังกล่าวว่า พระปรีชาฯ ใช้แรงงานคนอย่างทารุณ เช่นการขุดตอในแม่น้ำซึ่งขวางการเดินเรือได้ใช้วิธีเอาง่ามถ่อค้ำคอคนที่ดำน้ำลงไปจนบางคนถึงแก่ความตาย หรือการทรมานนักโทษด้วยการกักตัวไว้ในคอกเหมือนเล้าหมูใต้ถุนครัวไฟ ให้ต้องทนทุกข์อยู่ในน้ำครำตลอดเวลา

แต่จากการสืบค้นข้อมูลในคดีดังกล่าวของ สืบแสง พรหมบุญ หลักฐานที่พอจะเอาผิดกับพระปรีชาฯ ได้คือคดีเกี่ยวข้องกับการทุจริตที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักฐานทางบัญชี ซึ่งถึงอย่างไรก็ไม่ควรต้องโทษถึงขั้นประหารหากเทียบเคียงกับกรณีข้าราชการอีกหลายคนที่เคยพัวพันกันการทุจริตมาก่อน ขณะที่ข้อหาพัวพันกับการฆ่าคนนั้นพยานหลักฐานส่วนใหญ่ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ

ส่วนปัจจัยที่น่าจะมีส่วนสำคัญทำให้ พระปรีชาฯ ต้องโทษหนักถึงขั้นประหารนั้น นายนิวแมน ชาวต่างประเทศที่อยู่ในเมืองไทยสมัยนั้นเคยวิเคราะห์ไว้ว่า สิ่งสำคัญอยู่ที่กระบวนการยุติธรรมของไทยในขณะนั้นไม่เป็นธรรม เพราะยังเป็นระบบไต่สวนที่จำเลยไม่มีสิทธิประกันตัวเพื่อเตรียมพยานหลักฐานในการสู้คดี อำนาจการตัดสินคดีก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหารมิได้ทำงานอย่างเป็นอิสระ

การที่ขุนนางคนสำคัญอย่างสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินคดีแต่ต้นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง โดยสมเด็จเจ้าพระยาฯ คือผู้ที่กราบทูลกับรัชกาลที่ 5 ให้เอาผิดกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับพระปรีชาฯ เป็นสำคัญ ยิ่งกว่าเรื่องของการทุจริต

เรื่องนี้เป็นสิ่งที่รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นด้วย โดยเมื่อครั้งที่มีการจับตัวพระปรีชาฯ พระองค์ก็ทรงมีพระราชหัตถเลขาสั่งพระพิเรนทรเทพย์เจ้ากรมตำรวจด้วยพระองค์เอง ให้จำตรวนและลงอาญาโบยเสีย 30 ที เพราะเห็นว่าพระปรีชาฯ ทำการดูหมิ่นอาญาแผ่นดินมาก “การกำเริบหมิ่นประมาทและไม่มีความยำเกรงผู้ใหญ่”

และพระองค์ก็เคยมีพระราชดำรัสกับ มร.น็อกซ์ เมื่อโปรดให้เข้าเฝ้าว่า “…ถ้าพระปรีชาฯ กราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบตั้งแต่ต้นอาจจะไม่ได้รับผลร้ายเช่นนี้ก็ได้ แต่นี่กลับไม่ได้กราบทูลให้พระองค์ทรงทราบเลย”

บุคลิกส่วนตัวของพระปรีชาฯ ที่ค่อนข้างดื้อดึง ไม่ให้ความร่วมมือกับการดำเนินคดี ก็ทำให้ไม่มีเหตุอันควรแก่การปรานี

อีกปัจจัยคือการที่พระปรีชาฯ แต่งงานกับแฟนนี ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดธรรมเนียม และผิดคำสาบานในฐานะขุนนางซึ่งต้องถือน้ำพิพัตน์สัตยาอันมีความตอนหนึ่งว่า “อย่าเอาในไปเผื่อแผ่แก่ไทยต่างด้าวท้าวต่างแดน” ความไม่พอพระทัยในกรณีของพระปรีชาฯ ทำให้รัชกาลที่ 5 ทรงวางเงื่อนไขสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนางที่จะสมรสกับหญิงต่างชาติในการต่อไป ว่าจะต้องกราบทูลให้ทรงทราบ และได้รับพระราชทานบรมราชานุญาตแล้วจึงจะทำการสมรสได้ อีกทั้งต้องลาออกจากราชการ สละผลประโยชน์ทั้งหมด โดยผู้นั้นต้องดำรงความเป็นไทย ภรรยาและบุตรก็ต้องอยู่ใต้บังคับของกฎหมายไทย

และปัจจัยที่ถือว่าสำคัญที่สุดที่ทำให้โทษของพระปรีชาฯ หนักหนาเกินควร คือบทบาทของ มร.น็อกซ์ ที่พยายามแอบอ้างอำนาจของรัฐบาลอังกฤษมาข่มขู่ให้ปล่อยตัวพระปรีชาฯ ทำให้รัฐบาลไทยต้องแต่งราชทูตไปชี้แจงรัฐบาลอังกฤษเพื่อมิให้เกิดความเข้าใจผิด เมื่อทางอังกฤษไม่ให้การสนับสนุนด้วยเห็นเป็นเรื่องส่วนตัว มร.น็อกซ์ ที่ข่มขู่ไทยไว้มากจึงเสียหน้า และยังถูกเรียกตัวกลับ ฝ่ายไทยเองเมื่อถูกข่มขู่ไว้หนัก ก็ย่อมไม่อาจพิจารณาโทษสถานเบาแก่พระปรีชาฯ ได้ เพราะอาจต้องเสียหน้าด้วยเหมือนกัน

ความตายของพระปรีชาฯ จึงประกอบด้วยหลายปัจจัย การมีเมียแหม่มของพระปรีชาฯ อาจไม่เป็นปัญหาเลยก็ได้หากได้รับพระบรมราชานุญาตจากรัชกาลที่ 5 เสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากแหม่มรายนั้นมิได้เป็นบุตรสาวของกงสุลน็อกซ์ ทูตเจ้าอารมณ์ที่เรียกเรือปืนมาข่มขู่ว่าจะถล่มกรุงเทพฯ


อ้างอิง:

1. สืบแสง พรหมบุญ. “วิเคราะห์เบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ไทย” (พิมพ์ครั้งแรก 2526). ตัวจึงตายเพราะได้เมียฝรั่ง, สุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ). กรุงเทพฯ : มติชน, 2544.

2. คึกฤทธิ์ ปราโมช. “ความล้มเหลวของนักวิชาการคนแรก และวิสาหกิจแห่งแรก”. ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมิถุนายน 2524.  


เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 27 มกราคม พ.ศ.2561

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป