“นายคนัง มหาดเล็ก” จาก “ก็อย” อาศัยในป่า สู่มหาดเล็กตัวน้อยในร.5 ราชสำนักฮือฮา

(ซ้าย) นายคนัง มหาดเล็กแต่งเต็มยศ (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม, มกราคม 2527)

คนัง คือชื่อของมหาดเล็กซึ่งมีพื้นเพเดิมจากชาติพันธุ์ที่อาศัยในป่า คนไทยเคยเรียกกันว่า “เงาะ” แต่พวกเขาเรียกกันเองในถิ่นว่า “ก็อย” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชนิพนธ์เกี่ยวกับรายละเอียดด้านรูปพรรณสัณฐานในละครเรื่องเงาะป่า จะมีเพียงแต่เรื่องราวของนายคนัง ในช่วงที่เข้ามาเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ 5 ที่บางท่านอาจยังไม่ทราบ ข้อมูลในส่วนนี้ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ในรัชกาลที่ 5 ได้เรียบเรียงไว้เมื่อ พ.ศ. 2513

งานเขียนของหม่อมราชวงศ์สดับ ในรัชกาลที่ 5 ที่จะนำมาเผยแพร่นี้ บทความเดิมใช้ชื่อว่า “เรื่องของนายคนัง มหาดเล็ก” เผยแพร่ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนมกราคม 2527 เนื้อหาส่วนหนึ่งมีดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่และเน้นคำใหม่ – กองบก.ออนไลน์)


พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เคยเสด็จพระราชดําเนินประพาสเมืองพัทลุงครั้งหนึ่ง เมื่อ ร.ศ. 108 (พ.ศ. 2432) ครั้งนั้นเสด็จฯ ขึ้นไปถึงถ้ำพระวัดคูหาสวรรค์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จารึกพระปรมาภิไธยย่อ “จ.ป.ร.” ไว้ที่เพิงหินหน้าถ้ำ

การเสด็จพระราชดําเนินครั้งนั้น จะได้ทอดพระเนตรเห็นพวกเงาะป่าบ้าง หรือไม่ ไม่มีหลักฐานอะไรจะยืนยันได้ ต่อมาได้เสด็จพระราชดําเนินประพาสหัวเมืองต่าง ๆ ในมณฑลปักษ์ใต้อีกหลายคราว คือในปี ร.ศ. 117 (พ.ศ. 2441) ร.ศ. 119 (พ.ศ. 2443) และ ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) ทั้ง 3 คราวนี้ตามจดหมายเหตุไม่ปรากฏว่า ได้เสด็จฯ พัทลุง เสด็จฯแต่นครศรีธรรมราชและสงขลา และก็เห็นจะเป็นในคราวเสด็จฯ เมืองนครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 3 ถึง 8 กรกฎาคม ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) นั้นเอง ทางบ้านเมืองได้นําพวกเงาะทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ชายหญิงไว้หลายรูปแต่ภาพฝีพระหัตถ์ที่ถ่ายภาพพวกเงาะครั้งนั้น ไม่มีภาพนายคนังรวมอยู่ด้วย

พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ได้ทรงสังเกตรูปพรรณสัณฐาน และบุคลิกลักษณะของพวกเงาะป่าอย่างถี่ถ้วนด้วยความสนพระราชหฤทัย ทรงพระราชดําริใคร่ที่จะลองเลี้ยงเงาะป่าดูบ้าง ดังนั้น เมื่อเสด็จพระราชดําเนินกลับพระนครแล้ว จึงมีกระแสพระราชดํารัสสั่งให้เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ซึ่งขณะนั้นยังเป็นพระยาสุขุมนัยวินิต สมุหเทศาภิบาลสําเร็จราชการมณฑลนครศรีธรรมราช ให้หาลูกเงาะป่าส่งเข้าไปถวายสักคนหนึ่ง ไม่ได้ทรงเจาะจงว่าจะต้องเป็นเด็กชายหรือหญิง ต้องพระราชประสงค์แต่เพียงให้ได้เด็กอ่อนเท่านั้นแต่ก็ได้ทรงกำชับไปว่ามิให้คณะเกณฑ์เกาะกุมให้เป็นที่ตกอกตกใจจนพากันเตลิดเปิดเปิงไป ให้ใช้วิธีเกลี้ยกล่อมให้ผู้ใหญ่ยินยอมมอบเด็กให้ เจ้าพระยายมราชจึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการเมืองพัทลุงให้ดำเนินการสนองพระราชประสงค์

“คนัง” เป็นผู้มีบุญได้สร้างสมอบรมมาแล้วแต่ปุรพชาติจึงดลบันดานใจให้ผู้ว่าราชการเมืองเลือกสรรเจาะจงเอาตัวส่งเข้ามาถวาย การนำตัวมานั้นทำกันเป็นระยะ ๆ ผู้ว่าราชการเมืองพัทลุงนำส่งให้ท่านสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช อยู่กับท่านสมุหเทศาภิบาลเป็นแรมเดือน ทั้งท่านเจ้าคุณและคุณหญิงช่วยปลอบโยนเอาใจให้หายเหงา

จนกระทั่ง “เมื่อราบกว่าแต่ก่อนหย่อนตื่นเต้น” ดังกลอนพระราชนิพนธ์แล้วจึงพาเข้ากรุงเตรียมที่จะนำเข้าถวายตัว มีผู้เปรียบว่า การนำคนังเข้ากรุงเพื่อถวายตัวเป็นมหาดเล็กนี้เสมือนหนึ่งนำพระยาช้างเผือกมาส่งกรุงทีเดียว

ก่อนที่จะส่งตัวเข้าไปถวายที่ในพระบรมมหาราชวังนั้น เจ้าพระยายมราชได้ส่งรูปคนังที่ท่านถ่ายไว้พร้อมทั้งได้มีหนังสือกราบบังคมทูลชี้แจงว่า จะให้ท่านผู้หญิงเป็นผู้นำตัวเข้าเฝ้าฯ ขอให้หาของเล่นสีแดง ๆ ไว้ล่อ และขอให้เตรียมข้าวสุกกับกล้วยน้ำว้าไว้ให้กิน ทั้งยังจำเป็นที่จะต้องมีพี่เลี้ยงเพราะยังเด็กอยู่ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงทราบความในหนังสือกราบบังคมทูลแล้ว ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ซึ่งขณะนั้นดำรงพระยศเป็น พระอัครชายาเธอพระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ ทรงรับเลี้ยง

พระวิมาดาเธอฯ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา

ที่จริงเมื่อ พ.ศ. 2448 นั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังดุสิตขึ้นแล้ว แต่ยังไม่แล้วเสร็จโดยสมบูรณ์ พระที่นั่งอัมพรสถานที่เริ่มสร้างแต่เมื่อเดือนธันวาคม 2445 ก็ยังไม่เสร็จ พระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นแต่เตรียมการยังไม่ได้ลงมือสร้างเวลาเสด็จประทับที่พระราชวังดุสิตก็ประทับพระที่นั่งวิมานเมฆบางครั้งบางคราวก็เสด็จเข้าไปประทับในพระบรมมหาราชวัง ตอนที่เจ้าพระยายมราชส่งคนังเข้าถวายตัวนั้น ประทับในพระบรมมหาราชวัง

ทางฝ่ายพระวิมาดาเธอฯ ได้ทรงเตรียมรับรองนายคนังเต็มที่ทีเดียว ทรงจัดสิ่งของเครื่องใช้สำหรับนายคนังไว้สารพัด ซึ่งจะได้กล่าวในภายหลังและได้ทรงจัดให้สตรีวัยกลางคนซึ่งมีนามว่า “พวง” เป็นพี่เลี้ยง แม่พวงนี้เคยเป็นข้าหลวง สมเด็จเจ้าฟ้าจันทราสรัทวาล กรมขุนพิจิตรเจษฐ์จันทร์ มีหน้าที่ชักพัดในเวลาเสวย

เมื่อพูดถึงคำว่า “ชักพัด” คนสมัยนี้คงไม่เคยเห็น เพราะใช้พัดลมไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศกันบ้าง ดังนั้นพัดที่ใช้แรงคนชักจึงไม่เหลือให้เห็นในพระนคร แต่ตามวัดบ้านนอกยังมีอยู่บ้าง ที่วัดเขาบางทรายจังหวัดชลบุรีก็มี เพราะข้าพเจ้าเองเป็นผู้ติดถวายไว้

พัดชนิดนี้ทําโครงด้วยไม้สัก รูปร่างคล้ายบานหน้าต่าง ขนาดกว้างยาวตามความต้องการของเจ้าของ โครงนี้จะประดิษฐ์ให้งดงาม เช่นจะสลักเสลา หรือจะขัดเกลี้ยงหรือจะปิดทองล่องชาด ก็สุดแต่จะคิดทํา ต่อจากตัวโครงด้านยาวติดระบายแพรหนา ๆ หรือผ้า หรือสักหลาดอะไรก็ได้ เหนือโครงด้านตรงข้ามกับที่ติดผ้าระบาย ติดห่วงสําหรับแขวนพัดห้อยกับฝ้าเพดานในลักษณะที่ให้โยนตัวแกว่งไกวอย่างเปลได้ ผูกเชือกเส้นใหญ่พอควรกับโครงพัดสําหรับเป็นสายชัก เชือกสายชักนี้ยิ่งยาวยิ่งดี เขามักหุ้มเชือกสายชักด้วยผ้า กันผงเชือกร่วง และกันเจ็บมือคนชักโดยมากเขานิยมซ่อนคนชัก จึงล่ามสายชักออกไปให้ห่างไกลบางแห่งก็เจาะฝาออกไปชักอีกห้องหนึ่ง บางแห่งก็เจาะพื้นให้คนชักลงไปชักอยู่ใต้ถุนบ้าน ในสมัยก่อนในห้องรับแขก ห้องอาหาร และห้องนอน ตามบ้านขุนนางผู้ใหญ่ ๆ หรือตามวังเจ้านาย ติดพัดชักทั้งนั้น

วันแรกที่ “คนัง” เข้าวังหลวง เอะอะ เกรียวกราวกันมากพอถึงห้องรับแขกที่ตําหนักพระวิมาดาเธอฯ ผู้คนก็เข้านั่งล้อมดูกันแน่น ฝ่ายนายคนังนั่งมองหน้าคนที่ห้อมล้อม เฉยอยู่สักครู่หนึ่งก็ล้มตัวนอนหงายลงกับพื้น ทําตีนหุ้มกํามือแน่น ต่างคนต่างตกใจคิดว่าเป็นลม พระวิมาดาเธอฯ ท่านจะทรงทราบเล่ห์เหลี่ยมอย่างใดของนายคนังก็ไม่ทราบ รับสั่งให้เอาของกินที่เตรียมไว้มาตั้งให้ พอแกเห็นกล้วยเป็นหวีก็ลุกขึ้นกินทันที เป็นอันได้รู้ว่าที่นอนทําตีนหุ้มกํามือแน่นนั้นแกล้งทํา นับว่าเป็นเด็กที่มีมารยามากพอดู

ขณะที่เข้าอยู่ในวังตอนแรกนั้นจะอายุเท่าใดไม่มีใครทราบ เพราะพวกเงาะไม่รู้จักนับเดือน นับปี แต่ถ้าจะดูตามรูปร่างก็ขนาดเด็ก 2 ขวบเรานี่เอง กิริยาที่เปิบข้าวเข้าปากเหมือนพวกแขกยามที่เห็นกันอยู่ในกรุงเทพฯ คือกําใส่ฝ่ามือแล้วแบมือ ส่งอาหารเข้าปาก ไม่ใช้ปลายนิ้วส่งอาหารเข้าปากอย่างไทยเรา

ในระยะแรกที่เข้าไปอยู่ในพระบรมมหาราชวังดูออกจะหงอยเหงาเพราะความแปลกหน้าแปลกถิ่น เลี้ยงดูปลอบโยนกันอยู่ที่ตําหนักพระวิมาดาเธอฯ อีกหลายวันจึงค่อยคุ้นกับผู้คนและสิ่งแวดล้อมแล้วก็ค่อย ๆ คลายความหงอยเหงาลงเป็นลําดับ

เมื่อเห็นว่าหายเหงาดีแล้ว พระวิมาดาเธอฯ จึงนําขึ้นเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แม้จะเป็นเด็กชาวป่า ชาวดอย รูปชั่วตัวดําผมหยิก แต่ก็เป็นเด็กที่เฉลียวฉลาดช่างประจบจึงเป็นที่โปรดปรานมาก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อยู่ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทอยู่เนือง ๆ พระวิมาดาเธอฯ ก็รักและเอ็นดูเด็กคนังคนนี้มาก ได้ทรงเอาพระทัยใส่ฟูมฟักเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด หาได้ปล่อยให้พี่เลี้ยงดูแต่ลําพังไม่ ทรงจัดให้นอนในห้องข้างห้องบรรทมทีเดียว เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จเฉลิมพระราชมณเฑียรพระที่นั่งอัมพรสถานในปี พ.ศ. 2449 แล้ว คนังก็ได้มาอยู่ที่พระที่นั่งอัมพรกับพระวิมาดาเธอฯ ที่มุขขวาง (ต่อมาเรียกกันว่าพระที่นั่งปราจีนภาค เป็นส่วนหนึ่งของพระที่นั่งอัมพรสถานทางด้านตะวันตก)

ทรงจัดห้องให้อยู่โดยเฉพาะเป็นห้องข้างห้องบรรทมพระวิมาดาเธอฯ เช่นเคย เครื่องตกแต่งห้องหรูกว่าที่เคยอยู่วังหลวงและพระที่นั่งวิมานเมฆมาก มีเตียงนอนเด็กชนิดมีลูกกรงกันตก มุ้งผ้าโปร่งเม็ดพริกไทยเหมือนกับพระวิสูตรเจ้านายอย่างไรอย่างนั้น

ที่นอน ผ้าปูที่นอน หมอนปลอกหมอนเย็บเป็นพิเศษด้วยผ้าแดงล้วน ผ้าห่มนอนมีทั้งแพรเพลาะแดง ผ้าดอกแดงและผ้าบลังเก็ทแดง นอกจากนี้ก็มีโต๊ะเครื่องแป้ง โต๊ะล้างหน้า ตู้เสื้อผ้าชนิดมีกระจกเงา มีแม้แต่กระทั่งหม้อถ่ายปัสสาวะกระเบื้องอย่างหรูเช่นเดียวกับที่เจ้านายทรงใช้ ตั้งไว้ให้ในตู้ข้างเตียงนอน รวมความว่า เครื่องใช้ไม้สอยสมบูรณ์บริบูรณ์เกือบจะว่าได้ว่าแทบไม่มีอะไรผิดกว่าของเจ้านายในสมัยนั้น

ชีวิตความเป็นอยู่ของคนังเมื่อจากป่ามาสู่พระบรมโพธิสมภาร ภายใต้การอุปการะเลี้ยงดูของพระวิมาดาเธอฯ นั้น นับได้ว่าแสนบรมสุข เมื่อเข้านอนพี่เลี้ยงจะเฝ้าดูแลอยู่ เมื่อหลับแล้วพี่เลี้ยงจึงจะลงไปยังที่อยู่ของตัวได้

ส่วนบนพระที่นั่งมีข้าหลวงเวรกลางคืนสำหรับปฏิบัติการส่วนพระองค์พระวิมาดา 4 คน คนหนึ่งอ่านหนังสือถวาย คนหนึ่งถวายอยู่งานนวด คนหนึ่งเป็นหัวหน้ารับผิดชอบเวรกลางคืน เมื่อทรงเลี้ยงนายคนัง ข้าหลวงเวรกลางคืนนี้คนใดคนหนึ่งจะต้องคอยดูแลนายคนังด้วย ใครมีหน้าที่ดูแลนายคนังตอนกลางคืน ก็ต้องเที่ยวเข้าออกห้องนายคนังอยู่เป็นระยะ ๆ ตลอดคืน

นายคนังตื่นนอนเวลาราว ๆ 08.00 น. เมื่อตื่นแล้วจะต้องลงไปเล่นน้ำในคลองหลังพระที่นั่งอัมพร เลิกเล่นน้ำแล้วอาบน้ำสะอาดแต่งตัวรับประทานอาหารเช้า เสร็จแล้วเข้าเฝ้าฯ เสด็จหญิงพระองค์เล็ก (สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงที่ประสูติแต่พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค กรมขุนอรรควรราชกัลยา พระเชษฐภคินีของพระวิมาดาเธอฯ)

พระราชธิดาชั้นเจ้าฟ้าในรัชกาลที่ 5 ประทับจากซ้าย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร กรมขุนพิจิตรเจษฎ์จันทร์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเยาวมาลย์นฤมล กรมขุนสวรรคโลกลักษณวดี, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามาลินีนพดารา กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร ประทับยืน สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร (ภาพจาก “ราชพัสตราภรณ์”)

สมเด็จหญิงพระองค์เล็กท่านประทับที่มุขขวางพระที่นั่งอัมพรสถานชั้นล่าง เหตุที่ลงมาประทับชั้นล่างนี้ก็เพราะพระอนามัยไม่ค่อยแข็งแรง ท่านไม่อยากขึ้นลงอัฒจันทร์ก็ขอพระราชทานประทับชั้นล่าง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็ต้องพระราชทานพระบรมราชานุญาตตามที่ท่านขอแต่ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดที่ประทับพระราชทานอย่างที่จะให้ประทับอยู่อย่างทรงพระสำราญที่สุด มีพร้อมทั้งห้องรับแขก ห้องทรงพระอักษร ห้องบรรทม ห้องสรง ห้องเก็บของ และห้องพักข้าหลวงแต่ละห้องกว้างขวาง เป็นที่ประทับที่น่าสบายกว่าที่ประทับของพระพี่นางน้องนางของท่านทุกพระองค์

ความที่สมเด็จหญิงพระองค์เล็กไม่ค่อยจะทรงแข็งแรงจึงทำให้พระสิริรูปผอมบาง จนกระทั่งนายคนังเรียกท่านว่า “คุณพี่ผอม”

พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงโปรดทรงงานในเวลากลางคืนกว่าจะได้เข้าที่บรรทมก็จวนรุ่ง บางวันก็เข้าที่พระบรรทมในเวลาราวบ่ายโมง พอได้เวลาที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงตื่นพระบรรทม นายคนังก็ต้องขึ้นไปที่ห้องของตนบนพระที่นั่ง เพื่อแต่งตัวขึ้นเฝ้าฯ ในเวลาเสวยพระกระยาหาร ตอนเสวยกลางวันนี้โดยปรกติประทับเสวยกับพื้น เจ้านายชั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอและพระเจ้าลูกเธอร่วมโต๊ะเสวยด้วย พระราชวงศ์ชั้นหม่อมเจ้าที่ทรงชุบเลี้ยงใกล้ชิดเฝ้าปฏิบัติรับใช้

นายคนังมหาดเล็กก็เฝ้าปฏิบัติรับใช้ใกล้ชิดขนาดพระราชวงศ์ชั้นหม่อมเจ้าเหมือนกัน โดยปรกติจะรับสั่งให้เข้าไปนั่งชิดพระยี่ภู่ที่ประทับ ทรงซักถามถึงเรื่องต่าง ๆ เช่นเรื่องความเป็นอยู่ของพวกเงาะป่าที่พัทลุงเป็นต้น และที่จะต้องมีพระราชดำรัสถามอยู่เป็นประจําก็คือถามว่า “เมื่อเช้านี้กินข้าวกับอะไรบ้าง”

ในตอนที่เข้าไปอยู่ใหม่ ๆ อาหารคือข้าวสุกกับกล้วยน้ำว้า ต่อมาพระวิมาดาเธอฯ ท่านก็หัดให้กินอาหาร อย่างอื่น ๆ ด้วยก็รู้สึกว่ากินได้ทุกอย่าง แต่ของหวานที่ต้องมีเป็นประจําเพราะชอบเหลือเกินก็คือ ข้าวเม่าคลุก กับกล้วยน้ำว้าหรือกล้วยไข่

วันไหนมีอาหารอะไรแปลก กินแล้วก็ถามชื่อไว้ ตอนแรก ๆ ไม่มีใครทราบว่าแกถามทําไม ภายหลังจึงทราบว่าต้องการรู้จักจะได้กราบบังคมทูลตอบได้ ยิ่งอยู่นานเข้าก็เป็นที่ประจักษ์ว่าคนังเป็นเด็กฉลาดมากที่สุด มีไหวพริบทันคน และรู้จักประจบประแจงเก่งที่สุด ทําตัวให้เป็นที่ตลกขบขันได้ต่าง ๆ โวหารปฏิภาณดีโต้ตอบใครไม่มีจนแต้ม

ความจําแม่นยํา สังเกตจิปาถะ แม้กิริยาท่าทางของคนคนังก็สังเกตจดจําทําท่าได้เหมือนหมด การเรียกใครว่าอย่างไรก็ไม่มีใครสอน คิดเรียกเองทั้งนั้น จากคําที่แกเรียกใครต่อใคร ทําให้เห็นว่าเข้าใจประจบ เข้าใจคิดเรียก และเรียกอย่างมีเหตุผลอยู่ไม่น้อย

แกเรียกพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงว่า “คุณพ่อหลวง” เรียกพระวิมาดาเธอฯ ว่า “คุณแม่” เรียกเจ้าพระยายมราชและท่านผู้หญิงว่า “คุณพ่อ คุณแม่ที่บ้าน” เรียกสมเด็จเจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ว่า “คุณพี่เผือก” เรียกสมเด็จเจ้าฟ้ามาลินีนพดารา กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญาว่า “คุณพี่ขาว” เรียกสมเด็จเจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารีว่า “คุณพี่ดํา” เพราะพระฉวี ท่านคล้ำกว่าพระเชษฐาและพระเชษฐภคินีที่กล่าวพระนามมาแล้ว

(ซ้าย) สมเด็จเจ้าฟ้ามาลินีนพดารา กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา (ขวา) สมเด็จเจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี

เป็นที่น่าประหลาดใจเหลือเกินที่เฉพาะเจาะจงเรียกคุณพี่แต่พระโอรสพระธิดาในพระวิมาดาเธอฯ ซึ่งเขาเรียกว่าคุณแม่ กับพระธิดาในพระอัครชายาเธอซึ่งเป็นพระเชษฐภคินีของพระวิมาดาเธอฯเท่านั้น เจ้านายพระองค์อื่นไม่เรียกคุณพี่สักพระองค์เดียว แล้วยังซ้ำเรียกว่าอ้ายไม่ว่าใครเสียด้วยเช่นเรียก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ” ว่า “อ้ายตาขยิบ”

เรียก สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ว่า “อ้ายนอนนะนิล” เรียก กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัยว่า “อ้ายนินนะหับ” เรียก กรมพระกําแพงเพชรอัครโยธินว่า “อ้ายกาแพงหัก” เรียก เจ้ากรมเอี่ยมว่า “อ้ายหมอนวด” เพราะท่านมีหน้าที่ถวายอยู่งานนวด เรียก หม่อมศิริวงศ์วรวัฒน์ (ม.ร.ว.ฉาย – ฉาน ศิริวงศ์) ว่า “อ้ายอา”…

ผู้ที่คนังไม่เรียกอ้ายก็มีเหมือนกัน เช่น เรียกสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ุ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตว่า “ตุ๊กกระหม่อมชาย” เข้าใจว่า คงจะได้ยินคนอื่นเขาเรียกท่านว่าทูนกระหม่อมชาย คิดไม่ออกว่าจะตั้งฉายาท่านว่ากระไรก็เลยตามเขา เรียกกรมหลวงสรรสาตรศุภกิจ พระเจ้าน้องยาเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงว่า “ตุ๊ก” เรียกเจ้าจอมจรวยว่า “นางรวย” เรียกเจ้าจอมมารดาวาดว่า “ปลาไหล” 

เหตุที่คนังเรียกเจ้าจอมมารดาวาดว่าปลาไหล ก็เพราะท่านมีหน้าที่แต่งพระภูษาประจำวันถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง คือพอจะทรงเครื่องเสด็จออกข้างหน้าท่านก็จะเชิญพระภูษาเข้าไปแต่งถวาย เวลาแต่งพระองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็จะมีกระแสพระราชดำรัสกับท้าน บางทีท่่านก็กราบบังคมทูลเรื่องราวต่าง ๆ วันหนึ่งทรงพระภูษาต่อหน้าคนัง เผอิญวันนั้นท่านเจ้าจอมมาดราท่านกราบบังคมทูลถึงเรื่องแกงปลาไหล กราบบังคมทูลพลางแต่งพระภูษาไปพลาง นายคนังเลยคิดว่าการแต่งพระภูษา (โจงกระเบน) นั้นเรียกว่าปลาไหลก็เลยตั้งชื่อเจ้าจอมผู้มีหน้าที่แต่งภูษาว่า “ปลาไหล” ส่วนเจ้าจอมสมบูรณ์ คนังเรียกว่า “ท่านบุญอาคุณ” ดูเต็มยศเต็มอย่างกว่าใคร ๆ หมด ทั้งนี้ไม่ใช่อะไร เป็นความฉลาดช่างประจบประแจงของเขาเอง

เจ้าจอมสมบูรณ์ท่านเป็นหลานเจ๊สัวร่ำรวยมาก ทั้งยังเป็นคนใจใหญ่ใจกว้างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ท่านจึงเป็นเจ้าบุญนายคุณของคนมาก นายคนังอยากได้อะไร พี่เลี้ยงสอนให้ไปประจบขอเอาจากท่าน นายคนังก็เข้าไปประจบแล้วก็ได้อะไรต่ออะไรที่อยากได้เสมอ และเห็นทีแกจะได้ยินใคร ๆ พูดว่า ท่านเป็นเจ้าบุญนายคุณเป็นแน่ จึงเลยเรียก “ท่านบุญอาคุณ”

สำหรับตัวข้าพเจ้าเองคนังเรียกว่า “ดาบ” ไม่มีอ้ายไม่มีท่าน ผู้หญิงก็เรียก “อ้าย” แต่ถ้าเขาเล่าเรื่องของพวกเขา เขาจึงจะใช้ “อี” เช่นเรียก “ลำหับ” ว่า “อีลำหับ” ที่เป็นเช่นนี้จะมีเหตุผลอย่างไรก็ไม่ทราบ…

ไม่ว่าคนังจะเล่นจะพูดจาอะไรกับใครว่าอย่างไร ก็ไม่มีใครถือสายกให้เสียว่าเป็นคนป่าที่ไม่รู้จักขนบธรรมเนียม กิริยาท่าทางของแกดูจะเป็นครึ่งลิงครึ่งคน แต่ก็ค่อนมากทางคนมากหน่อยดังนั้น ไม่ว่าจะทำอะไรคนก็เอ็นดูขบขันไปหมด ผมของแกไม่เหมือนของคนเราชาวกรุงมันขมวดม้วนไปหมด เวลาพี่เลี้ยงล้างผมจะเห็นยาวสักคืบกว่า ๆ แต่พอเช็ดแห้งแล้วก็ไม่ต้องหวีเพียงใช้มือตบ ๆ ก็จะม้วนขมวดกลมเข้ารูปกะโหลกศีรษะได้เองอย่างเรียบร้อยดูลักษณะของผมที่หยิกขมวด

ใคร ๆ ก็ลงความเห็นว่าน่าจะเป็นที่เก็บเหา แต่ไม่ปรากฏว่าเป็นเหา แม้แต่ร่องรอยว่าเคยเป็นเหาเมื่ออยู่ป่ามาบ้างก็ไม่มี เพราะผมอย่างนี้ถ้าเคยเป็นเหามาแล้ว ใครจะรูดไข่ออกอย่างไรก็ไม่หมดเกลี้ยงได้ คงต้องเหลือให้เห็นบ้าง และที่น่าแปลกอย่างมากก็คือกลิ่นตัวกลิ่นหัวไม่มี ไม่เหม็นสาบเหม็นสางเลย เพราะอย่างนี้พระวิมาดาเธอฯ ท่านถึงได้กอดด้วยความเมตตาปรานีอย่างหลานได้

นิสัยที่น่าเกลียดก็ตอนเล่นน้ำนี่แหละ เล่นน้ำทีไรเป็นดำน้ำแล้วถ่ายอุจจาระออกมาในขณะที่ตัวเองดำอยู่ใต้ผิวน้ำ เมื่อถ่ายออกมาอุจจาระก็จะลอยขึ้นผิวน้ำตรงหัวแต่ไม่ปรากฏว่าแกโผล่ขึ้นมาให้อุจจาระกองอยู่บนหัวแกสักที แกดำหนีไปเสียไกลจนพ้นแล้วจึงโผล่ พอโผล่ขึ้นมาแล้วก็ไปนั่งเอาก้นไถไปถมากับเชือกผูกเรือ อาการอย่างนี้ใกล้ทางสัตว์มากกว่าคน เรื่องอุจจาระในน้ำนี้ห้ามกันอย่างไรก็ไม่ฟัง เวลาที่แกอยู่ในพระราชวัง ต้องนั่งถ่ายในหม้อพอถ่ายเสร็จจะให้ล้างน้ำเป็นไม่ยอม เช็ดด้วยกระดาษก็ไม่ยอมอีกเหมือนกันต้องใช้ไม้เช็ด

ข้อที่น่าแปลกอีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อเข้ามาเป็นมหาดเล็กนั้นตัวนิดเดียว ไม่มีใครคิดว่าว่ายน้ำเป็น และก็ยังไม่เคยคิดที่จะหัดให้ว่ายน้ำ ทั้งตัวคนังเองก็ไม่เคยบอกเล่าว่าว่ายน้ำได้ แต่พอเห็นแม่น้ำเข้าเท่านั้น แกกระโดดลงไปดำผุดดำว่ายอย่างคนที่ว่ายน้ำแข็งมาก

คนังเป็นเด็กที่ไม่มีความอาย ความเก้อเขิน แต่มีความเสียใจความเศร้าโศกเหมือนเรา ๆ โลภมาก แต่อารมณ์เย็นมาก ไม่เคยแสดงกิริยาโมโหโทโสเลย ชอบเย้าแหย่หยอกล้อคนมากทีเดียว วาจาที่เย้าแหย่ก็ค่อนข้างคมคาย เช่นพูดล้อหม่อมเจ้าชายทองต่อทองแถมว่า “ตาต่อ ถึงลูกข้าวเม่า” ทีแรก คนฟังก็ไหวไม่ทันว่าแกหมายความว่าอย่างไร ต่อเมื่อแกพูดต่อของแกว่า “ข้าวเม่า-ข้าวเม้า” จึงเข้าใจ เพราะหม่อมมารดาของท่านทองต่อฯ ท่านมีนามว่า “หม่อมเม้า” คล้ายชื่อ “ข้าวเม่า” ที่แกชอบกินเป็นที่สุดก็เลยเรียกท่านทองต่อฯ ว่า “ลูกข้าวเม่า”

คนังเป็นเด็กที่สังเกตกิริยาอาการของผู้อื่นแล้วจดจําเอามาทําท่าล้อเลียนได้เหมือนเสียจริง ๆ ทําได้เหมือนทุก ๆ คนและทุกอิริยาบถเสียด้วย บุคคลที่คนังชอบจําอิริยาบถมาทําท่าล้อเลียนก็คือพระองค์เจ้าคํารบ พระบิดาของม.ร.ว. เสนีย์และม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชนี่แหละ ทําได้เหมือนเสียจนพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงขัน และทรงรับรองว่าเหมือนจริง ๆ สมัยนั้นพระองค์เจ้าคํารบท่านเป็นผู้บัญชาการทหารอยู่จังหวัดนครสวรรค์ แต่มีราชการที่จะต้องเข้าเฝ้าฯ อยู่เนือง ๆ คนังจึงสังเกตกิริยาของท่านอย่างละเอียดลออแล้วเอามาทำท่าล้อท่าน ซ้ำยังเรียกท่านว่า “อ้ายทหารห้องหัก” สันนิษฐานกันว่าที่เรียกอย่างนั้นเพราะเห็นท่านทรงเครื่องแบบทหารม้าเข้าเฝ้าฯ เสมอนั่นเอง…


เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 29 มีนาคม 2564

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป