เส้นทางการกำเนิด “พระจุฑาธุชราชฐาน” พระราชวังแห่งเดียวในไทยที่ตั้งบนเกาะ

ภาพมุมสูงของเกาะสีชัง และ พระจุฑาธุชราชสถาน (ภาพจาก YouTube / maitchon tv)

บนเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วปรากฏการสร้างพระราชวัง “พระจุฑาธุชราชฐาน” สำหรับเป็นที่แปรพระราชฐานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และพระราชวงศ์ แต่การดำเนินการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ก็มีอันต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบางส่วนออกไป

ก่อนที่พระราชวัง “พระจุฑาธุชราชฐาน” จะถูกสร้างขึ้น 1 ปีคือในช่วงปีพ.ศ. 2431 บนเกาะสีชังเคยใช้เป็นที่ประทับของพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธซึ่งทรงประชวรอยู่ โดยแพทย์หลวงได้ถวายคำแนะนำให้เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ เกาะสีชัง เนื่องจากจะได้รับอากาศจากชายทะเลซึ่งจะทำให้อาการประชวรทุเลาลงได้

ในขณะนั้นทั้งสองพระองค์เสด็จไปประทับตามคำแนะนำของแพทย์หลวง เสด็จมาประทับที่เรือนของหลวงซึ่งเป็นที่ฝรั่งเช่าอยู่และติดต่อกับเขตวัด เชื่อกันว่าในช่วงเวลานั้นเกาะสีชังเป็นแหล่งที่ชาวต่างประเทศนิยมเดินทางไปรักษาตัวกันมาก อีกทั้งยังปรากฏว่า เคยใช้เป็นที่ประทับพักฟื้นของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ อีกพระองค์

ต่อมาปี 2432 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือนขึ้น 3 หลัง ได้แก่ เรือนวัฒนา เรือนผ่องศรี และเรือนอภิรมย์ ตามพระนามของสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาพระบรมราชเทวี พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี และพระนางเจ้าสายสวลีภิรมย์ ตามลำดับ พร้อมทั้งพระราชทานให้เป็นสถานที่พักฟื้นผู้ป่วย

หลายต่อหลายครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จมาประทับยังเกาะสีชัง จนกระทั่งปี 2435 พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชฐานขึ้น เนื่องจากพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี ซึ่งประทับ ณ เกาะสีชังทรงพระครรภ์และใกล้มีพระประสูติการ จนกระทั่งพระโอรสประสูติและได้รับพระราชทานพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก รัชกาลที่ 5 จึงพระราชทานนามพระราชฐานแห่งใหม่นี้ว่า “พระจุฑาธุชราชฐาน”

พระราชฐานแห่งนี้ประกอบด้วยพระที่นั่ง 4 องค์ ได้แก่ พระที่นั่งโกสีย์วสุภัณฑ์ พระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ พระที่นั่งโชติรสประภาต์ และพระที่นั่งเมขลามณี พร้อมทั้งสร้างตำหนักขึ้นอีก 14 ตำหนัก โดยมีสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงษ์ กรมพระภาณุพันธุวงษ์วรเดช เป็นแม่กอง ออกแบบโดยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรพศาสตรศุภกิจ ภายในเขตพระราชฐานยังมีสระน้ำ ธารน้ำ บันได และทางเดินเท้า

ปี 2436 เกิดเหตุการณ์ ร.ศ. 112 เกิดข้อพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเรื่องเขตแดน ฝรั่งเศสเข้ามาปิดล้อมอ่าวไทยรวมทั้งส่งทหารขึ้นมาที่เกาะสีชัง การดำเนินการก่อสร้างพระที่นั่งและตำหนักต่างๆ ที่ยังไม่แล้วเสร็จจึงหยุดก่อสร้างลง

ในเวลาต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้รื้อถอนพระที่นั่งและพระตำหนักที่สร้างด้วยเครื่องไม้บางส่วนออกไปสร้างที่อื่น บางแหล่งข้อมูลบอกว่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่านำไปสร้างที่ใดบ้าง แต่บางแหล่งก็ระบุชื่อเช่น พระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์ พระที่นั่งเครื่องไม้สักทอง 3 ชั้น โดยโปรดให้เชิญมาสร้างใหม่ใกล้พระที่นั่งอัมพรสถาน ในพระราชวังดุสิต เมื่อ พ.ศ. 2443 พระราชทานนามใหม่ว่า พระที่นั่งวิมานเมฆ และเชื่อว่ารื้อไม้สักทองมาจากพระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์ อันเป็นหนึ่งในพระที่นั่ง 4 องค์ของ “พระจุฑาธุชราชฐาน”

ภายหลังเหตุการณ์ ร.ศ. 112 พระจุฑาธุชราชฐานไม่ถูกใช้เป็นที่แปรพระราชฐานอีกเลย มีเพียงหน่วยงานราชการที่เข้าไปใช้ประโยชน์เท่านั้น

(ภาพจาก YouTube / maitchon tv)

พระจุฑาธุชราชฐานในปัจจุบัน

ปัจจุบันพระราชวังแห่งนี้อยู่ในความดูแลของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับมอบสิทธิการใช้ที่ดินจากกรมธนารักษ์ ในปี 2521 จากนั้นจึงนำพื้นที่บางส่วนไปจัดตั้งเป็นสถานีวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล เวลาต่อมาในปี 2533 จุฬาฯ ร่วมกับกรมศิลปากรปรับปรุงพื้นที่ส่วนพระราชฐานประมาณ 219 ไร่ อันมีอาคารสำคัญ 5 หลังคือ เรือนไม้ริมทะเล ตึกผ่องศรี ตึกอภิรมย์ ตึกวัฒนา และพระอุโบสถวัดอัษฎางคนิมิตร รวมถึงจุดสำคัญอื่นๆ เพื่อให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

เมื่อ พ.ศ. 2545 จึงจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐาน ในความดูแลของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้ที่เดินทางเข้ามายังเขตพระราชวัง จะพบเห็นว่าพื้นที่ด้านนอกถูกจัดเป็นพื้นที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชลทัศนสถานและข้างๆ กันยังมีศาลศรีชโลธรเทพที่เป็นศาลเจ้าซึ่งชาวเกาะสีชังให้ความเคารพนับถือ ก่อนจะไปยังเขตพระราชวังด้านในที่สามารถไปยังสะพานอัษฎางค์ เป็นสะพานยาวที่ทอดยาวลงไปในทะเลซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของที่นี่ หรือถ้าหากเดินไปตามชายหาดก็จะพบกับอัษฎางค์ประภาคาร

ภาพถ่ายประภาคารจากมุมสูง (ภาพจาก YouTube / maitchon tv)

ในส่วนเขตพระราชวังด้านใน ปัจจุบันพบว่ายังเหลืออาคารให้เห็นคือ เรือนสีเขียวที่เรียกตามสีของอาคาร ตึกวัฒนาหรือเรือนวัฒนา ปัจจุบันใช้เป็นที่จัดแสดงนิทรรศการเหตุการณ์สำคัญบนเกาะสีชัง เรือนผ่องศรีปัจจุบันใช้จัดนิทรรศการพระราชประวัติและประวัติบุคลสำคัญที่มีบทบาทในเกาะสีชัง เรือนอภิรมย์ปัจจุบันใช้แสดงนิทรรศการสิ่งปลูกสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 พร้อมกับวัดอัษฎางนิมิต วัดที่มีพระอุโบสถเจดีย์สีขาวที่ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่สามารถใช้เป็นจุดชมวิวได้

 


อ้างอิง

การท้องเที่ยวแห่งประเทศไทย. พิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐาน. สืบค้นจาก https://thailandtourismdirectory.go.th/th/info/attraction/detail/itemid/4928?fbclid=IwAR0ACsGUX9f0tGDYtblSeHgzIa6Kpnpn2gnRhTyZWYD4qbSEeFD8rrMCjWA. เข้าถึง วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563.

พันธุ์ไม้ในพระจุฑาธุชราชฐาน. หนังสือ “พฤกษชาติ ลดา จุฑาธุช” โดย นันทนา อังกินันท์ และคณะ ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สืบค้นจาก http://www.botany.sc.chula.ac.th/plantssichang/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%91%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B8%8A%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%90%E0%B8%B2/?fbclid=IwAR0oA0xXmECNXwZ2snnhhSLkeYFQNKZfUHiSnDPC57yOfRMOibuSCJx50Xg . เข้าถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563.

มติชนทีวี. “ร้อยเรื่องราว 100ปี จุฬาฯ ตอน พระราชวังบนเกาะแห่งเดียวของไทย”. สืบค้นจาก https://www.youtube.com/watch?v=qVTCtdf6AbA&fbclid=IwAR1FcNvieFyWSGkFYG1v34yinZBDu_HMZ2CBxUV2gepc8eeXxGrQMNVJf3Y . เข้าถึงเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2563.


แก้ไขปรับปรุงเนื้อหาในระบบออนไลน์เมื่อ 7 ธันวาคม 2563

บทความก่อนหน้านี้