เหยื่อรายสำคัญการปฏิวัติวัฒนธรรม ที่บดบังบารมีประธานเหมา-เจียงชิง

เรดการ์ดชุมนุมที่จตุรัสเทียนอันเหมิน

ระหว่างฤดูใบไม้ร่วงถึงฤดูหนาวของปีค.ศ.1966 การปฏิวัติวัฒนธรรมที่อ้างกัน นับวันยิ่งร้ายแรง การทําลายล้างสิ่งของจนถึงชีวิตผู้คนเกิดขึ้นโดยความสนับสนุนและยุยงของผู้นํากลุ่มปฏิวัติวัฒนธรรมกลางซึ่งล้วนเป็นคนสนิทของเหมาทั้งสิ้น ตามหลักการนั้น กลุ่มปฏิวัติวัฒนธรรมกลางรับผิดชอบต่อกรมการเมือง แต่ตามทางปฏิบัติรับผิดชอบต่อประธานเหมาผู้เดียว

กลไกการจัดตั้งของพรรคถูกทําลายลงไปเป็นลําดับ มีการชําระและกวาดล้างในระดับสูงขึ้นไปทุกที่

แนวทางปฏิบัติของเรดการ์ดคือจะเลือกเป้าหมายที่ตนทําการโจมตีไว้ก่อน แล้วตระเตรียมรายละเอียดข้อหากระทําความผิดของผู้ที่ตนกล่าวหา ใครที่เคยศึกษาในประเทศตะวันตก, ติดต่อธุรกิจกับชาวตะวันตกจนถึงพวกมิชชันนารี ฯลฯ ประเด็นเหล่านี้ก็จะทำให้ถูกกล่าวหาแบบง่ายๆ ว่าเป็น “ศักดินา” หรือ “ปฏิกิริยา” หรือ “ต่อต้านการปฏิวัติ” ฯลฯ แต่ถ้ามีคนนอกที่มีจิตใจเป็นธรรมพยายามยับยั้ง ก็มักจะโดนไปด้วย

เหยื่อคนสำคัญของการปฏิวัติวัฒนธรรม ก็คือ หลิวเซ่าฉี และภรรยา

หลิวเซ่าฉี

หลิวเซ่าฉี เวลานั้น คือ 1 ใน 3 ผู้นำสูงสุดของพรรค (เหมาเจ๋อตง, หลิวเซ่าฉี, โจวเอินไหล) โดยดำรงตำแหน่งเป็นประธานรัฐบาลกลางหรือประธานาธิบดี และรองประธานคณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เขาเป็นรองเพียงประธานเหมาเจ๋อตงเท่านั้น

หากหลัง “ก้าวกระโดดใหญ่” หลิวเซ่าฉีกับเหมาเจ๋อตงมีความขัดแย้งกันบ่อยครั้ง เมื่อหลิวเซ่าฉีเห็นว่าก้าวกระโดดใหญ่ไม่ได้ช่ายให้คนในชนบทของจีนพ้นจากความอดยากแต่อย่างใด เหมาเจ๋อตงในฐานะผู้นำสูงสุดไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ และเมื่อหลิวเซ่าฉีกับผู้บริหาระดับรองๆ พยายามแก้ปัญหา ก็ยิ่งกลายเป็นการท้าทายและคุกคามอำนาจของผู้นำพรรคอย่างเหมา

โดยเฉพาะการประชุมพรรคในวันที่ 11 มกราคม 1962 ที่ความขัดแย้งของทั้งสองถึงขั้นแตกหัก หลิวเซ่าฉีนักปฏิวัตที่พูดน้อยและถ่อมตนกลับกล่าวอย่างตรงไปตรงมาในที่ประชุมว่า  ความยุ่งยากทางเศรษฐกิจอันเป็นผลงานมาแต่ก้าวกระโดดใหญ่นั้น มี 30% ที่เป็นภัยพิบัติจากธรรมชาติ แต่มีถึง 70% ที่เป็นเพราะคนทำขึ้น

ความสัมพันธ์ของทั้งสองจากความไม่พอ ก็กลายเป็นความไม่ไว้ใจ และความชิงชังแบบศัตรูในที่สุด

เมื่อเกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมเป็นต้นมา หลิวเซ่าฉีก็กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของทุกสิ่ง ทุกอย่างที่การปฏิวัติวัฒนธรรมมุ่งโจมตีและทําลาย หลิวเซ่าฉีเป็น “ผู้เดินเส้นทางทุนนิยมหมายเลขหนึ่ง” เป็น “ครุสชอฟของจีน” และ “นักลัทธิแก้ผู้ต่อต้านการปฏิวัติ” ฯลฯ

หวางกวงเหม่ย

ขณะที่หวางกวงเหม่ย ภรรยาของหลิวเซ่าฉี ผู้มีหน้าตาหมดจด บุคคลิกลักษณะดีมีสง่า ทันสมัย และพื้นฐานที่ดี บิดาของเธอเคยเป็นขุนนางผู้ใหญ่ในสมัยรัฐบาลชุดแรกของสาธารณรัฐ เคยประจําทํางานในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเป็นเวลานานหลายปี หวางกวงเหม่ย เกิดในอเมริกา สามารถพูดภาษาต่างประเทศได้ 3 ภาษาคือ อังกฤษ, ฝรั่งเศส และรัสเซีย เคยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยฟูเหรินที่ทําสถิติการศึกษาคณิตศาสตร์ด้วยคะแนนสูงสุด และจบปริญญาโททางนิวเคลียร์ฟิสิกส์ ด้วยความศรัทธาและเชื่อมั่นในการปฏิวัติจีน เธอเดินทางมาประจําทํางานในเอี้ยนอานเมื่อปี 1946 ฯลฯ

หวางกวงเหม่ยมีคุณสมบัติพร้อมทุกประการที่จะเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของจีน ความโดดเด่นเช่นนี้ของเธอทำให้เธอตกเป็นเป้าหมายของความชิงชังและริษยาอาฆาตของเจียงชิงภรรยาเหมาเจ๋อตง ไม่มีคุณสมบัติของใดของเจียงชิงซึ่งเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเทียบกับเธอได้เลย ขณะที่หลิวเซ่าฉี ก็เป็นที่หวาดระแวงของเหมาเจ๋อตง

เดือนเมษายน 1967 เรดการ์ด 30 คนก็บุกบ้านที่พํานักของหลิวเซ่าฉี ในจงหนานไห่ และใช้กําลังบุกเข้าจับกุมหลิวเซ่าฉีกับหวางกวงเหม่ยภรรรยา ทั้งสองต้องตกเป็นจําเลยของเรดการ์ดที่ตั้งศาลเตี้ยขึ้นในมหาวิทยาลัยชิงหัว ท่ามกลางผู้ชมประมาณ 300,000 คน มีการบังคับให้หวางกวงเหม่ยแต่งตัวให้ดูเป็นตัวตลก แล้วบังคับให้วิจารณ์ตนเอง สอบสวนแล้วสอบสวนอีกตลอดเวลาสองคืนเต็มๆ

ในเดือนพฤษภาคม มีการจัดตั้งคณะทำงานพิเศษแบบคณะกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อทําหน้าที่สอบสวนถึง “พฤติกรรมที่ผิด ๆ ในอดีต” ของหลิวเซ่าฉี กรรมการกลุ่มพิเศษนี้ประกอบด้วย เจียงชิง และพรรคพวก

วันที่ 18 กรกฎาคม 1967 เรดการ์ดบุกเข้าไปจับตัวหลิวเซ่าฉีกับหวางกวงเหม่ยภรรยาในที่พํานักในจงหนานไห่ ทั้งคู่ถูกเรดการ์ดกลุ้มรุมทําร้ายจนบาดเจ็บ

คดีหลิวเซ่าฉีเป็นจําเลยนี้ มีผู้ทําหน้าที่พนักงานสอบสวนสืบสวนทั้งสิ้นถึงกว่า 500 คน ทําการเปิดที่เก็บเอกสารสําคัญของพรรค ถึง 15 แห่ง ตรวจสอบเอกสารทั้งสิ้น 2,500,000 แผ่น ลูกๆ ของหลิวเซ่าฉีถูกทำร้าย และเนรเทศไปทำในในถิ่นกันดาร มีบางคนถึงขั้นเสียชีวิต หลิวเซ่าฉีเสียชีวิตในที่คุมขังในเดือนพฤศจิกายน 1969

หวางกวงเหม่ยถูกกล่าวหาว่า เป็นสายลับอเมริกันหรือรัสเซียระหว่างเรียนในมหาวิทยาลัยฟูเหริน มีศาสตราจารย์อายุมากๆ ถูกทําร้ายถึงชีวิตหลายคน เพราะไม่ยอมยืนยันตามข้อกล่าวหาดังกล่าว แม่ของเธอก็ถูกทรมานจนตาย เพราะไม่ยอมให้การเท็จใส่ร้ายลูกสาว

หวางกวงเหม่ยถูกคุมขังแยกกับหลิวเซ่าฉี หลังการประชุมสมัชชาใหญ่สมัยที่ 9 พรรคในปี 1969 หลินเปียวเสนอรายชื่อนักโทษความผิดร้ายแรงที่ควรประหารชีวิต เพื่อให้เหมาเจ๋อตงอนุมัติ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือชื่อของเธอที่เจียงชิงเกลียดชังเป็นพิเศษ หากเหมาขีดเธอของออก เธอจึงถูกขังเดียวจนถึงปี 1979 จึงได้รับอิสรภาพ


ข้อมูลจาก

ทวีป วรดิลก. ประวัติศาสตร์จีน, สำนักพิมพ์สุขภาพใจ, 2577

ทวีป วรดิลก. เหมาเจ๋อตง ฮ่องเต้นักปฏิวัติ, สำนักพิมพ์มติชน , 2545


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2564

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป