ชนไก่ กีฬาพื้นบ้านที่เล่ากันว่าสมเด็จพระนเรศวรทรงชนะพระมหาอุปราช

ไก่ชนพันธุ์ "เหลืองหางขาว" (ภาพถ่ายสุรเดช สดคมขำ นิตยสารเทคโนโลยี่ชาวบ้าน)

การชนไก่ (บ้างเรียก ตีไก่) เป็นกีฬาที่มนุษย์คิดขึ้น โดยใช้สัตว์เป็นตัวแทนของตนในการแข่งขันต่อสู้ จนเป็นที่นิยมกันทั่วไป และก็เหมือนกีฬาประเภทอื่นๆ ที่บางครั้งก็มีเรื่องของการเดิมพัน, การพนันเข้ามาเกี่ยวข้อง มีการสันนิษฐานว่าคนไทยรู้จักการชนไก่มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งคงอ้างอิงจากเรื่องเล่าไก่ชนของสมเด็จพระนเรศวร

ที่ว่า เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรทรงเป็นตัวประกัน อยู่ที่กรุงหงสาวดี ประเทศพม่า เคยชนไก่ชนะพระมหาอุปราช จนเป็นเกิดการปะทะคารมระหว่างทั้ง 2 พระองค์ขึ้น

สมเด็จพระมหาอุปราชตรัสว่า “ไก่เชลยตัวนี้เก่งจริงหนอ”

สมเด็จพระนเรศวรก็ดำรัสตอบว่า “ไก่เชลยตัวนี้ อย่าว่าแต่จะตีกันอย่างกีฬาในวังเหมือนวันนี้เลย ตีพนันบ้านเมืองก็ยังได้”

สมเด็จพระนเรศวร ทรงเล่นชนไก่กับพระมหาอุปราช ภาพจิตรกรรมฝาผนัง วัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ภาพโดย ธัชชัย ยอดพิชัย)

แล้วไก่ชนของสมเด็จพระเนรศวรนั้นน่าจะเป็นไก่สายพันธุ์ใด

เรื่องนี้ นายสัตว์แพทย์นิสิต ตั้งตระการพงษ์ ค้นคว้าจากเอกสารต่างๆ ทำให้พอสันนิษฐานได้ว่า ไก่ที่สมเด็จพระเนรศวรทรงนำไปชนกับพม่านั้นคือ “ไก่เหลืองหางขาว” [บ้างถิ่นเรียก ไก่เหลืองใหญ่] จากบ้านกร่าง เมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็น “ถิ่นไก่ชน” สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย

ลักษณะของไก่เหลืองหลังขาว ได้แก่

สี-สร้อยเหลือง ทั้งสร้อยคอ, สร้อยปีก และสร้อยหลัง, หาง ขาวเหมือนฟ่อนข้าว กระรวยหางสีขาว ยาวโค้งปลายห้อยไปด้านหลังตกลงสวยงาม, หน้า-แหลมยาว เหมือนหน้านกยูง,  ปาก-ขาวอมเหลือง มีร่อง 2 ข้างจงอยปาก, ปีก-ใหญ่ยาวมีขน ขาวแซมทั้งสองข้าง, อก-ใหญ่ ตัวยาว ยืนขาห่างกัน, ตะเกียบ-คู่แข็ง กระดูกใหญ่, แข้ง-ขาวอมเหลือง เล็ก นิ้วยาวเรียว เดือยงอน คันช้อน, ขัน- เสียงใหญ่ ยาว, ยืน-ท่าผงาดดังราชสีห์

ที่สำคัญคือ ไก่เหลืองหางขาวนั้น “ฉลาด ปราดเปรียว อึดทน”

จึงมีคำพูดว่า ไก่เหลืองหางขาวกินเหล้าเชื่อ” หมายความว่า ถ้าไก่เหลืองหางขาว ได้คู่ตี แล้วไม่ต้องมานั่งลุ้นดู ให้ไปสั่งเหล้ามากินเชื่อก่อนได้  ต้องชนะแน่นอน  ปัจจุบันในจังหวัดพิษณุโลกมีการจัดตั้ง “กลุ่มผู้อนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ไก่ชน พระนเรศวรฯ” ขึ้นหลายแห่งด้วยกัน

สมัยกรุงธนบุรี ไก่ของพระยาพิชัยดาบหัก ตีไก่ของพระยาพระคลังหนตายในสังเวียนหน้าพระที่นั่ง แต่พระยาพระคลังหนยอมรับว่าไก่ของตนตายจริงแต่ไม่ได้แพ้  เพราะไม่แสดงท่าทีว่าแพ้ 3 ประการ คือ วิ่งหนีหรือไม่สู้ ร้อง และชักขนหยอง แต่เมื่อตรวจดูศพของไก่ดังกล่าวแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ทรงตัดสินให้ไก่ของพระยาดาบพิชัยดาบหักชนะ

ในวรรณคดีของไทยหลายเรื่อง เช่น ขุนช้างขุนแผน, อิเหนา, รถเสน ก็กล่าวถึง การชนไก่ ทั้งสิ้น แสดงว่าในยุคที่ผู้แต่งวรรณคดีดังกล่าว มีการเล่นชนไก่แล้ว

นอกจากนี้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า สำนวนไทย, บางคำอาจมีที่มาจากการชนไก่ เช่น “รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง” เพราะไก่ชนที่รู้จักหลบโดยเอาหัวซุกปีกคู่ต่อสู้ แล้วค่อยหาโอกาสจิกตี และคำอื่นๆ อย่าง “งงเป็นไก่ตาแตก” – งงมากจนทำอะไรไม่ถูก, “มีลำหักลำโค่นดี” – ชั้นเชิงที่ใช้หักโค่นอีกฝ่ายหนึ่งอย่างรุนแรง ดุเดือด ฯลฯ

ลด 40% กลับมาแล้ว! สมัครรับนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 1 ปี (12 ฉบับ) ลดเหลือเพียง 1,200 บาท เฉพาะสมัครวันที่ 9-15 ม.ค. 2564 เท่านั้น คลิกสมัครและดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่


ข้อมูลจาก

นายสัตวแพทย์นิสิต ตั้งตระการพงษ์. ไก่ชนพระนเรศวรมหาราช, โรงพิมพ์ตระกูลไทย พิษณุโลก 2542

กิตติพงษ์ ศิริพันธุ์. วัฒนธรรมและผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของกีฬาชนไก่ในจังหวัดสงขลา, ปริญญานิพนธ์ศิลปศาสตร มหาบัณฑิต วิชาเอกภาษาไทนคดีศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ภาคใต้ พ.ศ. 2538


เผยแพร่ข้อมูลในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 มกราคม 2564

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป