เมื่อ “สุโขทัย” (ถูกทำให้) เป็น “ราชธานี” แห่งแรกของ “ชาติไทย”

ภาพมุมสูงวัดช้างล้อม อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย (ภาพจากเพจ : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร)

แบบเรียนประวัติศาสตร์มักแบ่งยุคสมัยเรียงลำดับจาก “ราชธานี” ของ “ชาติไทย” ตามลำดับเวลา คือ สุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี กรุงรัตนโกสินทร์ แนวคิดนี้กำเนิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด? ใครเป็นผู้ริเริ่มผลักดันแนวคิดนี้? สุโขทัยกลายเป็นราชธานีแห่งแรกบนหน้าประวัติศาสตร์ไทยเมื่อใด?

ก่อนที่สุโขทัยจะถูกจัดให้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์นั้น ชนชั้นนำรับรู้ถึงสุโขทัยในฐานะที่เป็นบ้านเมืองที่เจริญมาก่อนกรุงศรีอยุธยา บ้างระบุว่า “พระนครที่ตั้งอยู่ฝ่ายเหนือในแผ่นดินสยามแต่โบราณ” อย่างในพระราชพิธีสิบสองเดือน (ปี 2431) หรือ “เมื่อครั้งกรุงตั้งอยู่ทางเหนือขึ้นไป คือเมืองศรีสัชนาลัย สุโขทัยนั้น” ในบทความเรื่อง โบราณศึกษา (ปี 2439) ที่ตีพิมพ์ลงในวชิรญาณ

ชนชั้นนำทราบดีถึงความเจริญรุ่งเรืองของสุโขทัยที่มีมาก่อนกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่ได้มีการเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ไปไกลเกินกว่ายุคกรุงศรีอยุธยา เรื่องราวของสุโขทัยยังคงอยู่ในสถานะที่พร่ามัว นอกจากนี้ เรื่องเล่าเกี่ยวกับพระร่วงที่มีฉากหลังเป็นสุโขทัยนั้น ก็เต็มไปด้วยอิทธิปาฏิหาริย์มากมาย มีลักษณะเป็นตำนานเสียมาก

แต่หลังปี 2450 เป็นต้นมา สุโขทัยได้เริ่มถูกนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติไทย มีความพยายามที่จะสืบค้นเรื่องราวของสุโขทัยทั้งในทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ผ่านการศึกษาจากหนังสือ เอกสาร เรื่องเล่า รวมถึงการสำรวจในพื้นที่

โดยในปี 2450 นั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้ง “โบราณคดีสโมสร” ขึ้น เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบค้นหาหลักฐานประวัติศาสตร์ชาติไทย ทรงมีพระราชประสงค์ให้มีการศึกษาวิชาโบราณคดีและประวัติศาสตร์อย่างจริงจัง ทรงมีพระราชดำรัสเปิดประชุมว่า

“…ความหลงพระราชพงศาวดารนี้ ทำให้ทอดธุระเสียว่า เรื่องราวของชาติและประเทศเราอยู่เพียงสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 สร้างกรุงทวาราวดีศรีอยุธยา เรื่องราวที่เก่ากว่านี้น่าจะพิจารณา ก็ได้ละเลยเสียทั้งสิ้น… ชวนท่านทั้งหลายแต่ในสโมสรที่ประชุมกันครั้งแรกนี้ ได้กระทำในใจไว้ว่า เราจะค้นหาข้อความเรื่องราวของประเทศสยาม ไม่ว่าเมืองใด ชาติใด วงษ์ใด สมัยใด รวบรวมเรียบเรียงขึ้นเป็นเรื่องราวของประเทศสยามจำเดิมตั้งแต่ 1,000 ปีลงมา

เรื่องราวเหล่านี้ คงต้องจับตั้งแต่เมืองหลวงไทย ซึ่งเป็นที่ตั้งของชาติไทยแต่ต้นเดิม ลงมาจนถึงเมืองเชียงแสน เชียงราย เชียงใหม่ สวรรคโลก โศกโขทัย อยุธยาเก่า อยุธยาใหม่ และเมืองลโว้ลพบุรี นครไชยศรี นครครีธรรมราช ฤาเมืองซึ่งเป็นเจ้าครองเมือง เช่น กำแพงเพชร ไชยนาท พิษณุโลก เมืองสรรค์ สุพรรณ กาญจนบุรี เพชรบุรี เหล่านี้เป็นต้น บรรดาซึ่งได้เป็นใหญ่ในกาลครั้งใดครั้งหนึ่ง แล้วรวบรวมมาเป็นประเทศสยามอันหนึ่งอันเดียวนี้”

ภาพถ่ายเก่าขณะกำลังเคลือนย้ายเสาศิลาแลง วัดมหาธาตุ เมืองเก่าสุโขทัย

พระราชดำรัสดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับความเป็นมาของสยามว่า มีความเก่าแก่สืบย้อนไปไกลกว่ากรุงศรีอยุธยา ไกลกว่าสุโขทัย แต่ทั้งนี้ พระองค์ยังไม่ได้ทรงมีแนวคิดแบ่งยุคสมัยเรียงลำดับ “ราชธานี” ของ “ชาติไทย” ไม่ได้ยกให้สุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรก

ไม่นานหลังจากตั้งโบราณคดีสโมสร รัชกาลที่ 6 ขณะดำรงพระอิสริยยศสยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จประพาส กำแพงเพชร สุโขทัย สวรรคโลก พิษณุโลก และอุตรดิตถ์ แล้วทรงพระราชนิพนธ์ “เที่ยวเมืองพระร่วง” (ปี 2451) มีเนื้อหาเกี่ยวกับการสำรวจของโบราณตามเมืองต่าง ๆ มีการสืบค้นข้อมูลทั้งเรื่องเล่าและตำนานประกอบการตั้งข้อสันนิษฐานมากมาย 

ในส่วนคำนำ รัชกาลที่ 6 ทรงอธิบายว่า “…หวังจะให้เป็นหนทางที่ผู้ชำนาญในโบราณคดี จะได้มีโอกาสพิจารณาและสันนิษฐานข้อความเกี่ยวข้องด้วยเมืองสุโขทัย สวรรคโลก และกำแพงเพชรต่อไป การสันนิษฐานโดยมิได้ตรวจพื้นที่หรือโบราณสถานนั้นย่อมเป็นการยากนัก เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงหวังอยู่ว่าหนังสือเล่มนี้ อาจเป็นเครื่องช่วยในทางสันนิษฐานได้บ้างเล็กน้อย…”

เที่ยวเมืองพระร่วงอาจเป็นหนังสือเล่มแรก ๆ ที่เชื่อมโยงสุโขทัยกับ “ชาติไทย” ในฐานะที่เป็นอาณาจักรเก่าแก่ที่มีความเจริญรุ่งเรืองเมื่อในอดีต มีความเป็นมายาวนาน มีโบราณวัตถุสำคัญสำหรับเชิดหน้าชูตา  ดังที่รัชกาลที่ 6 ทรงระบุว่า “…บางทีจะทำให้คนไทยรู้สึกขึ้นมาบ้างว่า ชาติไทยของเราไม่ใช่ชาติใหม่ และไม่ใช่ชาติที่เป็นคนป่า หรือที่เรียกตามภาษาอังกฤษว่า ‘อันซิวิไลซ์’ ชาติไทยของเราได้เจริญรุ่งเรืองมามากแล้ว…”

สุโขทัยจึงถูกเชื่อมโยงให้เป็น “ราชธานี” แห่งแรกของ “ชาติไทย” ดังที่รัชกาลที่ 6 ทรงระบุว่า “สุโขทัยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรไทย” และ “สุโขทัยในเวลานั้นคงจะเป็นเมืองหลวงแห่งคณะไทยฝ่ายเหนือ” 

แต่ผู้ที่ให้กำเนิดโครงร่างประวัติศาสตร์ไทยและแบ่งยุคสมัยเรียงลำดับ “ราชธานี” ของ “ชาติไทย” และยกให้สุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรก คือ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

วัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เป็นที่ตั้งของอาคารสิ่งก่อสร้างสำคัญ ประกอบด้วย เจดีย์ประธานทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ พระอุโบสถ พระวิหาร มณฑปประดิษฐานพระอัฎฐารส และเจดีย์ราย

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงแก้ไขหนังสือ “พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา” เพื่อตีพิมพ์ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2457 โดยทรงเรียบเรียง “เรื่องพงศาวดารสยามประเทศตอนต้น ก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา” เพื่อจัดพิมพ์ครั้งนี้ ทรงระบุว่า ควรจัดเป็น 3 ยุค ตามลำดับ “ราชธานี” คือ สุโขทัย กรุงศรีอยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์

นอกจากนี้ ยังมีเรื่อง “ประวัติราชอาณาจักรสุโขทัย” อยู่ในเล่มด้วย ทรงชำระตรวจสอบกับตำราหลายเล่ม เช่น คำแปลศิลาจารึกหลักที่ 1, ตำนานพระสิหิงค์, ชินกาลมาลินี, ราชาธิราช และจดหมายเหตุจีนที่แปลโดยขุนเจนจีนอักษร (สุดใจ) เป็นต้น

เนื้อหาใน “ประวัติราชอาณาจักรสุโขทัย” เน้นเรื่องการเมืองการปกครองสมัยสุโขทัยที่มีกษัตริย์ทั้งหมด 5 พระองค์ ซึ่งสอดคล้องกับพระบรมราชวินิจฉัยของรัชกาลที่ 6 ที่ทรงกล่าวถึงในหนังสือเที่ยวเมืองพระร่วง แตกต่างเพียงรายละเอียดเล็กน้อยบางส่วน ในเรื่องกล่าวถึงกษัตริย์พระองค์สำคัญอย่าง “ขุนศรีอินทราทิตย์” พระเจ้าแผ่นดินสุโขทัยองค์แรก “เมื่อเป็นราชธานีมีอิสรภาพ” กษัตริย์พระองค์ที่ 3 คือ “พระเจ้าขุนรามคำแหง” ที่มีเรื่องราวกล่าวถึงมากเป็นพิเศษ

วริศรา ตั้งค้าวานิช ผู้เขียนหนังสือ “ประวัติศาสตร์ ‘สุโขทัย’ ที่เพิ่งสร้าง” อธิบายว่า “พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ที่มีพระนิพนธ์อธิบายเรื่องของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นหนังสือเล่มแรก ๆ ที่ระบุอย่างเป็นทางการชัดเจนว่า สุโขทัยเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ไทย ถือได้ว่า พระองค์เป็นผู้สถาปนาโครงสร้างประวัติศาสตร์ไทยที่มีลักษณะเป็นเอกภาพ ต่อเนื่องและยาวนาน”

นอกจากนี้ ในการแสดงบรรยายเรื่องพงศาวดารสยามของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ให้แก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2467 ยังทำให้เห็นแนวความคิดเกี่ยวกับการเชื่อมโยงสุโขทัยเข้ากับ “ชาติไทย” ในฐานะ “ราชธานี” แห่งแรก อีกด้วย โดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าว ย้อนไปถึงดินแดนประเทศไทยสมัยโบราณว่า มี “มนุษย์ 3 จำพวก” คือ ขอม ลาว และมอญ อยู่ในดินแดนนี้มาก่อน จนเมื่อมาถึงสมัยที่ “ไทยได้ปกครองสยามประเทศ” ชนเชื้อสายไทยถูกจีนรุกรานและได้อพยพลงมาจากจีนตอนใต้ โดยกล่าวถึงการที่พวกคนไทยในแถบล้านนาและสุโขทัย “ไม่ยอมให้พวกขอมบังคับตามชอบใจตั้งแต่ก่อน” จึงร่วมใจกันขับไล่ขอมออกไปและยกพ่อขุนบางกลางท่าวเป็นกษัตริย์ ครองเมืองสุโขทัย ทรงพระนามว่าพระเจ้าศรีอินทราทิตย์ผู้เป็น “ปฐมกษัตริย์ไทยซึ่งได้ปกครองสยามประเทศ” 

วริศรา ตั้งค้าวานิช อธิบายว่า เรื่องราวของสุโขทัยหลังปี 2450 ได้ถูกนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ “ชาติไทย” อย่างเป็นทางการ โดยผู้มีบทบาทสำคัญคือ รัชกาลที่ 6 และสมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ซึ่งทั้ง 2 พระองค์มีข้อวินิจฉัยใกล้เคียงกัน เห็นการเชื่อมโยงความคิดซึ่งกันและกัน มีการอธิบายเรื่องราวโดยประมวล วิเคราะห์ อ้างอิงหลักฐานจากเอกสารต่าง ๆ รวมทั้งการสำรวจทางโบราณคดี อย่างไรก็ตาม การอธิบายเรื่องราวยังเน้นความสำคัญที่เรื่องการเมือง การปกครอง และพระมหากษัตริย์ เป็นหลัก

วริศรา ตั้งค้าวานิช สรุปว่า “สิ่งที่เห็นได้อย่างเด่นชัดของการสร้างประวัติศาสตร์สุโขทัยในยุคนี้คือ การกำหนดยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ให้สุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย กล่าวเชื่อมโยงไปถึงความเป็น ‘ชาติ’ ที่มีมาอย่างยาวนานและเจริญรุ่งเรืองไม่แพ้ชาติใดในโลก ทั้งยังมีการให้ภาพสุโขทัยเป็นรัฐที่มีการปกครองดี เศรษฐกิจดี สังคมดี และประชาชนมีความสุข ซึ่งภาพของความเป็นสุโขทัยที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นโครงสร้างและกรอบความคิดอันสำคัญที่จะส่งต่อไปยังนักประวัติศาสตร์สามัญชนในยุคสมัยใกล้กัน รวมทั้งในยุคสมัยหลังจากนั้นด้วย”

 


เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 15 ตุลาคม 2563

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป