นางงามกับ “ความเป็นไทย” ในเวทีประกวดความงาม ฤาต้อง “สวยแบบไทยๆ” ?

วณี เลาหเกียรติ์ นางสาวสยามคนที่ 2 (ภาพจากหนังสือ สมุดภาพนางงาม 2488 ห้องสมุด พ.อ.สมชาย หอมจิตร)

เป็นที่รู้กันว่าถึงช่วงปลายปีทีไรก็จะเข้าสู่เทศกาล “ประกวดนางงาม” ที่กำลังจัดประกวดกันอย่างคึกคักตั้งแต่ระดับตำบลจนไปถึงเวทีระดับชาติ โดยแต่ละเวทีล้วนแล้วแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันออกไป  แต่ที่ทุกเวทีน้อยใหญ่มีเหมือนกันหมดนั่นก็คือการนำเสนอ “ความเป็นไทย” ผ่านรูปแบบต่างๆ เช่น การแต่งกายชุดไทย การแสดงศิลปวัฒนธรรม ไปจนถึงการตอบคำถาม ซึ่งหากมองย้อนไปในอดีตแล้ว  ความเป็นไทยยังส่งผลต่อการเลือก “ผู้ชนะ” ในการประกวดนางงามอีกด้วย และในปัจจุบันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนยังมีทัศนคติในการให้คำนิยามความงามของนางงามไทยที่ยังยึดติดกับคำว่า “หน้าไทย” หรือ “สวยแบบไทยๆ” ซึ่งความเชื่อดังกล่าวนั้นล้วนเป็นความงามแบบไทยแท้จริงหรือ?

นางงามไทย ต้องเลือดไทยแท้ ?

การประกวดนางงามซึ่งเป็นวัฒนธรรมตะวันตกได้เข้าสู่สังคมไทยในช่วงต้นทศวรรษ 2470 โดยปรากฏหลักฐานพบที่ จ.ลำพูน  เป็นครั้งแรก  ตามมาด้วย จ.เชียงใหม่  จ.เพชรบุรี และ จ.นครปฐม ตามลำดับ  ซึ่งแต่เดิมการประกวดนางงามถูกจัดขึ้นใน “งานเทศกาลประจำปีของท้องถิ่น” เพื่อสร้างความสนุกสนานให้แก่งาน จนกระทั่งการเกิดขึ้นของการประกวด “นางสาวสยาม” เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2477 ในงานฉลองรัฐธรรมนูญที่ส่งผลให้เริ่มมีการประกวดนางงามประจำจังหวัดทั่วทั้งประเทศ จึงทำให้การประกวดนางงามในยุคนั้นถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองภายใต้การนำของของรัฐบาล “คณะราษฎร”

ทัศนคติความงามแบบไทยในยุคปัจจุบัน อาจใช้ไม่ได้กับหลักเกณฑ์การคัดเลือกนางสาวสยามในยุคนั้น เพราะการประกวดนางสาวสยามในปีแรก ผู้ชนะคือ นางสาวกันยา  เทียนสว่าง จาก จ.พระนคร (กรุงเทพ) กลับมีรูปลักษณ์ความงามและผิวพรรณแบบตะวันตก จึงมีชื่อเล่นว่า “ลูซิล”

..ด้วยเหตุที่หน้าคมคาย จมูกโด่งเหมือนฝรั่ง พ่อแม่จึงตั้งชื่อให้ว่า ลูซิล” อีกทั้งเธอยังมีเชื้อสายมอญจากคุณยายของเธอ คือ นางยิ่ง สังขดุลย์ ผู้เป็นภรรยาของพระพิจิตรจำนง

(ซ้าย) กันยา เทียนสว่าง-นางสาวสยามคนแรก (ขวา) เรียม เพศยนาวิน-นางสาวไทยคนแรก

ในปีถัดมา (พ.ศ.2478) ผู้ชนะนางสาวสยาม คือ นางสาววณี  เลาหเกียรติ จากจ.พระนคร ซึ่งเธอก็เป็นสาวไทยเชื้อสายจีน ทายาทเจ้าของห้างเคียมฮั่วเฮ็งและเจ้าของที่ดินแปลงใหญ่ย่านถนนคอนแวนต์  นอกจากนี้ เธอยังนับถือศาสนาคริสต์อีกด้วย หรือแม้แต่ นางสาวเรียม เพศยนาวิน ก็เป็นสาวมุสลิมคนแรกที่ได้ครองตำแหน่งนางสาวไทยในปี พ.ศ.2482

ชีวิตและความรักของ “เรียม เพศยนาวิน” นางสาวไทยที่พบรักเจ้าผู้ครองรัฐในมาเลเซีย

ในส่วนของต่างจังหวัดก็พบว่าผู้ชนะการประกวดในบางพื้นที่ก็เป็นสาวไทยหลากหลายเชื้อชาติ อาทิ นางสาวกิมล้วน สาวไทยเชื้อสายจีนผู้ได้รับตำแหน่งนางงามประจำร้านในงานฤดูหนาว จ.เชียงใหม่  พ.ศ.2476 นางสาวติ้วหลัน เตียวตระกูล นางสาวลำปางคนแรก (พ.ศ.2478) ก็มีเชื้อสายจีนเช่นเดียวกัน และนางสาวลมุน พันธุมินทร์ สาวเชียงใหม่เชื้อสายพม่าที่ได้รับตำแหน่งนางสาวเชียงใหม่ พ.ศ.2484

จะเห็นได้ว่านางงามในเวทีท้องถิ่นและระดับชาติที่หยิบยกมา ล้วนแล้วแต่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนา แล้วนิยามความงามแบบไทยคืออะไร? ในเมื่อพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ชาติไทยก็ล้วนแล้วแต่การเกิดจากการผสมผสานหลากหลายชาติพันธุ์รวมกัน

นางงามหน้าฝรั่ง  ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย

นิยามความหมายของคำว่า “ลูกครึ่ง” ในสังคมไทยยุคนั้นให้น้ำหนักไปที่คนที่มีเชื้อชาติของประเทศตะวันตกผสมอยู่ เพราะหากพิจารณาจากนางงามไทยใบหน้าเอเชียก็แทบจะแยกไม่ออกว่าความงามแบบไทยแท้คืออะไร ดังนั้นจะพบว่าในปี พ.ศ. 2491 นางสาวเรณู พิบูลภานุวัฒน์ลูกเสี้ยวยุโรป ได้รองนางสาวไทย พ.ศ.2491 ต่อมาในปี พ.ศ. 2496 ก็มีนางงามที่เป็นลูกครึ่งคนแรก คือ นางสาวอมรา อัศวนนท์  ธิดาคนโตของหลวงประเจิดอักษรลักษณ์ (สมโภช อัศวนนท์) กับมาดามยอร์เฮท (Georgette) ชาวฝรั่งเศส  ได้รับตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับที่ 3 ในการประกวดนางสาวไทย และเธอยังเป็นตัวแทนสาวไทยคนแรกที่เข้าร่วมประกวดนางงามจักรวาล (Miss Universe) ณ สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนส่วนตัว

ฉากสุดท้ายของงานฉลองรัฐธรรมนูญเริ่มขึ้นเมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหารรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในปี พ.ศ.2500 และทำการยกเลิกงานฉลองรัฐธรรมนูญ การทำรัฐประหารดังกล่าวจึงเป็นเสมือนการตัดขาดอุดมการณ์ทางการเมืองกับคณะราษฎร

เมื่อยกเลิกงานฉลองรัฐธรรมนูญการประกวดนางสาวไทยก็ต้องถูกยกเลิกไปด้วย แต่ถึงอย่างไรก็ดีในส่วนของต่างจังหวัดก็ยังคงจัดงานโดยเปลี่ยนมาใช้ชื่อ “งานกาชาด” หรือ “งานฤดูหนาว” แทน ในขณะเดียวกันทางสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธฯ ได้จัดงานวชิราวุธานุสรณ์เพื่อรำลึกถึงพระเกียรติคุณในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในงานได้มีการจัดประกวดนางงามวชิราวุธในปี พ.ศ. 2504 เป็นปีแรกซึ่งนางสาวนงคราญ  โกลละสุต สาวไทยลูกเสี้ยวเนเธอร์แลนด์จากจังหวัดสงขลา ได้มงกุฎในปีนั้นมาครอบครอง

ความเป็นไทยในทัศนคตินางงาม

การประกวดนางงามในยุคก่อนทศวรรษ 2500 เกณฑ์การตัดสินจะเน้นไปที่ความสวยงามของรูปร่างหน้าตา ท่วงท่าของการเดิน และยังไม่ได้มีการตอบคำถามเหมือนในปัจจุบัน ดังนั้นความงามในยุคนั้นจะเน้นนางงามที่สวยตามแบบธรรมชาติ จนกระทั่งในปี พ.ศ.2507 หลังการอสัญกรรมของจอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์ มาได้ 1 ปี พลเอกประภาส  จารุเสถียร (ยศในขณะนั้น) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและยังดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธฯ ได้เสนอให้มีการเปลี่ยนชื่อการประกวดนางงามวชิราวุธมาเป็นนางสาวไทย ทั้งนี้โดยให้เหตุผลว่าเป็นการรักษาเกียรติของหญิงไทยที่เป็นนางงาม

…นางสาวไทยที่ได้รับการคัดเลือกแต่ต้นมา  ไม่เคยทำความเสียหายด่างพร้อยแก่สตรีไทย  แต่งงานเป็นหลักเป็นฐาน  และทำราชการได้ดิบได้ดีทั้งนั้น  แต่เมื่อมีการใช้ชื่ออื่น  เช่น เทพีนั่น  เทพีนี่  ก็ถูกชักจูงให้เสียหาย  แม้แต่ไปเป็นเมียน้อยเขาก็มากมาย  แต่ถ้าหากใช้ชื่อนางสาวไทย  อย่างน้อยก็ทำให้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกรู้จักรักษาชื่อเสียงตัวเอง ”

ดังนั้นในปี พ.ศ.2507 จึงมีการรื้อฟื้นการประกวดนางสาวไทยขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งผู้ที่ได้รับตำแหน่งคือ นางสาวอาภัสรา  หงสกุล ในขณะเดียวกันบริษัท Miss Universe Organization บริษัทเอกชนผู้จัดประกวดนางงามจักรวาลได้ติดต่อกองประกวดนางสาวไทยผ่านทางองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อ.ส.ท.) ให้ส่งนางสาวไทยเข้าร่วมประกวดนางงามจักรวาลโดยทางบริษัทฯจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ทั้งหมด

ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยมุ่งหวังว่าจะใช้การประกวดนางงามจักรวาลในการเผยแพร่ความเป็นไทยให้ชาวต่างชาติรู้จักผ่านการนำเสนอของสาวงามผู้เป็นตัวแทนประเทศไทย

ดังนั้นจะเห็นได้ว่านางสาวอาภัสรามักสวมชุดไทย หรือไม่ก็ชุดที่ตัดจากผ้าไทย พร้อมทั้งนำร่มบ่อสร้าง จาก จ.เชียงใหม่รวมถึงการไหว้ไปนำเสนอในระหว่างการประกวด อีกทั้งเนื้อหาของการสัมภาษณ์บนเวทีประกวดก็เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งสิ้น

“พิธีกร : ถ้าผมไปเที่ยวประเทศของคุณ  คุณอยากจะนำเสนอสิ่งใดมากที่สุด?  

“อาภัสรา : พระบรมหาราชวังค่ะ

“พิธีกร : ช่วยพูดเชิญชวนให้คนมาเที่ยวประเทศของคุณ เป็นภาษาของคุณ?

“อาภัสรา : โปรดมาเที่ยวที่เมืองของฉัน

ในที่สุดนางสาวอาภัสรา หงสกุล ก็เป็นผู้ชนะและเปิดหน้าประวัติศาสตร์นางงามจักรวาลคนแรกของไทย

การได้มงกุฎนางงามจักรวาลของไทยส่งผลให้เกิดปฏิรูปวงการนางงามในประเทศ  โดยเฉพาะการการนำเสนอความเป็นไทยผ่านตัวนางงามก็ถูกใช้อย่างเข้มข้นในปีต่อๆมา เพราะนางสาวไทยนอกจากจะเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดนางงามจักรวาลแล้ว ยังจะได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของประเทศ อีกทั้งเพิ่มรอบสัมภาษณ์เพื่อให้สอดคล้องกับการประกวดนางงามในเวทีโลก ซึ่งสาวงามที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจะต้องตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องทั่วไป เช่น ถ้าได้รับตำแหน่งนางสาวไทยจะช่วยเหลือสังคมอย่างไร คุณชอบทานอาหารไทยอะไร คุณจะนำเสนอความเป็นไทยอะไรในเวทีโลก ฯลฯ

ประวัติศาสตร์ “การคัดค้าน” ผลตัดสินประกวดนางงาม “ดราม่าแรกในวงการนางงามสยาม”

ความเป็นไทยในเวทีโลก

“การประกวดชุดประจำชาติยอดเยี่ยม” สามารถเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการนำเสนอ “ความเป็นไทย” บนเวทีนางงามจักรวาล ซึ่งนางสาวแสงเดือน แม้นวงศ์ นางสาวไทย พ.ศ.2512  ได้สวมชุด “นางรำ” จนได้รับรางวัลชนะเลิศชุดประจำชาติยอดเยี่ยมเป็นคนแรกของไทย จนกระทั่งผ่านมาให้หลังเกือบ 20 ปี  นางสาวภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก นางสาวไทย พ.ศ.2531 สามารถคว้ามงกุฎนางงามจักรวาลคนที่ 2 ของไทยพร้อมรางวัลชุดประจำชาติยอดเยี่ยม จึงเป็นการจุดกระแสความนิยมการนำเสนอความเป็นไทยผ่านเวทีนางงามให้ปะทุขึ้นอีกครั้ง ดังนั้นในปี พ.ศ.2535 ประเทศไทยจึงได้ขอเป็นเจ้าภาพจัดการประกวดนางงามจักรวาลครั้งแรก โดยมุ่งหวังเรื่องการเผยแพร่วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวไทยเป็นหลัก

ในขณะเดียวกัน การคัดเลือกตัวแทนประเทศปีนี้เป็นไปอย่างคึกคัก เพราะมีสาวสวยมากหน้าหลายตาทั่วประเทศรวมไปถึงสาวไทยจากต่างแดนต่างตบเท้าเข้ามาประกวด ซึ่งสาวงามตัวเต็งในปีนั้นเป็นสาวลูกครึ่งไทยอเมริกันนามว่า นางสาวจิดาภา  ณ ลำเลียง ที่สามารถกวาดรางวัลพิเศษไปถึง 4 รางวัล โดยคณะกรรมการมองว่าเธอควรได้รับรางวัลเนื่องจากพูดภาษาอังกฤษได้และสวยทันสมัยแบบสากล แต่คณะกรรมการอีกส่วนหนึ่งมองว่าเธอยังไม่เหมาะกับการเป็นตัวแทนประเทศไทย เพราะหน้าฝรั่ง พูดไทยไม่ชัด ไม่รู้วัฒนธรรมไทย สุดท้ายคณะกรรมการจึงตัดสินให้นางสาวอรอนงค์  ปัญญาวงศ์ สาวงามจากเชียงใหม่ ผู้ที่ได้รับรางวัลความสามารถพิเศษจากการฟ้อนสาวไหมเป็นผู้ชนะ เพราะมองว่าปีนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ต้องเลือกคนหน้าไทยและรู้จักความเป็นไทยอย่างดี

หากย้อนดูประวัติศาสตร์ผู้ครองมงกุฎนางสาวไทยที่ผ่านมาแล้วนั้น “ผู้ชนะ” ก็ล้วนแล้วแต่มีความงามตามความเข้าใจของคนส่วนใหญ่  ที่ให้คำนิยามความงามดังกล่าวว่า “สวยแบบไทยๆ” ซึ่งอาจเป็นการปิดกั้นการให้คุณค่าความงามของหญิงไทยเชื้อชาติอื่นบนพื้นฐานความงามแบบไทยแท้ที่ไม่มีอยู่จริง

 


อ้างอิง

นฤบาล  หว่างตระกูล  สัมภาษณ์, 11 ตุลาคม พ.ศ.2563.

วิศเวศ  วัฒนสุข.  สัมภาษณ์, 11 ตุลาคม พ.ศ.2563.

วิศเวศ  วัฒนสุข.  8 ทศวรรษ ดอกเอื้องเวียงพิงค์ สายสัมพันธ์แห่งอารยธรรม. กรุงเทพฯ : ม.ป.พ. 2549.

สุพัตรา  กอบกิจสุขสกุล. การประกวดนางสาวไทย (พ.ศ.2477 – 2530). วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต  สาขาวิชาประวัติศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,  2531.

อรสม  สุทธิสาคร.  ดอกไม้ของชาติ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์รวมทรรศน์. 2533.


เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 12 ตุลาคม 2563

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป