ราชสำนักชิงปรับตัว ส่งขุนนางศึกษาระบอบการปกครองรัฐธรรมนูญในตปท.

พระนางซูสีไทเฮา ประกาศพระราชโองการว่าด้วยการเตรียมใช้ระบอบรัฐธรรมนูญอันมีจักรพรรดิทรงเป็นประมุข (โดย Photographer: Yu Xunling, Scanned from Che Bing Chiu; Gilles Baud Berthier (2000) Yuanming Yuan : Le jardin de la clarté parfaite [Yuanming Yuan: The Garden of Perfect Clarity], Besançon: Editions de l'Imprimeur ISBN: 978-2-910735-31-9. (Empress Dowager Cixi (c. 1890).png) [Public domain or Public domain], via Wikimedia Commons)

หลังจากที่สงครามระหว่างญี่ปุ่นกับรัสเซียจบสิ้นลง ค.ศ. 1905 ประเทศเล็กๆ อย่างญี่ปุ่นกับชนะประเทศใหญ่อย่างรัสเซีย ผลของสงครามครั้งนี้กระทบความรู้สึกของราชสำนักชิง, ขุนนาง และราษฎษร์ทั่วไป หลายฝ่ายเริ่มพิจารณาผลของสงครามครั้งนี้เชื่อมโยงกับระบอบการปกครองประเทศจีน และเห็นว่าโดยทั่วกันว่า ญี่ปุ่นที่ปกครองระบอบรัฐธรรมนูญอันมีจักรพรรดิทรงเป็นประมุขเป็นฝ่ายชนะ ส่วนรัสเซียปกครอบระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นฝ่ายแพ้

ขุนนางคนสําคัญในราชสํานักอย่างหยวนซื่อข่าย โจวฟู และจางจือต้ง ได้ร่วมลงนามถวายฎีกาถึงจักรพรรดิ ทูลขอให้รัฐบาลราชวงศ์ชิงปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญอันมีจักรพรรดิทรงเป็นประมุข อีกทั้งเสนอให้ส่งขุนนางไปสํารวจการปกครองระบอบนี้ที่ประเทศอื่น

วันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ.1905 ราชสํานักชิง ประกาศ “พระราชโองการว่าด้วยการสํารวจศึกษาระบอบการปกครอง” กําหนดให้ส่งขุนนาง “แยกย้ายกันไปสํารวจศึกษาระบอบการปกทุกรูปแบบในประเทศต่างๆ ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก เพื่อจะได้เลือกใช้ส่วนที่ดีต่อไป”

วันที่ 24 กันยายน ค.ศ.1905 สถานีรถไฟประตูเจิ้งหยางในกรุงปักกิ่ง มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจำนวนมาก เนื่องจากพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางในราชสํานักต่างทยอยเดินทางมาส่งขุนนางใหญ่ทั้งห้าได้แก่ เจ้าชายไจ่เจ๋อ ไต้หงฉือ สวีซื่อชาง ตวนฟาง และซ่าวอิง ที่จะเดินทางออกนอกประเทศไปสํารวจศึกษาการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญ

แต่กระนั้นก็ยังเกิดเหตุการณ์ลอบสังหารขึ้น จากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย

อู๋เยวี่ยที่อยู่ฝ่ายปฏิวัติเห็นว่า การจะใช้ระบอบรัฐธรรมนูญอันมีจักรพรรดิทรงเป็นประมุข เป็นการแสดงละครหลอกลวงเพื่อกู้วิกฤตการปกครองของราชสํานักชิง เขาตัดสินใจลอบสังหารขุนนางใหญ่ทั้งห้า โดยอาศัยช่วงวุ่นวาย ขึ้นไปบนรถไฟ พร้อมซุกซ่อนลูกระเบิดทําเองไปด้วย แต่ลูกระเบิดที่ไม่ได้คุณภาพ เกิดระเบิดขึ้นก่อนเวลาอันควร อู่เยวี่ยถูกระเบิดเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะที่ขุนนางใหญ่ทั้งห้ามีซ่าวอิงที่ได้รับบาดเจ็บค่อนข้างสาหัส

การสํารวจศึกษารูปแบบปกครองระบอบรัฐธรรมนูญในต่างประเทศต้องเลื่อนออกไป

เพื่อที่จะป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นอีก การส่งคณะดูงานศึกษาการปกครองจึงจัดวางกําลังคนกันอย่างลับๆ แบ่งออกเป็น 2 เส้นทางและออกเดินทางคนละเวลากัน เส้นทางที่ 1 ประกอบด้วยเจ้าชายไจ่เจ๋อ หลี่เซิ่งตั๋ว และซ่างฉีเฮิง เดินทางไปประเทศอังกฤษ, ฝรั่งเศส, เบลเยี่ยม และญี่ปุ่น  เส้นทางที่ 2 ประกอบด้วยไต้หงฉือและตวนฟาง พวกเขาเดินทางไป ประเทศสหรัฐอเมริกา, เยอรมนี, อิตาลี และออสเตรีย

ขุนนางและคณะที่เดินทางไปสำรวจระบบการปกครองและรัฐธรรมนูญในทวีปยุโรป ถ่ายภาพร่วมกันที่กรุงโรม

วันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ.1905 ไต้หงฉือ ตวนฟางและคณะกว่า 40 คน ทยอยกันมาถึงสถานีรถไฟประตูเจิ้งหยาง กรุงปักกิ่ง พวกเขาโดยสารรถไฟผ่านเมืองเทียนจิน เมืองฉินหวงเต่า แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นโดยสารเรือกลไฟไปเมืองเซี่ยงไฮ้ จากนั้นก็โดยสารเรือไปยังประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปและอเมริกา ถือเป็นการเริ่มต้นการเดินทางไปยังตะวันตก

วันที่ 11 ธันวาคมปีเดียวกัน เจ้าชายไจ่เจ๋อ หลี่เซิ่งตั๋ว ซ่างฉีเฮิงและคณะก็ออกเดินทางจากกรุงปักกิ่ง พวกเขามุ่งหน้าไปเมืองเซี่ยงไฮ้ เดือนมกราคมในปีถัดไป สมาชิกของคณะสํารวจศึกษาระบอบการปกครองกลุ่มนี้โดยสารเรือกลไฟ ของบริษัทฝรั่งเศส ไปประเทศญี่ปุ่น จากนั้นค่อยไปประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปต่อ

ภายในระยะเวลาสั้นที่สุด สิ่งที่พวกเขาไปสํารวจศึกษานั้นเกี่ยวข้อง กับด้านต่างๆ ของประเทศในทวีปยุโรปและอเมริกา เช่น ระบอบการปกครอง รัฐธรรมนูญ การคลัง และระบบทหาร เป็นต้น กิจกรรมหลักๆ ของพวกเขามีดังนี้

1.สํารวจศึกษาระบบรัฐสภา โดยหลักแล้วพวกเขาไปเยือนรัฐสภา คณะสํารวจศึกษาได้เยือนรัฐสภา 17 แห่ง โดยเน้นรัฐสภาของประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี และ อิตาลี เป็นต้น

2.เยี่ยมคารวะบุคคลสําคัญในระบอบการปกครองแบบรัฐธรรมนูญ เช่น ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา พวกเขาเชิญสมาชิกรัฐสภา กล่าวสุนทรพจน์เรื่องระเบียบข้อบังคับการปกครองตนเองระดับท้องถิ่นของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ณ ที่พักของพวกเขา, ที่ประเทศเยอรมนี ไต้หงฉือได้เข้าเฝ้าจักรพรรดิแห่งเยอรมนีและรับฟังพระราชดํารัสของพระองค์, ที่ประเทศรัสเซียได้เข้าพบเซอร์เกย์ ยุลเยวิชวิตเตอ อดีตนายกรัฐมนตรีรัสเซีย

3.เก็บรวบรวมหนังสือและข้อมูลด้านการเมืองการปกครอง คณะสํารวจศึกษายังนําข้อมูลด้านต่างๆ อย่างรัฐธรรมนูญ การคลัง และการทหารกลับไปด้วย หลังกลับถึงกรุงปักกิ่ง พวกเขาแบ่งข้อมูลเหล่านั้นเป็นหมวดหมู่และเรียบเรียงเป็นหนังสือออกมาจํานวนมาก

นอกจากนี้หลังจากสํารวจศึกษาในแต่ละประเทศเสร็จแล้ว ไต้หงฉือและคณะก็จะรายงานเรื่องราวและความรู้สึก รวมถึงข้อสรุป ที่ได้จากการสํารวจศึกษาแก่ราชสํานักชิงโดยทันทีทุกครั้ง

เดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ค.ศ.1906 ไต้หงฉือ ตวนฟางและคณะเดินทางกลับประเทศจีน จากนั้นพวกเขาเสนอแผนกลยุทธ์ สําคัญในการปฏิรูปการเมืองการปกครองแก่ราชสํานักชิง เนื้อหาหลัก ได้แก่ 1.ใช้ระบอบรัฐธรรมนูญอันมีจักรพรรดิทรงเป็นประมุข 2. ปฏิรูประบบขุนนาง 3. พัฒนาความรู้ของประชาชน

1 กันยายน ค.ศ.1906 พระนางซูสีไทเฮารับสั่งให้รัฐบาลราชวงศ์ชิงออกประกาศ พระราชโองการว่าด้วยการเตรียมใช้ระบอบรัฐธรรมนูญอันมีจักรพรรดิทรงเป็นประมุข ถึงแม้ผู้คนในชนชั้นและระดับต่างๆ จะมีท่าทีต่อเรื่องนี้แตกต่างกัน แต่ถือเป็นเหตุการณ์ใหญ่เหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่

20 กันยายน ค.ศ. 1907 รัฐบาลราชวงศ์ชิงออกคำสั่งจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ

27 สิงหาคม ค.ศ. 1908 รัฐบาลราชวงศ์ชิงประกาศเอกสารชื่อว่า “โครงร่างรัฐธรรมนูญแห่งจักรพรรดิ” มีเนื้อหาทั้งหมด 23 มาตรา กําหนดว่าจักรพรรดิทรงมีพระราชอํานาจสูงสุด ขณะเดียวกันก็กําหนดว่าการเตรียมใช้ระบอบรัฐธรรมนูญอันมีจักรพรรดิทรงเป็นประมุขนั้น ใช้ระยะเวลา 9 ปี

ค.ศ.1910 จากการเรียกร้องอันแรงกล้าของฝ่ายสนับสนุนให้มีการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญอันมีจักรพรรดิทรงเป็นประมุข รัฐบาลราชวงศ์ชิงถูกบีบบังคับให้ปรับระยะเวลาการเตรียมใช้ระบอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวเร็วขึ้น 3 ปี

เดือนพฤษภาคม ค.ศ.1911 รัฐบาลราชวงศ์ชิงซึ่งจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่มำจวน 13 คน แต่กลับมีพระบรมวงศานุวงศ์มากถึง 5 คน คณะรัฐมนตรีชุดนี้จึงถูกเรียกว่า “คณะรัฐมนตรีราชนิกุล” การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีราชนิกุล ทําให้ฝ่ายสนับสนุนให้มีการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญอันมีจักรพรรดิทรงเป็นประมุข หันไปสู่แนวทางการปฏิวัติกันทีละคน

เดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1911 หลังจากการปฏิวัติอู่ชางเกิดขึ้น รัฐบาลราชวงศ์ชิงประกาศ “ข้อบัญญัติสําคัญ 19 ประการเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ” ออกมา แต่มิอาจกอบกู้สถานการณ์ได้ สุดท้ายจึงล้มเหลวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ลด 40% กลับมาแล้ว! สมัครรับนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 1 ปี (12 ฉบับ) ลดเหลือเพียง 1,200 บาท เฉพาะสมัครวันที่ 9-15 ม.ค. 2564 เท่านั้น คลิกสมัครและดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

 


ข้อมูลจาก

เส่าหย่ง, หวังไห่เผิง-เขียน, กำพล ปิยะศิริกุล-แปล. หลังสิ้นบัลลังก์มังกร ประวัติศาสตร์จีนยุคเปลี่ยนผ่าน, สำนักพิมพ์มติชน ตุลาคม 2560


เผยแพร่ข้อมูลในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 ตุลาคม 2563

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป