สมเด็จพระเจ้าเสือ พระราชโอรสลับ? พระราชโอรสจริง? พระราชโอรสใคร?

พระบรมสาทิสลักษณ์ (ช้าย) สมเด็จพระเพทราชา (ขวา) สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในทัศนะของชาวตะวันตก

สมเด็จพระเจ้าเสือเป็นพระราชโอรสใคร? การเรียนการสอนประวัติศาสตร์ในโรงเรียนส่วนใหญ่ และหลักฐานจำนวนมากของไทยมักเสนอไปในทางเดียวกันว่า พระองค์เป็นโอรสลับของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่วันนี้ รศ. (พิศษ) นพ.เอกชัย โควาวิสารัช คุณหมอนักเขียนผู้สนใจประวัติเสนอว่า “สมเด็จพระเจ้าเสือเป็นพระราชโอรสจริงของสมเด็จพระเพทราชา” ในผลงานล่าสุดของท่านที่ชื่อว่า ชันสูตรประวัติศาสตร์ ไขปริศนาพระนารยณ์

ที่ผ่านมา สมมติฐานเรื่องสมเด็จพระเจ้าเสือเป็นพระราชโอรสใคร จำแนกเป็น 3 แนวทางคือ 1. สมเด็จพระนารยณ์มหาราช-พระราชบิดา, นางลาว พระราชธิดารเจ้าเมืองเชียงใหม่-พระราชมารดา 2. สมเด็จพระนารายณ์มหาราช-พระราชบิดา เจ้าจอมบุญ-พระราชมารดา 3. สมเด็จพระเพทราชา-พระราบิดา ส่วนพระราชมารดา ไม่ปรากฏนาม

ที่นี้ก็มาดูการวิเคราะห์ของ นพ.เอกชัย ที่มีข้อมูลเอกสารต่างๆ เป็นที่อ้างอิงกันในแต่ละสมมติฐานกัน ที่เราสรุปย่อมากัน

เริ่มจากสมมติฐานยอดนิยม สมมติฐานที่1.สมเด็จพระนารยณ์มหาราช-พระราชบิดา นางลาว พระราชธิดารเจ้าเมืองเชียงใหม่-พระราชมารดา  แม้พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหมอบรัดเล บันทึกเรื่องนี้ไว้ว่า เช่น สมเด็จพระนารายณ์มหาราชไม่ทรงรับนางลาวที่ทรงครรภ์กับพระองค์ เป็นพระสนมเพราะทรงละอายต่อพระสนมทั้งปวง แต่พระราชทานให้พระเพทราชาไปเลี้ยงดู และครั้งที่พระองค์เสด็จพราชดำเนินไปนมัสการพระชินราช พระชินสีห์ที่เมืองพิษณุโกล  นางลาวที่มีครรภ์ก็ตามเสด็จและมีคลอดบุตรชายชื่อเดื่อ ซึ่งก็คือสมเด็จพระเจ้าเสือในเวลาต่อมา

นพ.เอกชัยวิเคราะห์ว่า สมเด็จพระนารายณ์พระราชทานนางลาวแก่พระเพทราชา เพราะทรงละอายต่อพระสนมทั้งปวง เป็นเรื่องไม่สมเหตุผล เพราะพระมหากษัตริย์เป็นเจ้าชีวิต เป็นกฎหมาย  ไม่ว่าพระสนมจะเป็นชาวต่างชาติใดๆ จึงไม่ใช่เรื่องน่าละอาย  นอกจากนี้นางลาวที่ครรภ์แก่ ไม่น่าจะได้ติดตามการเสด็จดังกล่าว เพราถ้ามีการคลอดระว่างทางจะทำให้กระบวนเสด็จวุ่นวาย

นอกจากนี้หลักฐานของนายแพทย์ประจำคณะราชทูตเยอรมันที่เข้ามาเจิญสัมพันธไมตรี เมื่อ พ.ศ. 2233 ต้นรัชกาลสมเด็จพระเพทราชาว่า สมเด็จพระเจ้าเสือพระมหาอุปราชมีพระชนม์ 20 พรรษา แสดงว่าพระองค์ประสูติ พ.ศ. 2213  แต่เมืองเชียงใหม่ตกเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยาพ.ศ. 2205  หากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงมีสัมพันธ์กับพระธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่จริง สมเด็จพระเจ้าเสือก็ควรทรงพระราชสมภพในช่วง พ.ศ. 2205-06 ไม่น่าจะเลยไปถึง พ.ศ. 2213

ส่วนที่พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหมอบรัดเล บันทึกว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเคยรับสั่งกับสมเด็จพระเจ้าเสือครั้งเป็นนายเดื่อมหาดเล็ก เมื่อประทับหน้าพระฉาย (กระจก) คู่กับพระองค์ว่าเห็นเป็นอย่างไร นายเดื่อกราบทูลว่ารูปพรรณทั้งสองมีความคล้ายคลึงกัน สมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ทรงเมตตาพระราชทานเงินทองและข้าวของจำนวนมาก ฯลฯ

ประเด็นนี้เป็นรูปลักษณ์ภายนอก และคงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นจริงหรือไม่ เพราะพระบรมสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่เราเคยเห็นกันนั้น ก็เป็นการเขียนในหลายวาระ ส่วนพระบรมสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้าเสือกลับไม่เคยปรากฏเลย

สมมติฐานที่ 2 สมเด็จพระนารายณ์มหาราช-พระราชบิด เจ้าจอมบุญ-พระราชมารดา คำให้การขุนหลวงหาวัดบันทึกว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงไม่ยอมรับเจ้าจอมสมบุญซึ่งเป็นคนโปรดของพระองค์ที่มีครรภ์อยู่ โดยยกทรงให้พระเพทราชา (เมื่อครั้งทรงเป็นเจ้าพระยาสุรสีห์) แต่ไม่ทำลายครรภ์ เพราะเหตุที่พระศรีศิลป์กุมารซึ่งเป็นพระโอรสของเชษฐา (ที่ไม่ได้เกิดจากพระมเหสี) เคยเป็นขบถต่อพระองค์ และสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงขอให้ได้พระราชโอรสอันเกิดในพระครรภ์ของพระมเหสี ทั้งตรัสกับพระสนมทั้งปวงว่าใครมีครรภ์จะทำลาย

นพ.เอกชัยอธิบายว่า ปกติการสืบราชสมบัติในสมัยอยุธยา จะสืบต่อทางพระราชอนุชาก่อน หากไม่มีจึงสืบทางพระราชโอรส และก็ไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นพระราชโอรสที่ประสูติแต่พระมเหสีเท่านั้นจึงมีสิทธิในราชบัลลังก์  เช่น รัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาทองก็ทรงมอบราชสมบัติให้เจ้าฟ้าชัยซึ่งมิได้ประสูติแต่พระมเหสี การทำลายครรภ์อันเกิดแต่พระสนมจึงไม่มีเหตุผลที่สมควร นอกจากนี้ยังอาจเป็นความคลาดเคลื่อนจาก คำให้การขุนหลวงหาวัด เพราะเป็นการแปลจากภาษารามัญ จึงอาจเกิดความเข้าใจผิดระหว่างภาษาได้

สมมติฐานที่ 3.สมเด็จพระเพทราชา-พระราบิดา ส่วนพระราชมารดา ไม่ปรากฏนาม เป็นสมมติฐานที่อ้างอิงจาก เอกสารชั้นต้นของชาวต่างชาติที่เดินทางมากรุงศรีอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เช่น จดหมายมองเซนเยอร์เดอซีเซ ถึงผู้อำนวยการคณะกรรมการต่างประเทศ ลงวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1703, จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ฯลฯ กลับบันทึกไปในแนวทางเดียวกันว่า “สมเด็จพระเจ้าเสือทรงเป็นพระราชโอรสจริงของสมเด็จพระเพทราช”

นอกจากนี้หากพิจาณาพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหมอบรัดเล ตอนหนึ่งบันทึกเหตุการณ์ เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงพระประชวรหนัก พระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์ไปเข้าเฝ้ากราบบังคมทูลว่า ถ้าพระองค์สวรรคต จะถวายราชสมบัติให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมพระราชวังหลัง สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงกริ้วมาก ถึงกับตรัสว่าขอให้พระองค์มีพระชนมชีพอีก 7 วัน จะขอดูหน้ากบฏสองคนพ่อลูก นพ.เอกชัยท้วงว่า หากสมเด็จพระเจ้าเสือเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระนารายณ์ พระองค์น่าจะทรงตัดพ้อ หรือตำหนิว่าเป็นทรพีที่ฆ่าทรพาผู้เป็นพ่อเช่นในรามเกียรติ์มากกว่า

ส่วนที่มีข้อคัดค้านว่า พระเพทราชามิใช่พระราชบิดาของสมเด็จพระเจ้าเสือ เพราะเมื่อสมเด็จพระเพทราชาทรงพระประชวรใกล้สวรรคต มิได้ทรงยกราชสมบัติให้สมเด็จพระเจ้าเสือที่เป็นพระราชโอรสพระองค์โต แต่กลับทรงยกให้ เจ้าฟ้าพระยอดขวัญ ซึ่งเป็นพระราชโอรสซึ่งประสูติแต่กรมหลวงโยธาทิพ

ประด็นนี้ นพ.เอกชัยอธิบายว่า สมัยกรุงศรีอยุธยามีอยู่หลายครั้งที่พระราชสมบัติมิได้แก่พระราชโอรสพระองค์โต เช่น สมเด็จพระเจ้าท้ายสระทรงยกราชสมบัติให้เจ้าฟ้าอภัย แทนที่จะเป็นเจ้าฟ้านเรนทรพระราชโอรสองค์โต, สมเด็จพระเจ้าบรมโกศก็ทรงตั้งกรมขุนพรพินิต พระราชโอรสองค์เล็กสุดเป็นกรมพะราชวังบวรสถานมงคลเพื่อเป็นองค์รัชทายาท นอกจากนี้เจ้าฟ้าพระยอดขวัญยังเป็นพระราชโอรสที่ประสูติภายใต้พระเศวตฉัตร (พระราชบิดาทรงเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว) หรือเป็นความเสน่หาที่สมเด็จพระเพทราชามีต่อเจ้าฟ้าพระยอดขวัญ

กรณีคลาสสิก ที่เคยเชื่อกันว่าสมเด็จพระเจ้าเป็นพระราชโอรสลับ (สมเด็จพระนารายณ์มหาราช) มานานก็เริ่มถูกท้าทายว่าพระองค์เป็นพระราชโอรสจริง (สมเด็จพระเพทราชา) และอาจมีประเด็นอื่นต่อไปในอนาคต เมื่อมีการค้นคว้าใหม่ทางวิชาการเกิดขึ้น

 

พิเศษ ลด 40%! สมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ลดราคาพิเศษ 40% เฉพาะสมัครวันนี้ถึง 11 ตุลาคม 2563 เท่านั้น คลิกดูรายละเอียดที่นี่


ข้อมูลจาก

รศ. (พิเศษ) นพ.เอกชัย โควาวิสารัช. ชันสูตรประวัติศาสตร์ ไขปริศนาพระนารายณ์, สำนักพิมพ์มติชน ตุลาคม 2563


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 กันยายน 2563

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป