เจ้านายสตรีที่ถูกถอดจากฐานันดรศักดิ์ กระทำผิดกฎมณเฑียรบาล-เสื่อมเสียเกียรติยศ

(ภาพประกอบเนื้อหา) จากซ้าย หม่อมเจ้าพร้อมเพราพรรณ ดิศกุล, หม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิสกุล และหม่อมเจ้าสรรพสมบูรณ์ ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

เจ้านายสตรีไทยที่ถูกถอดออกจากฐานันดรศักดิ์ ที่ปรากฏหลักฐานมี 5 พระองค์ คือ พระองค์เจ้ายิ่งเยาวลักษณ์, หม่อมเจ้าออน, หม่อมเจ้าแฝง, หม่อมเจ้าจันทร์เจริญ และหม่อมเจ้าอุบลพรรณี โดยถูกถอดจากฐานันดรศักดิ์เนื่องจากกระทำผิดกฎมณเฑียรบาลเป็นการเสื่อมเสียพระเกียรติยศ อันมีต้นเหตุมาจากปัญหาเรื่อง “ความรัก” และ “การเงิน” เป็นสำคัญ

พระองค์เจ้ายิ่งเยาวลักษณ์

เจ้านายสตรีที่ถูกถอดจากฐานันดรศักดิ์ที่เป็นเรื่องราวใหญ่โตมากที่สุดคงหนีไม่พ้น หม่อมยิ่ง หรือ พระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้ายิ่งเยาวลักษณ์ อรรคราชสุดา พระราชธิดาพระองค์แรกในรัชกาลที่ 4 ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาแพ

เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2429 เมื่อพระองค์เจ้ายิ่งเยาวลักษณ์ทรงคลอดลูกที่พระตำหนักในวังหลวง ทำการสอบสวนจนได้ความว่า พระองค์ทรงลักลอบมีความสัมพันธ์กับชายสามัญชนชื่อว่า โต ซึ่งได้ลอบเข้ามาในวังหลวง โดยปีนกำแพงวังเข้ามาที่พระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาทถึง 4 ครั้ง

ความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์เจ้ายิ่งเยาวลักษณ์กับนายโตเกิดขึ้นก่อนหน้านี้หลายปี ทั้งสองรู้จักกันตั้งแต่เมื่อครั้งที่นายโตบวชเป็นภิกษุอยู่ที่วัดราชประดิษฐ์ โดยมีทาสของพระองค์เจ้ายิ่งเยาวลักษณ์ชื่อว่า เผือก เป็นคนกลางให้การช่วยเหลือติดต่อกันเสมอ นายโตเป็นพระที่ช่างประจบผู้ใหญ่และมีกิริยาไม่สำรวมจึงถูกขับออกจากวัดราชประดิษฐ์ไปอยู่วัดบุญศิริมาตยาราม ต่อมาเมื่อสึกแล้ว พระองค์เจ้ายิ่งเยาวลักษณ์ทรงอุปการะนายโต ทั้งเช่าตึกแถวที่ถนนเจริญกรุงให้อาศัย มอบแหวนเพชรและเงินทองให้ใช้ จนกรมหมื่นพรหมวรานุรักษ์ (พระอนุชาของพระองค์เจ้ายิ่งเยาวลักษณ์) ถึงกับทรงเตือนว่า การเลี้ยงดูนายโตเกินงามเช่นนี้จะมีข้อครหา

กระทั่ง นายโตลอบเข้ามายังพระตำหนักของพระองค์เจ้ายิ่งเยาวลักษณ์ “ซึ่งค่ำนั้นไม่มีคนอยู่ อ้ายโตเข้ามาอยู่ในห้องนอนหม่อมยิ่งเมื่อใดไม่ทราบ อ้ายโตแต่งตัวคล้ายผู้หญิงห่มสไบเข้ามา หม่อมยิ่งจึงพูดกับอ้ายโตว่า ช่างกล้าหาญเหลือเกิน อ้ายโตตอบหม่อมยิ่งว่า หม่อมยิ่งไม่เลี้ยงดูอ้ายโตแล้วไม่ทำอย่างนี้จะมีที่ไหนกิน และความรักหม่อมยิ่งจึงอุตส่าห์เข้ามา หม่อมยิ่งให้อ้ายโตแอบอยู่หลังเตียง แล้วหม่อมยิ่งไปรับประทาน อาบน้ำ และเข้านอนบนเตียง หาได้ดับไฟไม่ อ้ายโตเข้าหาหม่อมยิ่งได้เสียกัน หม่อมยิ่งมีความเสียใจที่ประพฤติชั่ว อ้ายโตได้ปลอบหม่อมยิ่ง หม่อมยิ่งได้ให้สายสร้อยบั้นเอวทองคำ สายนาฬิกาทองคำสายหนึ่ง แหวนเพชรวงหนึ่ง กับเงินให้อ้ายโตคาดเอวไปด้วย…”

เวลาผ่านไป พระองค์เจ้ายิ่งเยาวลักษณ์ทรงตั้งครรภ์และท้องโต แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะทรงตั้งครรภ์ คิดเพียงว่าประชวรโรคท้องมาน จนความแตกเมื่อทรงคลอดลูก

กฎมณเฑียรบาลระบุโทษลักษณะนี้ถึงขั้นประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม รัชกาลที่ 5 พระราชทานอภัยโทษ มิให้เฆี่ยนและประหารชีวิตพระองค์เจ้ายิ่งเยาวลักษณ์ แต่ให้ริบราชบาตรและให้ถอดจากฐานันดรศักดิ์ลงเป็นเพียงหม่อม และเรียกชื่ออย่างคนสามัญ ส่วนนายโตถูกประหารชีวิต

พระองค์เจ้ายิ่งเยาวลักษณ์

หม่อมเจ้าออน

สำหรับเจ้านายสตรีที่ถูกถอดจากฐานันดรศักดิ์ อันมีต้นเหตุมาจากปัญหาเรื่อง “การเงิน” คือหม่อมเจ้าออนและหม่อมเจ้าแฝง ซึ่งได้ขายตัวเป็นทาส

หม่อมเจ้าออน พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเรณู (พระราชโอรสในรัชกาลที่ 2) เมื่อพระบิดาสิ้นพระชนม์ หม่อมเจ้าออนชันษาได้เพียง 9 ปี มีสภาพชีวิตแทบไม่แตกต่างจากคนรับใช้ทั่วไปในวังหลวง หม่อมเจ้าออนจึงเลือกหาชีวิตที่ดีกว่าภายนอกวัง โดยหนีไปแต่งงานกับชายสามัญชนชื่อ แสง แล้วปลอมตัวเป็นไพร่ใช้ชื่อว่า เอม มีบุตรด้วยกันคนหนึ่งชื่อ แพ

หม่อมเจ้าออนไม่สามารถดำรงชีวิตท่ามกลางสังคมและเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงจึงต้องขายตัวเป็นทาสแก่นายเงินอยู่หลายคน จนตกเป็นทาสของเถ้าแก่ปริกเป็นเวลา 11 ปี กระทั่ง หม่อมเจ้าออนพาบุตรหลบหนีไปอยู่กับหม่อมเจ้าเจริญจิตร ผู้ทรงเป็นพระขนิษฐา เถ้าแก่ปริกทราบเรื่องจึงทูลเกล้าฯ ถวายฎีการ้องทุกข์

เรื่องของหม่อมเจ้าออนไปถึงที่ประชุมเสนาบดีสภา เมื่อ พ.ศ. 2435 รัชกาลที่ 5 มีพระราชวินิจฉัยว่า “…หม่อมเจ้าออนมิได้ประพฤติตัวตามบันดาศักดิ์ บังอาจยอมเปนเมียอ้ายแสงซึ่งเปนไพร่ตํ่าศักดิ์ แล้วไปขายตัวเปนทาษผู้มีชื่อต่อ ๆ มา จนถึงเถ้าแก่ปริกนี้ หม่อมเจ้าออนมีความผิดให้ถอดหม่อมเจ้าออนจากยศบันดาศักดิ์หม่อมเจ้าออน แล้วเอาตัวมาจำไว้ในพระบรมมหาราชวัง…”

หม่อมเจ้าออนใช้ชีวิตนอกวังนานกว่า 35 ปี เมื่อถูกถอดจากฐานันดรศักดิ์ก็รับราชการอย่างสามัญชนในวังหลวงเรื่อยมาจนมีอายุถึง 60 ปี แม้จะไร้อิสรภาพแต่ก็แลกมากับชีวิตที่ไม่ต้องระหกระเหินเหมือนแต่ก่อน

หม่อมเจ้าแฝง

หม่อมเจ้าแฝง เป็นพระธิดาในพระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชายเริงคนอง (พระองค์เจ้าชายป๊อก) (พระโอรสในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ วังหน้าสมัยรัชกาลที่ 3) ได้ขายตัวเป็นทาสพระอภัยพลภักดิ์ ภายหลังพยายามหลบหนี แต่พลตระเวนจับตัวกลับมาได้ ระหว่างถูกจำตรวนนั้นคลอดบุตรคนหนึ่ง ซึ่งมีสามีเป็นชายสามัญชนชื่อ จัน

รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่า หม่อมเจ้าแฝงมีบรรดาศักดิ์เป็นหม่อมเจ้าได้รับเบี้ยหวัดตามเกียรติยศสืบมา หากแม้มีปัญหาสิ่งใดควรกราบทูลแก่เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ในราชสกุลให้ทรงทราบถึงความทุกข์ร้อน จึงจะสมควร มิใช่ขายตัวลงเป็นทาสสร้างความเสื่อมเสียแก่พระราชวงศ์ ดังนั้น จึงทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า

“หม่อมเจ้าหญิงแฝงมิได้ประพฤติตัวตามบรรดาศักดิ์ทําให้เสียเกียรติยศราชตระกูล บังอาจยอมเปนเมียนายจัน ซึ่งเปนไพร่ต่ำศักดิ์มีความผิดอยู่ชั้นหนึ่งแลไปขายตัวเป็นทาษพระอภัยพลภักดิ์มีความผิดอีกชั้นหนึ่ง ให้ถอดหม่อมเจ้าแฝงจากยศบรรดาศักดิ์หม่อมเจ้า แล้วเอาตัวมาจำไว้ในพระบรมมหาราชวัง” 

นอกจากกรณีของหม่อมเจ้าออนและหม่อมเจ้าแฝงแล้ว ยังมีกรณีหม่อมเจ้าหวาน ซึ่งได้ขายตัวเป็นทาสแก่พระองค์เจ้าบงกชและได้หลบหนีไป รัชกาลที่ 5 ทรงตัดสินให้จำตัวหม่อมเจ้าหวานไว้ในวังหลวง แต่ไม่ได้ถอดจากฐานันดรศักดิ์ จำตัวไว้จนกว่าจะมีผู้มารับรองว่าจะไม่ให้หม่อมเจ้าหวานขายตัวเป็นทาสอีก

กฎมณเฑียรบาล

เมื่อเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 6 สังคมทันสมัยและเปิดกว้างกว่ายุคก่อน ๆ จึงทำให้มีเจ้านายสมรสจำนวนมาก บ้างก็นำความกราบบังคมทูล บ้างก็สมรสโดยไม่ได้กราบบังคมทูล ดังนั้น รัชกาลที่ 6 จึงทรงตรากฎมณเฑียรบาลขึ้นมาว่า หากเจ้านายจะทำการสมรสต้องนำความกราบบังคมทูลให้ทรงทราบ เพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสียก่อน

ครั้นหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐบาลคณะราษฎรได้แก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลดังกล่าว อีก 3 มาตรา มาตรา 3 สรุปว่า เจ้านายชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปหากจะสมรสต้องนำความกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตเสียก่อน มาตรา 4 สรุปว่า หากเจ้านายสตรีจะสมรสกับสามัญชน อันไม่ต้องด้วยพระราชประเพณีนิยม ต้องกราบบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์เสียก่อน และหากเจ้านายพระองค์ใดฝ่าฝืนมาตรา 3 และ 4 ให้ถอดจากฐานันดรศักดิ์เสีย

เจ้านายสตรีหลายพระองค์ได้ปฏิบัติตามกฎมณเฑียรบาลดังกล่าวหลายพระองค์ เพื่อสมรสกับชายสูงศักดิ์หรือชายสามัญชน ทว่ามีเจ้านายสตรีสองพระองค์ที่มิได้ปฏิบัติถูกต้องตามกฎ คือ หม่อมเจ้าจันทร์เจริญ รัชนี และหม่อมเจ้าอุบลพรรณี วรวรรณ

หม่อมเจ้าจันทร์เจริญ

หม่อมเจ้าจันทร์เจริญ รัชนี พระธิดาในพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ “ทรงประพฤติไม่ต้องด้วยพระราชนิยม และละเมิดกฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสมรสพระราชวงศ์ แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2475 ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ลงมติให้ถอดหม่อมเจ้าจันทรเจริญ รัชนี ออกเสียจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์…”

หม่อมเจ้าอุบลพรรณี

หม่อมเจ้าอุบลพรรณี วรวรรณ

หม่อมเจ้าอุบลพรรณี วรวรรณ พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงเป็นเจ้านายสตรีพระองค์แรกที่สมรสกับชาวต่างประเทศ หลังจากที่ทรงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากรัชกาลที่ 7 เพื่อเสด็จไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2472

หม่อมเจ้าอุบลพรรณีทรงพบรักกับนายแฮรี่ แครบบ์ พนักงานบริษัท Union Western Telegraph Ltd. ในระหว่างที่ประทับอยู่ในประเทศอังกฤษ และได้สมรสกันเมื่อ พ.ศ. 2477 โดยมิได้นำความกราบบังคมทูลเสียก่อน ถือว่าละเมิดกฎมณเฑียรบาล

แม้ทางรัฐบาลได้ขอให้หม่อมเจ้าอุบลพรรณีกลับประเทศ พระองค์ไม่ยอมเสด็จกลับ เพียงแต่ได้ให้สถานทูตนำลายพระหัตถ์ขอลาออกจากฐานันดรศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ กราบทูล พร้อมกับทรงตอบว่า “ไม่มีอะไรที่จะทำให้เปลี่ยนพระทัย และหวังอยู่แต่ว่าจะได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตต่อไป”

ที่สุด หม่อมเจ้าอุบลพรรณีถูกถอดจากฐานันดรศักดิ์ เพราะ “ได้ทำการสมรสกับชาย โดยมิได้นำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตก่อน อันเป็นการไม่ต้องด้วยพระราชประเพณีนิยม และละเมิดกฎมณเฑียรบาล”

เรื่องราวของเจ้านายสตรีทั้ง 5 พระองค์ ทำให้เห็นข้อแตกต่างของสังคม ประเพณี กฎหมาย ความคิดของเจ้านาย ฯลฯ ของสองช่วงเวลา คือสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์และสมัยประชาธิปไตย พระองค์เจ้ายิ่งเยาวลักษณ์, หม่อมเจ้าออน และหม่อมเจ้าแฝง ทรงอยู่ในสังคมจารีต ต้องเคร่งครัดและปฏิบัติตามคติความเชื่อแบบโบราณ เมื่อเกิดเป็นเจ้านายสูงศักดิ์ ต้องประพฤติตนให้สมฐานะ การกระทำความผิดใด ๆ ที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับในสมัยนั้น อันทำให้เสื่อมพระเกียรติยศจึงถูกลงโทษอย่างหนัก ขณะที่ หม่อมเจ้าจันทร์เจริญ และหม่อมเจ้าอุบลพรรณี ทรงอยู่ในสังคมยุคใหม่ ความคิดของเจ้านายก้าวหน้าและมีโลกทัศน์กว้างไกล เกียรติยศบรรดาศักดิ์จึงแทบไม่มีความสำคัญเท่าใดนัก

คลิกอ่านเพิ่มเติม : พระองค์เจ้ายิ่งเยาวลักษณ์ พระราชธิดาในร.4 ที่ถูกถอดจากฐานันดรศักดิ์ เหตุทําผิดมหันตโทษ

รวมพระราชวงศ์ที่ทรงกระทำผิดต้องโทษประหาร และถูกถอดพระยศลงเป็น “หม่อม”

 

SUMMER SALE! ลดราคาพิเศษกลับมาแล้ว สมัครสมาชิกรายปีนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ลดราคา 40% เฉพาะสมัครวันที่ 1-30 เม.ย. 64 คลิกดูข้อมูลเพิ่มและสมัครที่นี่


อ้างอิง :

วีระยุทธ ปีสาลี. (มิถุนยาน, 2559). บันทึกรักท่านหญิง : ความรักและการแต่งงานของเจ้านายสตรีหลัง พ.ศ. 247. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 37 ฉบับที่ 8.

ภาวิณี บุนนาค. (2554). ผู้หญิงในกระบวนการยุตธรรมในสังคมไทย รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึง พ.ศ.2478 : ศึกษาจากคดีความและฎีกา. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ญาณินี ไพทยวัฒน์. (สิงหาคม 2562 – กรกฎาคม 2563). สอบคำให้การคดีหม่อมยิ่ง. วารสารประวัติศาสตร์. ปีที่ 44.

ราชกิจจานุเบกษา. (2477). ประกาศกระทรวงวัง เรื่อง ถอดออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์, วันที่ประกาศ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2477.

________. (2481). ระกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง ถอดหม่อมเจ้าจันทรเจริญ รัชนี ออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์. วันที่ประกาศ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2481.


เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 9 กันยายน 2563

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป