เทาเซนด์ แฮรีส ทูตอเมริกันบันทึกถึงขุนนางตระกูลบุนนาค ชมบ้านเรือน-ทิวทัศน์ในไทยงดงาม

(ซ้าย) เทาเซนด์ แฮรีส (ขวา) เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)

เมื่อกล่าวถึงคนอเมริกันที่ชื่อ เทาเซนด์ แฮรีส (Townsend Harris) เรามักจะนึกถึง จอห์น เวย์น ในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเมื่อ .. 1958 ที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “The Barbarian and the Geisha” ซึ่งซุปเปอร์สตาร์ผู้นั้นสวมบทบาทกงสุลใหญ่อเมริกันประจำประเทศญี่ปุ่นคนแรกเมื่อกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19.

ประธานาธิบดีแฟรงคลิน เพียร์ซ ได้มอบหมายให้เป็นผู้แทนทางการทูตผู้มีอำนาจเต็มของสหรัฐอเมริกาเข้ามาเจรจาขอปรับแก้สนธิสัญญาระหว่างไทยกับสหรัฐที่ได้ทำกันไว้ตั้งแต่ต้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่รู้จักกันตามชื่อของทูตอเมริกันคนแรกที่มาเมืองไทย คือ นายเอ็ดมันด์ โรเบิร์ตส์ ว่าสนธิสัญญาโรเบิร์ตส์ใน .. 2376.

เทาเซนด์ แฮรีส เดินทางมาเมืองไทยโดยเรือรบอเมริกัน ซึ่งเป็นเรือฟริเกตชื่อ ซาน จาชินโต โดยมี พลเรือจัตวา เจมส์ อาร์มสตรอง เป็นผู้บังคับการเรือ, และมาถึงสันดอนของแม่น้ำเจ้าพระยาในวันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน 2399. เทาเซนด์ แฮรีส พำนักอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นเวลา 48 วัน จึงเสร็จสิ้นภารกิจ และเดินทางออกไปจากเมืองไทยในวันที่ 1 มิถุนายน ศกเดียวกัน.

เทาเซนด์ แฮรีส (by James Bogle, 1855)

แม้จะเคยเดินทางไปในหลายประเทศแห่งตะวันออกไกล, แต่ เทาเซนด์ แฮรีส ก็มีความดื่มด่ำในธรรมชาติอันงดงามของเมืองไทย ซึ่งช่วงหนึ่งระหว่างเดินทางจากปากน้ำเข้ามากรุงเทพฯ ได้เห็นป่าโกงกาง “สีเขียวชอุ่มช่างสวยงามมากและดูอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก. ท่ามกลางสีอันสวยสดนี้ สีเขียวอ่อนของต้นโกงกางจะจับตาตั้งแต่ขณะแรกที่เข้าไปใกล้ฝั่ง จนพอมองเห็นความอ่อนแก่ของสีอย่างเด่นชัด. สีเขียวของต้นโกงกางนี้มีอยู่เรื่อยขึ้นไปตามลำแม่น้ำเป็นระยะทางไกลพอดู. ครั้นแล้ว สีเขียวของต้นโกงกางก็จะผสมกับสีเขียวเข้มกว่าของต้นสนและต้นจาก…”

และเมื่อใกล้กรุงเทพฯ เข้าไปอีก, เทาเซนด์ แฮรีส ก็ได้บันทึกว่า

“ภาพภูมิประเทศในตอนนี้สวยงามอย่างสุดที่จะพรรณา. น้ำกำลังขึ้นและเกือบจะท่วมฝั่งดิน มีต้นไม้ยื่นลงมาเหนือสายน้ำหลายแห่ง ทอดกิ่งก้านสัมผัสกับพื้นน้ำ. ที่นี่เราเห็นต้นฝ้าย, ต้นไผ่เหลือง, หมาก, มะพร้าว, ไม้จำพวกลำเจียกและเตย. แสงแดดยามตะวันคล้อยต่ำ ทอมาอ่อนๆ ผ่านกลุ่มเมฆบางๆ ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดูมีชีวิตชีวาและสดชื่น.”

สำหรับบ้านเรือน ทั้งภายนอกและภายใน ก็ดูเจริญตา. เทาเซนด์ แฮรีส เขียนไว้ว่า

“2-3 ไมล์เหนือปากน้ำขึ้นมา จะเริ่มเห็นบ้านชนบทของไทย โดยทั่วไปแล้ว บ้านเหล่านี้ดูเรียบร้อยและสะอาดตามาก และดีกว่าบ้านของชาวชนบทในอินเดีย จีน และโดยเฉพาะบ้านของชาวมลายูมาก. บ้านมีเสาหลายต้น สูงเหนือพื้นดิน 6 ฟุต ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยทำให้อุณหภูมิของอากาศแห้งมากขึ้นเท่านั้น. ยังช่วยทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านปลอดภัยจากแกสกรดคาร์โบนิก หรือไข้มาเลเรีย.”

เมื่อเข้าไปในบ้านที่ไทยจัดไว้ให้ทูตอเมริกันพำนัก, ก็เป็นที่พอใจ “ได้เห็นห้องใหญ่กว้างห้องหนึ่ง เห็นจะตั้งใจให้เป็นห้องโถงและห้องอาหาร. ด้านหลังเป็นห้องนอนกว้าง 2 ห้อง ตกแต่งไว้เป็นห้องนอนแบบจีนหรู เตียงนอนอย่างดี หมอน หมอนข้าง และมุ้งไหม.”

ส่วนบ้านพักของนักธุรกิจอเมริกันที่อยู่เมืองไทยมานานคนหนึ่งก็มี “อากาศดีและสะอาดสะอ้าน มีเครื่องอำนวยความสะดวกสบายในรูปของห้องอาบน้ำ ห้องส้วม…”

ส่วนทำเนียบของข้าราชการชั้นสูงอย่างพระคลังหรือเสนาบดีต่างประเทศนั้น “สร้างเป็นแบบยุโรปผสมจีน ห้องรับรองปูพรม และตกแต่งด้วยเก้าอี้ โซฟา กระจกบานใหญ่ และอื่นๆ.”

เมื่อได้ไปเยือนวัดแห่งหนึ่ง เทาเซนด์ แฮรีส ก็บันทึกว่า “ตัวโบสถ์วิหารสวยมากจริงๆ กระเบื้องหลังคาเป็นสีเขียวและสีเหลือง, เครื่องประดับทั้งหลายที่เกี่ยวเกาะอยู่เป็นรูปหางและปีกมังกร ซึ่งตกแต่งที่ส่วนปลายสุดของหลังคาและหน้าบัน. พระเจดีย์มีรูปทรงสวยงามมาก และแม้จะดูไกลๆ ก็ปรากฏให้เห็นความงามวิจิตรของสีและการประดับประดา ยอดแหลมเรียวเล็กพุ่งตรงขึ้นไป. รูปปั้นคน สักตว์และนกทั้งที่เหมือนของจริงและที่ปั้นจากจินตนาการ มีอยู่มากมายในวัด มีศาลาสำหรับพักผ่อนรับลมตั้งอยู่ริมน้ำ พื้นที่ก็ปราบไว้เรียบดีและรักษาไว้สะอาด และทั่วบริเวณปลูกต้นไม้อันเป็นที่สักการะในทางศาสนาหรือไม้ดอกชนิดต่างๆ. ทั้งหมดนี้ดูกลมกลืนกันจนทำให้ไม่อาจลืมได้ง่ายๆ.”

เทาเซนด์ แฮรีส ได้ไปเยี่ยมคำนับเจ้านายชั้นสูงและเสนาบดีผู้ใหญ่ ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นคู่เจรจาเรื่องการทำสนธิสัญญา, คือ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท, สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค), เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค), เจ้าพระยาทิพากรวงษ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) เจ้าพระยาภูธราภัย (นุช บุณยรัตพันธ์).

วันที่ เทาเซนด์ แฮรีส ไปเยี่ยมคำนับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาตินั้น เป็นวันศุกร์ที่ 25 เมษายน 2399. ทูตอเมริกันได้รับการบอกเล่าว่าสมเด็จเจ้าพระยาฯ เป็นหัวหน้ากลุ่มหัวเก่าผู้คัดค้านนโยบายก้าวหน้า แต่ก็ต้อนรับข้าพเจ้าด้วยอัธยาศัยอันโอบอ้อมอารีดีที่สุดและดูเหมือนสมเด็จฯ จะเอนเอียงมาทางข้างฝ่ายอเมริกันมาก และตั้งใจจะให้สิทธิพิเศษทุกอย่างแก่พวกอเมริกันเช่นที่อังกฤษได้รับ.” เทาเซนด์ แฮรีส ยังได้บันทึกไว้ด้วยว่า สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติเป็นขุนนางที่หยิ่งที่สุดของราชอาณาจักร และมีความเกลียดชังชาวต่างประเทศและต่างชาติทั้งหมดอย่างเห็นได้ชัด.”

(ซ้าย) สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัด บุนนาค) สร้างความสับสนเรื่องกษัตริย์เพราะความดังในชื่อตระกูลของท่าน
(ขวา) เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)

ความจริง เทาเซนด์ แฮรีส ได้บันทึกเรื่องราวการติดต่อกับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติไว้ค่อนข้างละเอียด. คราวหนึ่งได้ถือโอกาสเรียนสมเด็จเจ้าพระยาฯ ให้ทราบถึงความยิ่งใหญ่ของอเมริกา เช่น มีทหาร 2 ล้านคน, ปืน 3 ล้านกระบอก, ปืนใหญ่ 4 หมื่นกระบอก, เรือสินค้าหมื่นห้าพันลำ อีกทั้งเหมืองทองอีกมากมาย. สำหรับเรื่องเหมืองนั้น, เทาเซนด์ แฮรีส บอกว่าจะขอเช่าเหมืองจากไทย โดยให้ค่าเช่าในการทำเหมืองดีบุก, แต่สมเด็จเจ้าพระยาฯ ไม่มีทีท่าว่าจะรับข้อเสนอดังกล่าว. เทาเซนด์ แฮรีส ได้บันทึกว่า สมเด็จเจ้าพระยาฯท่านฉลาดและมีไหวพริบและไม่แสดงความรู้สึกของท่านให้ปรากฏออกมาว่าท่านเห็นพ้องด้วยหรือไม่.”

นอกจากนั้นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติยังได้ไต่ถามเกี่ยวกับเรื่องการสำรองน้ำตาลไว้บริโภคของอเมริกา ตลอดจนสาเหตุที่ไม่มีเรืออเมริกันมาแวะที่กรุงเทพฯ เป็นเวลานานถึง 18 ปี, ซึ่ง เทาเซนด์ แฮรีส ก็ได้อธิบายถึงเหตุผลให้ทราบ. อย่างไรก็ตามทูตอเมริกันก็มีความภูมิใจว่าได้รับความเอาใจใส่จากบุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทยขณะนั้น ซึ่งไม่ปรากฏมาก่อนทั้งๆ ที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติได้ชื่อว่าเป็นพวกหัวเก่าและรังเกียจฝรั่ง.

บุคคลสำคัญฝ่ายไทยที่ เทาเซนด์ แฮรีส ได้ไปพบก็คือ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) อัครมหาเสนาบดี, ผู้เป็นบุตรชายคนโตของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรววงศ์ (ดิศ บุนนาค) ผู้ซึ่งเพิ่งถึงแก่พิราลัย และจะได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ต่อมาใน .. 2416.

นายแพทย์แซมมวล เฮาส์ มิชชันนารีอเมริกันที่เข้ามาเมืองไทยในรัชกาลที่ 3 ได้กล่าวถึงสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ว่ารู้ภาษาอังกฤษเหมือนกัน แต่น้อย (กว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว, และกรมหลวงวงศาธิราชสนิท) และฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีล่าม. ท่านเป็นผู้มีความสามารถอย่างยิ่งและฉลาดสุขุม การเจรจาต่างๆ และเล่ห์เหลี่ยมต่างๆ ของไทยนั้น ส่วนใหญ่มาจากพลังความคิดอ่านของท่านผู้นี้.”

เทาเซนด์ แฮรีส บันทึกว่าบ้านของท่านอัครมหาเสนาบดีใหญ่โตโอ่อ่าเกินกว่าที่ข้าพเจ้าคาดเอาไว้มาก. เป็นบ้านแบบยุโรป มีกระจกบานใหญ่ๆ ใส่อยู่ในกรอบปิดทองระยับติดผนังอยู่ มีนาฬิกาชนิดมีลูกตุ้ม, มีเทอร์โมมิเตอร์, รูปแกะสลักของศิลปกรรมลอนดอน และภาพการรบของพระเจ้านโปเลียน ซึ่งพบทุกหนทุกแห่ง จากห้องพักแขกก็เข้าไปสู่ห้องพิเศษ มีเสาหลายต้นค้ำอยู่. ห้องนอนตกแต่งด้วยมุ้งไหมและม่านสีแดงเข้มหรูหรา มีปืนไรเฟิ้ลของชาร์พแขวนอยู่ที่ผนังกระบอกหนึ่ง. ห้องน้ำและห้องซักล้างก็งามวิจิตรดีทีเดียว. บ้านนี้ต้องมีเนื้อที่ลึกเข้าไปถึง 200 ฟุต โดยไม่รวมบรรดาตึกแถวของพวกบริวารที่ปลูกติดต่อกันเป็นพืดไปตลอดถนน. ฯพณฯ ต้อนรับข้าพเจ้าในท่วงทีสง่าภูมิฐานเหมือนกับบรรดาอัครมหาเสนาบดีแห่งราชสำนักยุโรปบางคน.”

เจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) มีตำแหน่งจมื่นราชามาตย์ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญร่วมกับจมื่นไวยวรนาถ (ช่วง บุนนาค) ผู้พี่ ทูลเชิญเจ้าฟ้ามงกุฎขึ้นครองราชย์

นอกจากที่กล่าวข้างต้นแล้ว เทาเซนด์ แฮรีส ก็ยังไปเยี่ยมคำนับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) พระคลังหรือเสนาบดีต่างประเทศ ผู้ซึ่งเป็นน้องชายต่างมารดาของอัครมหาเสนาบดี ซึ่งได้อธิบายให้ทราบถึงหน้าที่ของคณะทูตอเมริกัน ตลอดจนขอบเขตแห่งอำนาจ. เสนาบดีต่างประเทศของไทยได้เสนอว่าประเทศสยามเป็นประเทศเล็กและสหรัฐอเมริกาผู้เป็นมิตรดีและเป็นชาติที่มีอำนาจในสนธิสัญญาที่จะทำขึ้นร่วมกัน จึงควรมีมาตราหนึ่งซึ่งสหรัฐอเมริกาจะผูกพันตนเองให้กระทำการเป็นผู้ชี้ขาด ในกรณีที่เกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นระหว่างประเทศสยามและประเทศอื่นๆต่อข้อเสนอดังกล่าวนี้ เทาเซนด์ แฮรีส กล่าวว่าสหรัฐทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทระหว่างประเทศต่างๆ อยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องเขียนไว้ในสนธิสัญญา.

ก่อนหน้านี้ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ผู้เป็นบิดา ได้ว่าการต่างประเทศ โดยมีเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ บุตรชาย เป็นผู้ช่วย และได้ขึ้นเป็นเสนาบดีต่างประเทศภายหลังที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ถึงแก่พิราลัย. เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) เป็นผู้เรียบเรียงหนังสือพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 4 ขึ้นใน .. 2412 เมื่อต้นรัชกาลที่ 5 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ได้รับราชการในตำแหน่งสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 4 และเป็นผู้ที่ได้เคยเรียบเรียงหนังสือที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เอาไว้หลายเล่ม อาทิการลำดับเสนาบดีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์”, “การจัดเก็บภาษีอากรและการปรับปรุงภาษีอากรในรัชกาลที่ 2-3-4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และจดหมายเหตุเสด็จหว้ากอเป็นต้น.

 


หมายเหตุ: เนื้อหานี้คัดบางส่วนและนำมาเรียบเรียงขึ้นใหม่จากบทความ เมืองไทยในความรู้สึกของ เทาเซนด์ แฮรีสโดยดร. วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร เผยแพร่ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม 2559

และเพื่อไม่พลาดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ พร้อมหยิบมาใช้งาน ค้นคว้า อ้างอิง ได้ตลอดเวลา ทางกองบรรณาธิการขอเชิญผู้อ่านสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรมรายเดือน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. ถึง 31 ก.ค. 2564 สำนักพิมพ์ลดราคาพิเศษ 30% และแถมฟรีอีก 1 เดือน สนใจคลิกสมัครสมาชิกหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป