“พระปิ่นเกล้าฯ” (อาจ) มิได้มีพระชะตาแรงข่ม “พระจอมเกล้าฯ” อย่างที่เข้าใจกัน

(ซ้าย) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, (ขวา) พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในการเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีความพิเศษกว่ารัชกาลใด เพราะพระองค์ได้รับการกราบทูลเชิญให้ขึ้นครองราชย์พร้อมกับเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ หรือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังความตอนหนึ่งในพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ที่ระบุว่า

“…แลข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยฝ่ายทหารพลเรือน ทั้งพุทธจักรแลอาณาจักรปฤกษาพร้อมกันว่า สมเด็จพระอนุชาธิบดี เจ้าฟ้ามงกุฎสมมุติเทวาวงษพงศอิศรกระษัตริย์ แลสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศร์รังสรรทรงพระปรีชารอบรู้ราชประเพณีผู้ประเสริฐล้ำเลิศ ในพระบรมราชวงษ จึงพร้อมกันขออันเชิญเสด็จเถลิงถวัลยราช มไหสวริย์สืบมหันตมหิศรราชวงษดำรงศิริราชสมบัติฃัติยราชประเพณี พระมหากระษัตราธิราชเจ้าลำดับต่อไป…”

แต่ไม่มีความตอนใดในพงศาวดารที่ระบุถึงสาเหตุของการสถาปนากษัตริย์ขึ้นพร้อมกันถึงสองพระองค์ในครั้งนั้น แม้กระทั่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เบื้องแรกก็ยังไม่ทรงทราบถึงสาเหตุดังกล่าว จนกระทั่งได้มาทราบความเอาเมื่อล่วงถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จากคำบอกเล่าของเจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) ซึ่งขณะนั้นมีอายุกว่า 80 ปีแล้ว

ความตอนนี้ สมเด็จฯ กรมพระยงดำรงฯ ทรงเล่าไว้ใน “นิทานโบราณคดี/นิทานที่ ๑๙ เรื่อง เมืองไทยมีพระเจ้าแผ่นดินสองพระองค์” ว่า

เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวใกล้จะสวรรคต สมเด็จเจ้าพระยาฯ [สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ บิดาของเจ้าพระยาภาณุวงศ์ฯ] ไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงผนวชอยู่ วัดบวรนิเวศฯ กราบทูลให้ทรงทราบว่า จะเชิญเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสว่า ถ้าจะถวายราชสมบัติแก่พระองค์ ขอให้ถวายแก่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ซึ่งตรัสเรียกว่าท่านฟากข้างโน้นด้วย เพราะพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ พระชาตาแรงนัก

ตามตำราโหราศาสตร์ว่า ผู้มีชาตาเช่นนั้นจะต้องได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ถ้าทรงรับราชสมบัติแต่พระองค์เดียว จะเกิดอัปมงคล ด้วยไปกีดบารมีของสมเด็จพระอนุชา แม้ถวายราชสมบัติด้วยกันทั้งสองพระองค์ จะได้ทรงสถาปนาสมเด็จพระอนุชาให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินด้วยอีกพระองค์หนึ่ง เหมือนอย่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสถาปนาสมเด็จพระเอกาทศรถเป็นพระเจ้าแผ่นดินด้วยกัน เช่นนั้นจึงจะพ้นอัปมงคล”

คำอธิบายที่ว่า พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวมี “พระชะตาแรง” พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงสถาปนาให้เป็นพระมหากษัตริย์คู่กัน เพื่อป้องกันการเกิดอัปมงคลจึงมีที่มาจากสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ซึ่งทรงรับฟังต่อมาจากเจ้าพระยาภาณุวงศ์ฯ อีกที มิได้มาจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ โดยตรง

แต่ เทพ สุนทรศารทูล ผู้รู้ด้านโหราศาสตร์ได้แสดงความเห็นต่างออกไป โดยกล่าวว่า พระชะตาของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ นั้นไม่อาจแข่งรัศมีกับพระชะตาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้เลย แต่มีลักษณะชะตาที่ส่งเสริมกันมากกว่า โดย เทพ อธิบายว่า

“ดวงชะตาของพระปิ่นเกล้ามีรูปดังนี้

123

นำมาลงรูปดวงพระชะตาให้บรรดาโหราจารย์ทั้งหลายวิจารณ์ดวงว่า ดวงพระชะตานี้แข็งอย่างไร จะมีบุญถึงพระเศวตฉัตรอย่างไร เพราะดวงดาวมีคู่มิตร คู่ธาตุ คู่วิชาการ คู่บุญ คู่วาสนาอยู่ทั้งหมด ไม่มีดาวให้โทษ เพราะพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีมะโรง มีดาวกุมพระลัคนาอยู่ถึง ๓ ดวง

เทียบกับดวงพระชะตาของพระจอมเกล้าฯ มีรูปดวงพระชะตาดังนี้

456

คนที่มีความรู้ทางโหราศาสตร์พอใช้การได้จะแลเห็นว่า ดวงพระชะตาของพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เหนือกว่าดวงชะตาของพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เรียกว่าดวงชั้นพิเศษ มีดาวจันทร์ครูสุริยาอยู่ราศีทวารทั้ง ๓ ดวง ดาวราหูอยู่ราศีมังกร ก็เข้มแข็งมาก ไม่มีทางที่ดวงพระชะตาของพระปิ่นเกล้าฯ จะแข่งรัศมีได้เลย”

เทพ กล่าวต่อไปว่า เหตุผลที่มีความเป็นไปได้มากกว่าที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงสถาปนาให้ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ครองราชย์ร่วมกับพระองค์ก็คือ พระองค์ทรงบวชอยู่นานมีความเก่งกล้าทางวิชาการ แต่ขาดกำลัง “จึงต้องตั้งพระอนุชาให้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน เพื่อคานอำนาจของตระกูลบุนนาคไว้ เนื่องจาก พระปิ่นเกล้าฯ เป็นเจ้าชายนักเลงโต มีสมัครพรรคพวกมาก”

เรื่องนี้เมื่อมีการอธิบายกันไปคนละทาง ผู้เขียนเองก็ไม่มีความรู้ทางโหราศาสตร์จึงไม่อาจตอบได้เช่นกันว่าคำอธิบายใดถูกหรือผิด แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม การบริหารแผ่นดินของทั้งสองพระองค์ก็ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญอย่างยิ่งของสยามประเทศในยุคถัดมา


อ้างอิง: “เทียนวรรณ เสพาที พระจอมเกล้าฯ พระปิ่นเกล้าฯ และ-สุนทรภู่”. เทพ สุนทรศารทูล. ศิลปวัฒนธรรม ฉบับ พฤษภาคม 2546

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป