ตามรอย ‘พระเจ้าอุทุมพร’ และเชลยกรุงศรีฯ ถูกกวาดต้อนไปกรุงรัตนปุระอังวะ-อมรปุระ

พระราชวังหลวงที่กรุงอมรปุระ

ในวันที่ 7 เมษายน .. 2310 กองทัพพม่าสามารถตีเข้าพระนครศรีอยุธยาได้สำเร็จ พม่าได้เผาทำลายเมืองและกวาดต้อนผู้คนไปยังค่ายพม่า ส่วนพระเจ้าเอกทัศน์สวรรคตระหว่างเสด็จพระราชดำเนินหนีออกจากพระนคร สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรซึ่งทรงพระผนวช และประทับอยู่ที่วัดราชประดิษฐานก็ถูกพม่ากวาดต้อนไปไว้ที่ค่ายพร้อมกับพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลายทั้งปวงด้วย ก่อนที่จะถูกส่งขึ้นไปยังกรุงรัตนปุระอังวะ จากนั้นเนเมียวมหาเสนาบดี จึงตั้งพระนายกองให้เป็นผู้รักษากรุงศรีอยุธยา และรวบรวมผู้คนที่ยังหลงเหลือตกค้าง แล้วให้ยกทัพกลับกรุงรัตนปุระอังวะ…

บั้นปลายพระชนมชีพในอมรปุระจากหลักฐานพม่า

หลังจากสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรซึ่งทรงพระผนวช พระราชวงศานุวงศ์กรุงศรีอยุธยา และเชลยชาวกรุงศรีอยุธยา (ซึ่งไม่ได้มีแค่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น หากหมายถึงผู้คนจากเมืองอื่นๆ ที่อยู่รายรอบพระนครศรีอยุธยา เช่น อ่างทอง สิงห์บุรี ฯลฯ ที่ถูกพม่ากวาดต้อนไปทั้งหมด) จากนั้นเนเมียวมหาเสนาบดีได้นำครอบครัวไทยและพระบรมวงศานุวงศ์เข้าเฝ้าพระเจ้ามังระ

ในหนังสือมหาราชวงษ์พงษาวดารพม่าซึ่งนายต่อแปลจากมหาราชวงศ์ พงศาวดารพม่าฉบับหอแก้วนั้น ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า เนเมียวสีหบดีเดินทางบกกลับมาถึงเมืองรัตนปุระอังวะในเดือนสิงหาคม .. 2310 แล้วเข้าเฝ้าพระเจ้ามังระ ถวายพระบรมวงศานุวงศ์และเชลยชาวกรุงศรีอยุธยา ดังความในมหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า ว่า

“…แต่สีหะปะเต๊ะนั้นคุมทหารไปโดยทางบก ครั้นเดือน 9 ศกนั้นก็ถึงเมืองรัตนบุระอังวะ แล้วสีหะปะเต๊ะแม่ทัพได้เอาสาตราอาวุธทั้งปวง แลพระราชวงษ์แลพระมเหษีแลพระสนมทั้งปวงกับเครื่องภาชนใช้สอยเงินทองทั้งปวงถวายแด่พระเจ้ากรุงอังวะสิ้นแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระมเหษีแลพระราชบุตรีแลพระสนมที่เปนพระราชวงษ์พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ที่เปนเจ้าหญิงทั้งปวงนั้น ทรงจัดให้สร้างวังเอาเข้าไว้ในมหาพระราชวังหลวง แต่พระราชวงษานุวงษ์แลขุนนางข้าราชการแลพลเมืองพลทหารอยุทธยาทั้งปวงนั้น ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวังแลทำเย่าเรือนเคหาอยู่ตามภูมิลำเนานอกกำแพงพระราชวัง แล้วทรงโปรดเกล้าฯ เลี้ยงดูให้อยู่เปนศุขทุกคน มิให้ร้อนใจสิ่งหนึ่งสิ่งใด…”

ภาพถ่ายพระราชวังหลวงที่เมืองอมรปุระ (ภาพจาก http://www.metmuseum.org/art/collection/search/285626, Public Domain)

…จากหลักฐานดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าชาวอยุธยาหรือชาวโยเดียที่ถูกกวาดต้อนไปอยู่ที่เมืองรัตนปุระอังวะนั้น ถูกแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม แยกย้ายกันไปตั้งหลักแหล่งที่อยู่ กล่าวคือ

1. พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหญิงของกรุงศรีอยุธยา ได้แก่ พระอัครมเหสี พระมเหสี พระภคินี พระราชธิดา พระราชนัดดา พระราชภาคิไนย และพระสนมทั้งหมดให้เข้าไปอยู่ในพระราชวังของรัตนปุระอังวะ ดังความในมหาราชวงษ์พงษาวดารพม่าว่า “…ให้พระมเหษีแลพระราชบุตรีแลพระสนมที่เปนพระราชวงษ์พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ที่เปนเจ้าหญิงทั้งปวงนั้น ทรงจัดให้สร้างวังเอาเข้าไว้ในมหาพระราชวังหลวง…” ซึ่งในเวลาต่อมา พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหญิงจำนวนหนึ่งได้ถวายตัวเป็นพระสนมของกษัตริย์พม่า

2. พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายชายของกรุงศรีอยุธยา ได้แก่ พระราชอนุชา พระราชโอรส พระราชนัดดา พระราชภาคิไนย ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่นอกกำแพงพระราชวังรัตนปุระอังวะ ดังความในมหาราชวงษ์พงษาวดารพม่าว่า “…แต่พระราชวงษานุวงษ์แลขุนนางข้าราชการแลพลเมืองพลทหารอยุทธยาทั้งปวงนั้น ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวังแลทำเย่าเรือนเคหาอยู่ตามภูมิลำเนานอกกำแพงพระราชวัง…” เชื้อสายของเจ้าชายอยุธยาที่เป็นหญิง ได้เป็นเจ้าจอมมารดาของกษัตริย์พม่า สืบเชื้อสายเป็นเจ้านายพม่าเชื้อสายโยเดีย (อยุธยา) สืบเนื่องมาจนถึงสมัยพระเจ้ามินดง

3. เชลยชาวกรุงศรีอยุธยา ตั้งบ้านเรือนอยู่นอกพระราชวังของรัตนปุระอังวะ และบางส่วนโดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นช่าง น่าจะไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองสะกาย (เมืองจักไก) สอดคล้องกับหลักฐานทางศิลปกรรมว่า มีร่องรอยของงานศิลปกรรมอยุธยา โดยเฉพาะงานจิตรกรรมฝาผนังสกุลช่างอยุธยาตอนปลาย ปรากฏอยู่ที่วัดมหาเตงดอจี เมืองสะกาย ตรงข้ามกับเมืองรัตนปุระอังวะ

พระสถูปที่วัดเยตะพัน (วัดมะเดื่อ) ทางใต้ของเมืองอังวะ ตามหลักฐานในคำบอกเล่าของชาวพม่าว่า สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรซึ่งทรงผนวชได้มาประทับอยู่ที่วัดนี้ เป็นเวลากว่า 16 ปี และได้ทรงสร้างพระพุทธรูปจากไม้มะเดื่อประดิษฐานไว้ภายในพระสถูปนี้

…ต่อมาเมื่อพม่าได้ย้ายราชธานีจากเมืองรัตนปุระอังวะ ไปยังเมืองอมรปุระในสมัยพระเจ้าปดุง (โบดอพญา) และเมืองมัณฑะเลย์ในรัชกาลพระเจ้ามินดง ชาวกรุงศรีอยุธยาและเชื้อสายชาวอยุธยาได้ถูกอพยพไปอยู่ในราชธานีเหล่านี้ด้วย ด้วยเหตุนี้จึงปรากฏว่ามีชุมชนชาวโยเดียทั้งที่เมืองรัตนปุระอังวะ เมืองสะกาย เมืองอมรปุระ และเมืองมัณฑะเลย์ นั่นเอง

ในระหว่างที่สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรซึ่งทรงพระผนวชประทับอยู่ที่เมืองอังวะนั้น ปรากฏหลักฐานในคำบอกเล่าของชาวพม่าว่า สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรซึ่งทรงพระผนวชได้เสด็จฯ มาประทับอยู่ที่วัดเยตะพัน (วัดมะเดื่อ) ทางใต้ของเมืองอังวะ เป็นเวลากว่า 16 ปี ตั้งแต่ .. 2310-25 มีเรื่องเล่าว่าในระหว่างที่พระเจ้าอุทุมพรซึ่งทรงพระผนวชประทับอยู่ที่วัดเยตะพันได้สร้างพระพุทธรูปจากไม้มะเดื่อ จากนั้นจึงเสด็จฯ ไปประทับที่เมืองอมรปุระ

จากรัตนปุระอังวะ สู่อมรปุระ

ใน .. 2325 พระเจ้าปดุง หรือพระเจ้าโบดอพญาปะโดเมง แห่งราชวงศ์คองบอง ได้ย้ายราชธานีจากกรุงรัตนปุระอังวะ ไปยังกรุงอมรปุระ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ พระเจ้าปดุงโปรดให้ย้ายพระราชวัง และโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ย้ายไปประทับยังกรุงอมรปุระ ดังนั้นพระราชวงศ์ของกรุงศรีอยุธยาซึ่งประทับอยู่ในกรุงรัตนปุระอังวะ จึงได้ย้ายไปประทับที่พระราชวังแห่งใหม่ในเมืองอมรปุระด้วย

สำหรับสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรซึ่งทรงพระผนวช ก็ปรากฏหลักฐานว่าได้เสด็จไปประทับที่เมืองอมรปุระด้วย ดังปรากฏหลักฐานว่า เมื่อมีการย้ายราชธานีไปยังเมืองอมรปุระนั้น สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรซึ่งทรงพระผนวช ได้เสด็จไปประทับจำพรรษาที่ปองเลไต๊” (ตึกปองเล) ปัจจุบันคือ วัดปองเล ในย่านตลาดระแหง กรุงอมรปุระ ปรากฏในหลักฐานพม่าออกพระนามของพระองค์ว่า เจ้าฟ้าทอกมหาเถระ ดังปรากฏในจารึกภาษาพม่าที่วัดนั้น ดังนั้นวัดแห่งนี้จึงน่าจะเป็นวัดแห่งแรกของชุมชนชาวอยุธยาในพม่า

ส่วนเชลยชาวอยุธยานั้นปรากฏหลักฐานว่าได้ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณริมคลองชเวตชอง ในเมืองอมรปุระมัณฑะเลย์ ร่วมกันกับชุมชนเชลยชาวฉาน (ไทใหญ่) ชาวโยน (ล้านนา) และชาวลินซิน (ล้านช้าง) ที่ถูกกวาดต้อนมายังพม่าในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทำให้ชาวโยเดีย (อยุธยา) ชาวฉาน (ไทใหญ่) ชาวโยน (ล้านนา) และชาวลินซิน (ล้านช้าง) ได้สืบเชื้อสายผสมผสานกันในบริเวณนี้สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ท้องพระโรงกลางภายในพระราชวังกรุงอมรปุระ สมัยพระเจ้าปดุง (โบดอพญา) ระหว่างรับราชทูตอังกฤษ เมื่อ ค.ศ. 1795

สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรสวรรคตที่เมืองอมรปุระในหลักฐานพม่า

หลังจากสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรเมื่อทรงพระผนวช ได้ประทับอยู่ที่กรุงอมรปุระจนถึง .. 2339 จึงสวรรคตในสมณเพศ กรุงอมรปุระ ดังความในพงศาวดารพม่า สมัยราชวงศ์คองบอง กล่าวถึงพระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ตอนหนึ่งว่า

“…ในปีพุทธศักราช 2310 (.. 1767) ขณะเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตก พระองค์ก็ทรงถูกกวาดต้อนมายังนครอังวะทั้งที่ยังครองเพศบรรพชิต จากนั้นจึงตกมาอยู่ยังอมรปุระมหานคร แล้วสิ้นพระชนม์ลงในเพศบรรพชิต ในพุทธศักราช 2339 (.. 1796)…”

หลักฐานสำคัญซึ่งเกี่ยวกับสถานที่สวรรคต และสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรนอกจากที่ปรากฏในมหาราชวงศ์พงศาวดารพม่า สมัยราชวงศ์คองบอง ดังกล่าวมาแล้ว ยังปรากฏหลักฐานสำคัญในสมุดพม่าชื่อ นั้นเตวั้งรุปซุงประบุท แปลว่าเอกสารการบันทึกราชสำนัก พร้อมด้วยภาพเขียนบันทึกโดยราชเลขาราชจอว์เทง ซึ่งเป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าปดุง…

ภาพนี้คือ พระเจ้าเอกทัศน์ กษัตริย์อยุธยา (เดิมเข้าใจคาดเคลื่อนว่าเป็นภาพสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร) ในสมุดพม่าชื่อ “นั้นเตวั้งรุปซุงประบุท” แปลว่า “เอกสารการบันทึกราชสำนัก พร้อมด้วยภาพเขียน” ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่ British Library กรุงลอนดอน

สมุดพม่าเล่มนี้มีภาพจิตรกรรมกษัตริย์ชาติต่างๆ ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า และมีภาพกษัตริย์อยุธยาคือสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ รวมอยู่ในนั้นด้วย โดยปรากฏข้อความด้านล่างของภาพเขียนอธิบายเป็นภาษาพม่า แปลสรุปมีใจความว่า

ในรัชกาลสมเด็จพระไปยกาธิราชฉินพยูชิน (พระเจ้าช้างเผือก หมายถึง พระเจ้ามังระ) เมืองรัตนปุระตติยราชธานี (อังวะ) ไปตีกรุงศรีอยุธยา สามารถตีกรุงศรีอยุธยาและจับกษัตริย์ (หมายถึงพระเจ้าอุทุมพรในสมณเพศ) อัญเชิญมาที่พม่า ในสมัยของพระอนุชาของสมเด็จพระไปยกาธิราชฉินพยูชิน (ตรงกับรัชกาลของพระเจ้าปดุง หรือ โปดอพญา) สมัยอมรปุระ เสด็จมาประทับที่อมรปุระและสวรรคตในสมณเพศ ทำพิธีพระศพและถวายพระเพลิงที่สุสานลินซินกง ภาพนี้คือภาพพระเจ้าเอกาทัสส์

จากหลักฐานในสมุดพม่าเล่มนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรได้สวรรคตที่เมืองอมรปุระ ส่วนพระบรมศพนั้นได้ถวายพระเพลิงที่เลงเซงกอง หรือลินซินกง คือสุสานล้านช้าง ซึ่งเป็นบริเวณที่พระเจ้ามังระพระราชทานให้เชลยชาวยวน (เชียงใหม่) และชาวอยุธยาอยู่อาศัย ต่อมาเมื่อมีการถวายพระเพลิงแล้วได้มีการสร้างสถูปบรรจุพระบรมอัฐิไว้ ที่นั้นด้วย สันนิษฐานว่าคือบริเวณเดียวกับที่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นวัด เรียกกันว่าวัดโยเดียในสุสานลินซินกง เมืองอมรปุระนั่นเอง

 


หมายเหตุ: คัดบางส่วนจากบทความ “ตามรอยสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร หรือ ขุนหลวงหาวัด จากกรุงศรีอยุธยาสู่กรุงอมรปุระ” โดย รศ. ดร. ศานติ ภักดีคำ ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมีนาคม 2561


เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 19 พฤษภาคม 2563

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป