เมื่อล้านนาต่อต้านอำนาจการปกครองของสยาม โดยใช้ “ผี” เป็นเครื่องมือ

ตลาดใน “ล้านนา” ภาคเหนือของสยาม

แต่เดิมคนล้านนาได้พยายามต่อต้านการปกครองของสยามอยู่ตลอดเวลา ทั้งการต่อต้านแบบใช้อาวุธอย่างกรณีกบฏเงี้ยวเมืองแพร่ และกบฏพระยาผาบสงคราม รวมถึงการนำความเชื่อจารีตพื้นบ้านอย่างเรื่อง ผี มาใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิเสธอำนาจหรือคำสั่งจากกรุงเทพฯ

ผีในล้านนามีอยู่หลายประเภท เช่น ผีปู่ย่า ผีเรือน ผีอารักษ์ เรียกรวม ว่าผีบรรพบุรุษ รวมถึงผีเจ้าบ้านหรือผีเมือง โดยผีดังกล่าวถือว่าเป็น ผีดี มีหน้าที่ปกปักรักษาสมาชิกในครัวเรือน หมู่บ้าน และเมือง ตราบเท่าที่คนยังให้ความเคารพด้วยการเซ่นสรวงบูชา และไม่ทำผิดขนบธรรมเนียมประเพณี แต่ถ้ามีคนไม่ปฏิบัติตามธรรมเนียมดังกล่าว อาจทำให้เกิดการ ผิดผี ที่เปลี่ยนจากผีที่คอยคุ้มครองกลายเป็นผีร้ายที่สร้างอันตรายและความเดือดร้อนแก่ผู้คน

ในสังคมล้านนามักมีร่างทรงหรือม้าขี่ เป็นตัวกลางทำหน้าที่สื่อสารระหว่างผีกับคน ซึ่งคนล้านนาทุกชนชั้นให้ความเคารพนับถือผี และใช้เป็นแนวทางควบคุมคนในสังคมไม่ให้ประพฤติตนผิดไปจากธรรมเนียมเดิม รวมถึงใช้เป็นพลังทางสังคมเพื่อต่อต้านอำนาจที่คนล้านนาไม่พึงปรารถนา

การต่อต้านสยามด้วยการใช้ผีของคนล้านนา เริ่มขึ้นช่วงที่สยามส่งข้าหลวงไปกำกับราชการในล้านนา มีการบังคับเจ้าเมืองเชียงใหม่ให้ยอมรับสนธิสัญญาเชียงใหม่ .. 2417 ที่ระบุให้ลาวเฉียง (เชียงใหม่, ลำปาง, ลำพูน, น่าน, แพร่ และเถิน) เป็นมณฑลของสยาม และปรับเปลี่ยนการเก็บภาษีโดยให้เจ้าภาษีเป็นผู้ประมูลภาษีแทนการผูกขาดเก็บภาษีโดยบรรดาเจ้านายล้านนา

การต่อต้านสยามด้วยการใช้ผีปรากฏหลักฐานใน .. 2424 จากบันทึกของคาร์ล บ็อค ที่กล่าวถึงเจ้าอุบลวรรณา ธิดาองค์รองของพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าหลวงเชียงใหม่ ว่าเจ้าอุบลวรรณาทรงเป็นม้าขี่เพื่อรักษาอาการป่วยของชายาพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ ซึ่งการเข้าทรงครั้งนั้นผีได้พูดผ่านเจ้าอุบลวรรณาว่า ห้ามทำการผูกขาดเหล้าในเมืองเชียงใหม่ เนื่องจากการผลิตเหล้าตามบ้านเรือนเป็นสิ่งที่คนล้านนาทั่วไปทำได้อย่างอิสระ แต่เมื่อสยามตั้งเจ้าภาษีสำหรับผูกขาดการจำหน่ายเหล้า ได้สร้างความเดือดร้อนแก่คนล้านนาที่ไม่สามารถผลิตเหล้าเองได้เหมือนแต่ก่อน และต้องเสียเงินซื้อเหล้าเพิ่มอีก เจ้าอุบลวรรณาจึงอาจใช้ผีมาเป็นวิธีในการต่อต้านการผูกขาดเหล้า แม้ว่าจะไม่สำเร็จก็ตาม

การใช้ผีในล้านนาเริ่มมีบ่อยครั้งขึ้นตั้งแต่ที่สยามส่งพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นพิชิตปรีชากร ไปจัดวางเสนา 6 ตำแหน่งและปรับปรุงระบบจัดเก็บภาษีอากรในล้านนา ส่งผลต่ออำนาจการปกครองและเศรษฐกิจของเจ้านายท้องถิ่นระดับสูงในล้านนา รวมถึงคนล้านนาก็ถูกบังคับให้จ่ายภาษีมากขึ้น ทำให้คนล้านนานำผีมาเป็นตัวแทนของสังคมสำหรับต่อต้านการเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้น ดังปรากฏในรายงานของกรมหมื่นพิชิตปรีชากร ความว่า

“…มีธุระในการเซ่นผีทรงผีวุ่นไปทั้งเมืองผีเจ้าฟ้าไชยแก้วเข้าข่าวเรียกเจ้ามหาวงษ์เรียกพระเจ้านครเชียงใหม่มาบังคับให้เลิกภาษีหมู ภาษีเหล้าเสีย พระเจ้าเชียงใหม่ก็ทำตามผีตนนั้นจะเอาโน่น ผีตนนี้จะเอานี่ก็ทำตามจนมีเสียงขึ้นมาบ้างว่าเพราะชาวใต้มาทำโน่นทำนี่เกือบโตขึ้นถึงพระพุทธเจ้า เห็นไม่ได้การจึงต้องเรียกพระยาราชสัมภาราการมาให้ไปพูดล่วงหน้าเสียว่า ผีจะให้ใส่ไทยและฝรั่งฤาการใหญ่ ไม่ได้ จะต้องรับมือเอาหัวคนทรงผีการทั้งปวงจึงซาลง…” (หจช. .5 .58/88 รายงานกรมหมื่นพิชิตปรีชากร เรื่องจัดราชการเมืองเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง พฤษภาคม ..2427)

ซึ่งการกล่าวอ้างให้เลิกเก็บภาษีหมูและภาษีเหล้า มาจากความต้องการของผีนั้นอาจเป็นแผนการของบรรดาเจ้านายล้านนาสำหรับหยั่งเชิงดูท่าทีรัฐบาลสยามว่าจะตอบโต้สถานการณ์ดังกล่าวอย่างไร รวมถึงเป็นการกระจายข่าวให้คนล้านนาทราบว่าปัญหาเรื่องภาษีว่ามาจากข้าหลวงสยาม ไม่ใช่จากบรรดาเจ้านายล้านนา การกระจายข่าวรูปแบบนี้ได้ผลเป็นอย่างดี เนื่องจากคนล้านนามีความเชื่อเรื่องผีเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมอยู่แล้ว จึงช่วยให้ข่าวสารกระจายเป็นวงกว้างทั่วทั้งเมืองอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม กรมหมื่นพิชิตปรีชากรสามารถสยบความเชื่อเรื่องผีของคนล้านนา ด้วยมาตรการขั้นเด็ดขาด โดยสั่งตัดหัวคนที่อ้างว่าเป็นร่างทรงหรือม้าขี่ ปัญหาดังกล่าวจึงยุติลง ประกอบกับการที่กรมหมื่นพิชิตปรีชากรถูกเรียกตัวกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ ทำให้การต่อต้านการปกครองของสยามผ่านผีของคนล้านนาสงบลงชั่วคราว

ใน .. 2431 ล้านนาได้กลับมาใช้ผีต่อต้านอำนาจสยามอีกครั้ง โดยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าเมืองเชียงใหม่อ้างว่าการจัดเสนา 6 ตำแหน่งนั้นสร้างความไม่พอใจให้กับเทวดาอารักษ์ที่ดูแลบ้านเมือง โดยออกหนังสือประกาศให้ชาวเมืองเชียงใหม่รับทราบและทำหนังสือกราบทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ความว่า

“…ในบ้านเมืองตึงมาเช่น พระเจ้ากาวิโลรส แลเช่นเราบัดนี้ น้ำแห้งแล้ว น้ำฟ้าแลสายฝนราษฎรได้ทำนาเต็มที่เหมือนแต่ก่อนนั้นบ่อมี เพราะฝนบ่อมีเหมือนแต่ก่อน บ้านเมืองแขวงเรานี้เพราะนับถือเทพยดาอารักษ์อันรักษา พระบวรพุทธศาสนาแลรักษาบ้านเมือง จำเปนได้เอาวัว ควาย หมู ไก่ เหล้าแกล้มเลี้ยงดูทุกปี มิได้ขาด เทพยดาลงทรงก็ว่าภาษีอากรนี้เปนเหตุเกิดขึ้น เปนที่บ่อทัดในพระทัยเทวดาออกปากว่าฉะนี้เมื่อจะตั้ง 6 ตำแหน่ง  อยู่เหมือนทุกปีทุกวัน บ้านเมืองนี้จะเสียการและเสียพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัวเปนแน่ ขอเลิกยกใช้ตั้งพระยาท้าวแสน 32 ขุนสนามตมเดิม…” (หจช. .5 .58/59 เบ็ดเตล็ดเรื่องราชการเมืองเชียงใหม่ ปีระกา สัปตศก 1247 (มิถุนายน .. 2428-ธันวาคม .. 2431))

สาเหตุของการอ้างผีครั้งนี้มาจากการที่กรมหมื่นพิชิตปรีชากรเปลี่ยนแปลงการเก็บภาษีด้วยการประมูลภาษีแทนการผูกขาดจากบรรดาเจ้านายล้านนา อีกทั้งมีการเก็บภาษีที่ได้ในแต่ละเมืองให้แบ่งเป็นของหลวงและเจ้าเมืองคนละครึ่ง โดยเจ้านายที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเสนาประจำกรมจะได้รับเงินเดือนประจำตำแหน่ง แต่ว่าตำแหน่งเสนาในแต่ละเมืองมีได้เพียง 6 ตำแหน่ง ทำให้เค้าสนามหลวง (สำนักผู้ปกครองบ้านเมืองที่มีถึง 32 ตำแหน่งได้รับผลประโยชน์ไม่ทั่วถึง จึงมีการรวมตัวกันเรียกร้องพระเจ้าอินทวิชยานนท์เปลี่ยนการบริหารให้เป็นเค้าสนามหลวงเหมือนเดิม 

พระเจ้าอินทวิชยานนท์จึงใช้เรื่องความไม่พอใจของเทพยดาอารักษ์ที่บันดาลให้ฝนไม่ตก สร้างความเดือดร้อนแก่ราษฎร เพื่อให้รัฐบาลสยามยอมผ่อนปรน แต่อีกทางหนึ่งแล้วเป็นการรักษาผลประโยชน์ของบรรดาเจ้านายล้านนา ซึ่งดูเหมือนว่าโชคจะเข้าข้างบรรดาเจ้านายล้านนา เพราะว่ารัชกาลที่ 5 ทรงรับทราบเรื่องดังกล่าวไว้ แต่ยังไม่ได้มีพระราชวินิจฉัยก็เกิดกบฏพระยาผาบสงครามขึ้นเสียก่อน พระองค์จึงอนุมัติคำร้องทันที โดยยกเลิกตำแหน่งเสนาทั้ง 6 เมื่อ .. 2435 และเปลี่ยนกลับมาใช้เค้าสนามหลวงเหมือนเดิม

กล่าวได้ว่าการที่คนล้านนานำความเชื่อเรื่องผีมาใช้เป็นพลังทางสังคมในการต่อต้านอิทธิพลการปกครองของสยามนั้นมาจากความต้องการที่จะขจัดอำนาจของผู้ปกครองสยามออกจากล้านนา รวมถึงใช้อ้างในกรณีที่เกิดความขัดแย้งกับสยามในเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพราะการต่อสู้ทางตรงด้วยอาวุธนั้นไม่ประสบผลสำเร็จ จึงหวังใช่ผีหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติเป็นเครื่องมือแทน


อ้างอิง :

เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว. เปิดแผนยึดล้านนา. กรุงเทพฯ : มติชน, 2559.

เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว; จุพิศพงศ์ จุฬารัตน์. (2557, มกราคมมิถุนายน). รัฐสยามกับล้านนา .. 2417-2476. วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์). 6(11): 65.


เผยแพร่ออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ : 24 กรกฎาคม 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป