เขา (กล่าวหา?) ว่า “พระเจ้าตากสิน” เป็นบ้า! เปิดบันทึก-หลักฐานว่า “บ้า” อย่างไร?

พระบรมสาทิสลักษณ์พระเจ้าตากสิน ภายในโบสถ์น้อย วัดอรุณราชวราราม

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์หนึ่งที่ประวัติศาสตร์ได้บันทึกหลักฐานไว้เป็นจำนวนมาก และมีหลายหลายแง่มุมให้ศึกษา โดยเฉพาะเรื่องพระอารมณ์และพระสติที่หลักฐานส่วนใหญ่มักระบุว่าพระองค์ “บ้า” 

เรื่องความบ้าจึงนำไปสู่ความเชื่อ ทฤษฎีหรือแนวความคิดต่าง ๆ ออกมาให้ข้อมูลอีกแง่มุมหนึ่งว่าพระเจ้าตากสินไม่ได้บ้า เพียงแต่หนีไปบวชที่นครศรีธรรมราชก็มี หนีไปเมืองจีนก็มี จนดูเหมือนว่าเรื่องของพระเจ้าตากสินจะดูเป็นเรื่องที่ไม่มีวันถกเถียงกันจบสิ้น

ดังนั้น ในบทความนี้จึงขอยกหลักฐานที่ว่าด้วยความบ้าของพระเจ้าตากสินมาให้พิจารณาว่าเป็นอย่างไร รวมถึงข้อคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์หลายพระองค์และหลายคนที่ต่างก็มีการวิเคราะห์ในประเด็นนี้แตกต่างกันออกไป

พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา

หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับนี้เดิมเป็นสมุดไทยมีหลายเล่ม สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายว่า เป็นหนังสือที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีรับสั่งให้กรมหลวงวงศาธิราชราชสนิทชำระขึ้นใหม่จากของเก่าหลายแห่งให้สมบูรณ์ขึ้น เมื่อทูลเกล้าฯ ถวายแล้วรัชกาลที่ 4 ทรงตรวจและแก้ไขด้วยพระองค์เอง และเมื่อมีการตีพิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2457 กรมพระยาดำรงราชานุภาพก็ทรงตรวจสอบแก้ไขตำนานในพระราชพงศาวดารให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตเลขาได้อธิบายว่าพระเจ้าตากสินได้ทรงเจริญพระกรรมฐานบ่อยครั้งในช่วงหลายปีก่อนสิ้นรัชกาล ครั้งหนึ่งที่ทรงเจริญพระกรรมฐานตามความว่า “…สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเข้าทรงนั่งสมาธิให้โต๊ะแขกดู ประมาณห้าบาทออกจากที่ทรงนั่งแล้ว ตรัสถามโต๊ะแขกว่าเห็นเป็นประการใดบ้าง โต๊ะแขกกราบทูลว่าซึ่งทรงนั่งสมาธิอย่างนี้ อาจารย์ซึ่งได้เล่าเรียนมาแต่ก่อนจะได้พบเห็นเสมอพระองค์ดังนี้หามิได้…”

ดูเหมือนเรื่องพระกรรมฐานนี้จะเป็นประเด็นใหญ่ที่สำคัญอันสะท้อนให้เห็นถึงการเสียพระสติ และยังมีประเด็นเรื่องพระอารมณ์แปรปรวนอันเกี่ยวข้องกับการเสียพระสติในเวลาต่อมาด้วย คือเรื่องพระเกษาหนึ่งเส้น

ใน พ.ศ. 2323 เจ้าพนักงานภูษามาลาแต่งเครื่องทรงใหญ่ให้พระเจ้าตากสิน แต่เมื่อพระองค์ส่องพระฉายแล้วทอดพระเนตรเห็นพระเกษาเหนือพระกรรณซ้ายเหลืออยู่หนึ่งเส้นก็ทรงพิโรธว่า “แกล้งทำประจานพระองค์เล่น” จึงตรัสถามสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระราชโอรส ว่ามีโทษสถานใด แต่กรมขุนอินทรพิทักษ์กราบทูลว่าเจ้าพนักงานภูษามาลาคงมิได้แกล้งดังว่า เมื่อนั้นพระเจ้าตากสินก็ทรงพิโรธสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอว่าเข้าข้างผู้กระทำความผิด จึงลงพระราชอาญาเฆี่ยน 100 ทีแล้วขังไว้ ส่วนเจ้าพนักงานภูษามาลาและพระยาอุทัยธรรมจางวาง รวม 3 คนให้นำไปประหารชีวิต

จากนั้นมีพระราชโองการให้ถอดพระอิสริยยศกรมขุนอินทรพิทักษ์ แต่เมื่อหายพิโรธแล้วจึงโปรดให้พ้นพระราชอาญา แล้วพระราชทานพระอิสริยยศคืนดังเก่า เรื่องพระเกษาหนึ่งเส้นนี้คงแต่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมา อันแสดงให้เห็นถึงพระอารมณ์แปรปรวนของพระเจ้าตากสินได้พอประมาณ

ทั้งเรื่องทรงเจริญพระกรรมฐานและพระอารมณ์แปรปรวนถึงการณ์สุขงอมประจวบเหมาะกันพอดิบพอดี พงศาวดารบันทึกว่า “…ฝ่ายแผ่นดินข้างกรุงธนบุรีนั้นผันแปรต่าง ๆ เหตุพระเจ้าแผ่นดินทรงนั่งพระกรรมฐาน เสียพระสติ พระจริตก็ฟั่นเฟือนไป ฝ่ายพระพุทธจักรและอาณาจักรทั้งปวงเล่า ก็แปรปรวนวิปริตมิได้ปรกติเหมือนแต่ก่อน… พระองค์มีพระสติฟั่นเฟือนถึงสัญญาวิปลาส…” การเจริญพระกรรมฐานทำให้พระเจ้าตากสินดำริว่าพระองค์ทรงบรรลุเป็นพระโสดาปัตติผล แล้วรับสั่งถามพระสงฆ์ว่า “พระสงฆ์ปุถุชนจะไหว้นบเคารพคฤหัสถ์ซึ่งเป็นพระโสดาบันบุคคลนั้น จะได้หรือมิได้ประการใด”

สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) ถวายวิสัชนาร่วมกับ พระพุฒาจารย์ วัดบางหว้าน้อย (วัดอมรินทราราม) และพระพิมลธรรม วัดโพธาราม (วัดพระเชตุพนฯ) ว่าไม่เห็นควรให้พระสงฆ์กราบไหว้คฤหัสถ์ที่เป็นอริยบุคคล ความว่า “ถึงมาตรว่าคฤหัสถ์เป็นพระโสดาก็ดี แต่เป็นหินเพศต่ำ อันพระสงฆ์ถึงเป็นปุถุชน ก็ตั้งอยู่ในอุดมเพศอันสูง เหตุทรงผ้ากาสาวพัสตร์ และพระจตุปาริสุทธิศีลอันประเสริฐ ซึ่งจะไหว้นบคฤหัสถ์ อันเป็นพระโสดานั้นก็บ่มิควร” พระเจ้าตากสินก็พิโรธ มีพระราชโอการถอดยศสมณศักดิ์ลงและให้ลงพระราชอาญาตีหลัง

เมื่อกรุงธนบุรีเกิดจลาจลเดือดร้อน พระราชพงศาวดารฉบับนี้ให้เหตุว่าเป็น “เพราะพระเจ้าแผ่นดินมิได้ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมสุจริต” ทำให้ชาวบ้านเดือนร้อนเพราะมีพวกคนพาลกราบทูลเรื่องมิบังควร เปลี่ยนเรื่องเท็จเป็นเรื่องจริง จนทำให้เกิดเหตุวุ่นวายไปทั่วกรุงธนบุรี มีการโบยตีพระสงฆ์ กังขังตั้งแต่ชาวบ้านจนถึงพระบรมวงศานุวงศ์โดยหาเหตุกระทำผิดไม่ได้ เร่งรัดเอาทัพย์สินโดยพลการหาความผิดมิได้ และเมื่อเจ้าพระยาจักรีปราบเหตุวุ่นวายลงแล้วจึงร่วมปรึกษากับขุนนางทั้งหลาย ขุนนางพร้อมใจกันว่า “พระเจ้าแผ่นดินละสุจริตธรรมเสียประพฤติการทุจริตฉะนี้ ก็เห็นว่าเป็นเสี้ยนหนามหลักตออันใหญ่อยู่ในแผ่นดิน จะละไว้มิได้ ควรจะให้สำเร็จโทษเสีย”

พระเจ้าตากสิน (ขอบคุณภาพจาก วลัยลักษณ์ ทรงศิริ)

จดหมายมองซิเออร์คูเด

มองซิเออร์คูเดเป็นบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่ได้เข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนาในช่วงกรุงธนบุรี ได้เขียนจดหมายถึงมองซิเออร์เดอโก เอ็ตโลกอง ลงวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ. 1779 (พ.ศ. 2322) ท่านบันทึกถึงความแปลกของพระเจ้าตากสินว่า “พระเจ้าตากรับสั่งอยู่เสมอว่าทรงเหาะเหินเดินอากาศได้(1) เราก็ได้ทูลอยู่เสมอว่าเป็นการที่เป็นไปไม่ได้ เราได้ทูลบ่อยเข้าจนถึงกับทรงเบื่อไม่อยากฟังเราแล้ว…”

 (1) “พระเจ้าตากเป็นคนที่มีความคิดพลิกแพลงอยู่เสมอ เพราะฉะนั้น จึงได้ทรงพระราชดำริจะเป็นพระพุทธเจ้า ในเรื่องนี้ได้มีรับสั่งว่ามีพระราชประสงค์จะเป็นพระพุทธเจ้า และก็มีคนเรียกพระองค์ว่าพระพุทธเจ้าแล้วก็มี เพราะในเมืองนี้ไม่มีเลยที่ใครจะทำถูกพระทัย ตามวิธีดำเนินการที่ทรงพระราชดำริไว้นั้น ในชั้นต้นจะได้เหาะขึ้นไปตามอากาศก่อน และเพื่อจะเตรียมการที่จะทรงเหาะนี้ ได้ทรงทำพิธีต่าง ๆ ในวัดและในวังมา 2 ปีแล้ว เพราะฉะนั้น ในเวลานี้จะต้องถือพระเจ้าตากไม่ใช่มนุษย์ในโลกนี้แล้ว ถ้าเรื่องนี้ใครทูลขัดคอ หรือในเวลาทรงเข้าพิธี ใครเข้าเฝ้าแล้ว คนนั้นก็ถูกเคราะห์ร้าย”

จดหมายอีกฉบับหนึ่งของมองซิเออร์คูเดเขียนถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ ค.ศ. 1780 (พ.ศ. 2323) บันทึกถึงเรื่องที่พระเจ้าตากสินจะทรงเหาะไปในอากาศความว่า “…ทรงสวดมนต์บ้าง อดพระกระยาหารบ้าง จำศีลภาวนาบ้าง เพื่อเตรียมพระองค์สำหรับเหาะเหินเดินอากาศต่อไป…” และในจดหมายยังอธิบายพระอารมณ์แปรปรวนของพระเจ้าตากสินว่า “…พระเจ้าตากก็กริ้วเราบ้างเป็นครั้งคราว แต่ไม่ช้าก็หายกริ้วอีก…”

ในสมัยกรุงธนบุรีได้เกิดปัญหาระหว่างพวกเขารีตคริสต์ศาสนากับชาวกรุงธนบุรีบางกลุ่มที่ต่อต้านศาสนา ทำให้เกิดเหตุวุ่นวายอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง มองซิเออร์คูเดและคณะมิชชันนารีพยายามที่จะอยู่ในกรุงธนบุรีเพื่อเผยแพร่ศาสนาต่อไปแต่ไม่เป็นผล จนถูกขับออกจากกรุงธนบุรี มองซิเออร์คูเดเขียนอธิบายเหตุผลลงในจดหมายฉบับเดียวกันนั้น ความว่า “เพราะพวกพระสงฆ์ได้กราบทูลว่าถ้าเราอยู่ในพระราชอาณาเขตตราบใด ก็จะทรงเหาะเหินเดินอากาศไม่ได้”

จดหมายมองซิเออร์เดอคูร์วิแวร์

จดหมายมองซิเออร์เดอคูร์วิแวร์ ลงวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 1782 (พ.ศ. 2325) อธิบายเหตุการณ์ในช่วงปลายรัชกาลว่า “เมื่อหลายปีล่วงมาแล้ว พระเจ้าตากได้กดขี่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินและชาวต่างประเทศที่เข้าไปอยู่ หรือไปทำการค้าขายในเมืองไทยอย่างสาหัสมาก เมื่อปีกลายนี้พวกจีนซึ่งได้เคยไปค้าขายในเมืองไทย ต้องละทิ้งทรัพย์สมบัติหนีไปหมดด้วยทนความกดขี่ของพระเจ้าตากไม่ไหว มาในปีนี้พระเจ้าตากซึ่งเสียพระสติแล้วนั้น ได้กลับกดขี่ข่มเหงพวกพลเมืองมากกว่าเก่าขึ้นอีกหลายเท่า บางทีก็จับพระสนม หรือพระราชโอรสผู้เป็นรัชทายาท หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จำตรวนเสียบ้าง ลงพระราชอาญาเฆี่ยนตีเสียบ้าง แล้วแต่พระทัยจะฉุนเฉียวกลับกลอกอย่างไรก็ทำเอาตามพระทัยทั้งสิ้น…”

แม้มองซิเออร์เดอคูร์วิแวร์จะเป็นคนร่วมสมัยกรุงธนบุรี แต่ท่านเขียนเล่าเรื่องทั้งหมดในจดหมายตามที่ได้รับทราบมาจากจดหมายที่มีคนเขียนส่งมา ทราบจากข้าราชการไทยบ้าง และทราบจากพวกคนไทยที่เข้ารีตบ้าง

จดหมายเหตุความทรงจำกรมหลวงนรินทรเทวี

จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวีได้ให้ข้อมูลสำคัญว่า พระเจ้าตากสินทรงเริ่มแสดงพระอาการฟั่นเฟือนมาตั้งแต่ จ.ศ. 1130 ปีชวดสัมฤทธิศก ตรงกับ พ.ศ. 2311 แล้ว ความว่า

“ปีชวดสัมฤทธิศก ไปตีเมืองนครราชสีมา กรมหมื่นเทพพิพิธ เจ้าศรีสังข์ ไปอยู่พิมาย ต่อสู้รบประจัญกัน จับได้กรมหมื่นเทพพิพิธ บุตรชาย 2 บุตรหญิง 1 กับเจ้าศรีสังข์ กรมหมื่นเทพพิพิธ ท่านให้สำเร็จโทษเสีย เจ้าศรีสังข์หนีไปเมืองขอม บุตรกรมหมื่นสุนทรเทพ หม่อมประยงค์ โปรดให้เป็นเจ้า อนิรุทเทวา บุตรกรมหมื่นจิตรสุนทร หม่อมกระจาดให้ชื่อบุษบา บุตรกรมพระราชวัง หม่อมเจ้ามิตรประทานชื่อประทุม บุตรกรมหมื่นเทพพิพิธ หม่อมมงคล หม่อมพะยอม พี่หม่อมอุบลบุตรเจ้าฟ้าจิตรเลี้ยงเสมอกันทั้ง 4 คน แต่โปรดหม่อมฉิม หม่อมอุบล ประทมอยู่คนละข้าง

วิบัติหนูกัดพระวิสูตร รับสั่งให้ชิดภูบาล ชาญภูเบศร์ ฝรั่งคนโปรดทั้งคู่ ให้มาไล่จับหนูใต้ที่เสวยในที่ด้วย เจ้าประทุมทูลว่าฝรั่งเป็นชู้กับหม่อมฉิม หม่อมอุบล กับคนรำ 4 คน เป็น 6 คนด้วยกัน รับสั่งถามหม่อมอุบลไม่รับ หม่อมฉิมว่ายังจะอยู่เป็นมเหสีขี้ซ่อนหรือ มาตายตามเจ้าพ่อเถิด รับเป็นสัตย์หมด ให้เฆี่ยนเอาน้ำเกลือรด ทำประจานด้วยแสนสาหัส ประหารชีวิตผ่าอกเอาเกลือทา ตัดมือตัดเท้า

สำเร็จโทษเสร็จแล้วไม่สบายพระทัย คิดถึงหม่อมอุบลว่ามีครรภ์อยู่ 2 เดือน ตรัสว่าจะตายตามหม่อมอุบล ว่าใครจะตายกับกูบ้าง เสมเมียกรมหมื่นเทพพิพิธว่าจะตามเสด็จ หม่อมทองจันทร์ หม่อมเกศ สั่งบุษบา จะตามเสด็จด้วย ประทานเงินคนละ 1 ชั่ง ให้บังสุกุลตัว ทองคนละ 1 บาท ให้ทำพระ แล้วให้นั่งในแพหยวกนิมนต์พระเข้ามาบังสุกุล แล้วจะประหารชีวิตคนที่ยอมตามเสด็จนั้นก่อน แล้วท่านจะแทงพระองค์ท่านตามไปอยู่ด้วยกัน เจ้าข้าพระสติฟั่นเฟือน

เจ้าคุณใหญ่ท้าวเจ้าคุณทรงกันดาลกับเตี่ยหม่อมทองจันทร์นิมนต์พระเข้ามามาก ชุมนุมสงฆ์ถวายพระพรขออย่าให้ทำหาควรไม่ว่าที่จะได้พบกันนั้นหามิได้ แล้วถวายพระพรขอชีวิตไว้ ได้พระสติคืนสมประดี ประทานเงินเติมให้แก่ผู้รับตามเสด็จนั้น…”

จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวีมากล่าวถึงพระอาการเสียพระจริตฟั่นเฟือนของพระเจ้าตากสินอีกครั้งหนึ่งในลำดับก่อนหน้าพระองค์จะทรงแต่งพระราชสาสน์ไปยังเมืองจีนใน พ.ศ. 2324 ว่า “ให้ปลูกไม้ไผ่ 1000 ไม้แก่น 1000 ไว้ท่าท่านผู้มีบุญจะมาข้างหน้า จะได้สร้างปราสาท ไม้ไผ่จะทำร่างร้าน ไม้แก่นดูกในก่อตั้งเสาปราสาท ปลูกไว้สำหรับผู้มีบุญจะมา พระองค์ท่านจะเหาะแล้ว”

ลําดับกษัตริย์กรุงเก่าคำฉันท์

พระทัศดาจตุรงค์ ข้าราชการในกรมพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นผู้นิพนธ์ ได้พิมพ์ออกเผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือวชิรญาณ ตอนที่ 85 ร.ศ. 120 เรื่องลำดับกษัตริย์กรุงเก่าคำฉันท์นี้ แต่งเป็นกาพย์ฉบัง 16 เนื้อเรื่องกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนกระทั่งถึง รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ บอกจำนวนปีและ พ.ศ. ที่เสด็จขึ้นครองราชสมบัติทุกรัชกาล และได้กล่าวถึงพระเจ้าตากสิน ความว่า

ภายหลังท่านผู้ครองภพ     เสียจริตคิดคด
บอยู่ในสัตยาธรรม์
เฆี่ยนฆ่าสามารถใจฉกรรจ์     เรียกเงินทองทัณฑ์
ทำโทษพิโรธมุลิกา
เก็บริบทรัพย์สินโภคา     ปรับไหมเหลือตรา
ทุกหมู่อำมาตย์มนตรี
สมทรัพย์ใส่คลังมากมี     ร้อนทั่วประชาชี
ก็เกิดพิบัติอัศจรรย์
ก่อยุคขุกแข็งขืนขัน     ตริเอาเมืองพลัน
ก็ได้ด้วยคิดขับเคี่ยว
เจ้าตากจนใจจริงเจียว     สุดคิดจักเหลียว
ก็อ่อนฤทัยทำดี

เกิดวิกลดลจิตประจุบัน     ท้าวดับชีวัน
ผ่านภพได้สิบห้าปี
พระบรมรูป “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ภายในศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระราชวังเดิม ธนบุรี

สังคีติยวงศ์

คัมภีร์สังคีติยวงศ์ประพันธ์โดยสมเด็จพระวันรัตน์ วัดพระเชตุพนฯ สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นคัมภีร์ประพันธ์ภาษาบาลีเล่มแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ จัดเป็นวรรณคดีภาษาบาลี  ได้กล่าวถึงพระเจ้าตากสิน ความว่า “…ได้ทรงทำกรรมต่าง ๆ มีนวทาเป็นต้น (หรือนวทาน) แล้วมีจิตรฟุ้งซ่านวิปริตต่าง ๆ มหาชนพากันโกรธฆ่าเสียได้ทำกาลกิริยา ทั้งบุตรและนัดดาทั้งหลาย” 

อย่างไรก็ตาม กรมพระยาดำรงราชานุภาพอธิบายคัมภีร์สังคีติยวงศ์ว่า สมเด็จพระวันรัตน์แต่งขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติยศรัชกาลที่ 1 เมื่อโปรดเกล้าฯ ให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎก และกรมพระยาดำรงราชานุภาพอธิบายถึงเหตุที่รัชกาลที่ 1 ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ความว่า “ทรงอุปถัมภกพระพุทธศาสนาซึ่งเศร้าหมองมาแต่เสียกรุงศรีอยุธยาแก่ข้าศึก แลมาซ้ำเปนจลาจลในครั้งกรุงธนบุรีให้กลับรุ่งเรืองในสยามประเทศ”

นักวิชาการว่าไม่บ้า?

นอกจากหลักฐานที่ยกมาข้างต้น ทั้ง พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา, จดหมายมองซิเออร์คูเด, จดหมายมองซิเออร์เดอคูร์วิแวร์, จดหมายเหตุความทรงจำกรมหลวงนรินทรเทวี, ลําดับกษัตริย์กรุงเก่าคำฉันท์ และสังคีติยวงศ์ ยังมีปรากฏเรื่องการเสียพระสติของพระเจ้าตากสินใน พงศาวดารเมืองสงขลาที่ระบุไว้ว่า เมื่อ “พระสงขลา” เข้าเฝ้าพระเจ้าตากสินเพื่อกราบทูลเหตุขัดแย้งกับเมืองนครศรีธรรมราชเสร็จแล้วนั้น กลับมาอยู่เมืองสงขลาก็ทราบข่าวพระเจ้าตากสิน ความว่า “…พระสงขลาทูลลากลับออกมาเมืองสงขลาปรกติอยู่สองปี พอเจ้าตากเสียพระจริต พระยาสรรข์เปนขบถจับเจ้าตากขังไว้” 

ปรามินทร์ เครือทอง กล่าวถึงพระอาการของพระเจ้าตากสินในจดหมายเหตุความทรงจำกรมหลวงนรินทรเทวี ในบทความเรื่อง “กลยุทธ์พระเจ้าตาก “เหาะ” ฟื้นวิกฤตศรัทธา” ศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม 2554 ความว่า “พระอาการพระสติฟั่นเฟือนตามบันทึกข้อนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่อาการบ้าอย่างที่เราเข้าใจกันแน่นอน เพราะเป็นอาการที่มีสาเหตุความเป็นมา เพียงแต่พระอาการอ่อนไหวจนขาดสตินี้ เป็นอาการเกินกิริยาของพระมหากษัตริย์ไปมาก จนไม่สามารถยอมรับได้ เป็นผลร้ายต่อภาพลักษณ์ของพระเจ้าตากถึงขนาดเริ่มมีการใช้คำว่าฟั่นเฟือนเพื่ออธิบายพระอาการของพระองค์”

และในประเด็นที่พระเจ้าตากสินลงพระราชอาญาพระสงฆ์ที่มิยอมกราบไหว้นั้น ปรามินทร์อธิบายว่า “การลงโทษพระสงฆ์ที่เห็นต่างด้วยการโบย การลงโทษให้ขนอาจม จนพระพุทธศาสนาก็เศร้าหมองและเป็นเหตุแห่งข้อกล่าวหาว่ามีพระสติฟั่นเฟือนถึงสัญญาวิปลาสนั่นเอง”

จดหมายเหตุความทรงจำกรมหลวงนรินทรเทวีที่ยกมาข้างต้น ยังปรากฏในบทความเรื่อง “แฉเบื้องหลังพงศาวดารกระซิบ กรณีสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทูลขอพระธิดาพระเจ้ากรุงจีน” เขียนโดยสุทธิศักดิ์ ระบอบ สุขวานนท์ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับมิถุนายน พ.ศ. 2554 สุทธิศักดิ์แสดงทัศนะว่า

“กรมหลวงนรินทรเทวีองค์ผู้ทรงพระนิพนธ์จดหมายเหตุความทรงจำทรงมีฐานะเป็นพระน้องนางเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (เจ้าพระยาจักรี) ผู้ล้มล้างพระราชอำนาจสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จึงถือเป็นกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม ย่อมมีอคติต่อพระองค์บ้างไม่มากก็น้อย จึงทรงพระนิพนธ์เนื้อความบางช่วงบางตอนแสดงให้เห็นถึงพระอาการเสียพระจริตของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีอยู่เป็นระยะ ๆ ตราบจนกระทั่งสิ้นรัชกาล…

แต่พระราชสาส์นไปเมืองจีนของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีใน พ.ศ. 2324 กลับไม่มีเนื้อความตอนใดบ่งบอกถึงพระอาการเสียพระจริตไว้เลยแม้แต่น้อย จึงเป็นปมปริศนาที่นักพงศาวดารไทยต้องทำการศึกษากันต่อไปในเบื้องหน้า”

ขณะที่นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายในหนังสือ “การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี” ในเรื่องความ “บ้า” ของพระเจ้าตากสินว่า “เจ้าพระยาจักรีดูเหมือนได้ใช้อาการวิกลจริตเป็นข้ออ้างอย่างหนึ่งในการเจรจาหย่าศึกกับญวณ จะเห็นได้ว่ารายงานของบุคคลร่วมสมัยเหล่านี้ล้วนเป็นการรายงานจากข่าวลือหรือกล่าวขึ้นเพื่อปรักปรำและหวังประโยชน์ทางการเมืองหรือการทหาร หรือกล่าวขึ้นในภายหลังเพื่ออธิบายการยึดอำนาจของเจ้าพระยาจักรี

การที่รัฐบาลในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ไม่ได้ใช้การวิกลจริตเป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจหลังจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ขึ้นครองราชย์มากนัก แสดงให้เห็นว่าเมื่อได้ยึดอำนาจไว้แล้ว ข้ออ้างซึ่งอาจรู้กันอยู่ว่าไม่จริงนั้นก็ได้ถูกยกเลิกไป แต่หันไปเน้นในเรื่องของอุดมการณ์ที่ขัดแย้งกันมากกว่า ในขณะที่บุคคลร่วมสมัยยังยึดอยู่กับเรื่องวิกลจริต อันเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการเมืองในขณะนั้นที่จะก่อรัฐประหารเท่านั้นเอาไว้สืบมา”

อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่ ธนบุรี กรุงเทพฯ

เจ้านายว่าบ้า?

ด้านเจ้านายในพระราชวงศ์จักรีหลายพระองค์ได้ให้ความคิดเห็นเรื่องความบ้าของพระเจ้าตากสินไว้ด้วย กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ให้หม่อมราชวงศ์สุมนชาติฟัง ซึ่งได้ตั้งคำถามและจดบันทึกเอาไว้ ก่อนจะนำมารวบรวมตีพิมพ์เป็นหนังสือ ชื่อ “บันทึกรับสั่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ” จัดพิมพ์ พ.ศ. 2493

ในหัวข้อเรื่อง “ขุนหลวงตากเป็นบ้าหรือ?” กรมพระยาดำรงทรงตั้งข้อสังเกตว่า “เรื่องขุนหลวงตากนี้เป็นเรื่องที่น่าเอาใจใส่ นักปราชญ์สมัยใหม่กำลังปรักปรำราชวงศ์จักรี แต่ไม่มีอะไรจะว่านอกจากจะว่าขุนหลวงตากไม่บ้า และเพื่อชี้ให้คนเห็นว่า พระพุทธยอดฟ้าฯ เป็นกบฏต่อขุนหลวงตาก”

และทรงอธิบายว่าได้มีความพยายามให้ความยุติธรรมกับพระเจ้าตากสินโดยการชูคุณงามความดีของพระองค์ ส่วนเรื่องที่ว่าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงวิปลาสหรือไม่ ทรงสรุปว่า พระเจ้าตากสินนั้น “ไม่มีที่สงสัยเลยที่ว่าขุนหลวงตากจะไม่บ้า บ้าแน่ๆ... ถ้าขุนหลวงตากเป็นบ้าอย่างมากมายไม่รู้วันรู้คืน พระพุทธยอดฟ้าฯ ก็คงออกพระโอษฐ์ขอไม่ให้ปลงชีวิต นี่ขุนหลวงตากไม่ได้บ้าถึงเพียงนั้น เป็นบ้าคลั่งอันตรายต่อแผ่นดิน”

นอกจากนี้ กรมพระยาดำรงราชานุภาพยังได้ทรงเล่าถึงพระบรมราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เกี่ยวกับเรื่องพระเจ้าตากสิน โดยทรงเล่าว่ารัชกาลที่ 5 ทรง “กริ้วมาก” ที่เจ้าพระยาทิพากรวงศ์เขียนถึงพระเจ้าตากสินในทางที่ทำให้เสียหาย เพราะพระเจ้าตากสินเป็นบุคคลที่ทำคุณงามความดีให้กับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นบ้าหรือไม่ก็ไม่ควรเอามาเป็นเรื่องล้อเลียน และ “กษัตริย์ในราชวงศ์จักรีนี้ทุกพระองค์นับถือขุนหลวงตากเสมอ ไม่ควรที่ใครจะมาลบหลู่บุญคุณ ฉะนั้นการที่เขียนเรื่องล้ออย่างนี้ ไม่ชอบด้วยพระราชนิยม”

ส่วนพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ก็เป็นเจ้านายอีกพระองค์หนึ่งที่ทรงบันทึกถึงพระเจ้าตากสินเช่นกัน ทรงบันทึกว่ามีผู้ออกความคิดเห็นกันหลายคนว่าเหตุที่พระเจ้าตากสินเสียพระสตินั้น เนื่องจากความเหน็ดเหนื่อยพระทัยและพระวรกายที่ต้องตากตำทำสงครามและปกครองบ้านเมือง

พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงบันทึกในหนังสือ “เจ้าชีวิต” ความว่า “มีผู้คนมิใช่น้อยที่ได้แสดงความสงสัยว่าพระเจ้าตากสินทรงพระประชวรวิกลจริตจริง ๆ หรือเปล่า และมีผู้ออกความเห็นว่าเรื่องพระเจ้าตากสินทรงพระประชวรวิกลจริตนั้นเป็นเรื่องที่ตกแต่งขึ้นทั้งสิ้น เพื่อจะเอาพระองค์ออกจากการเป็นพระมหากษัตริย์ และเป็นข้อแก้ตัวที่เจ้าพระยาจักรีจะแย่งแผ่นดิน…”

พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ อธิบายว่า พระยาจักรีเป็นผู้จงรักภักดีพระเจ้าตากสินมาโดยเสมอ ซึ่งไม่ปรากฏว่าเคยขาดความจงรักภักดีหรือคัดคำสั่งหรือพระบรมราชโองการแม้แต่ครั้งเดียว หรือแม้แต่เคยบ่นหรือแสดงความไม่พอใจพระเจ้าตากสินแต่อย่างใด และพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงอธิบายในประเด็นที่ว่าอาจมีหลักฐานที่โจมตรีพระราชวงศ์จักรี ความว่า “จริงอยู่อาจจะมีผู้เถียงว่าถ้ามีทางพระบรมราชวงศ์จักรีก็คงสั่งให้ลบทำลายเสียหมด ขอเตือนนักประวัติศาสตร์ว่าถ้ามีจริง คงจะมีผู้จดข้อความเช่นนั้นไว้บ้าง เช่นชาวต่างประเทศที่ไม่เกรงกลัวพระราชวงศ์จักรีเขาก็คงจดไว้บ้าง ถ้ามีที่เขาจดไว้เช่นนั้น ถึงบัดนี้คงจะมีเผยออกพิมพ์บ้างแล้ว

เมื่อไม่มีจึงน่าจะพิสูจน์ได้ว่าเจ้าพระยาจักรีไม่เคยคิดทรยศ กลับเป็นผู้วึ่งจงรักภักดีต่อพระเจ้าตากสินโดยตลอด”

ในหนังสือเจ้าชีวิตระบุลงรายละเอียดในตอนประหารพระเจ้าตากสินอย่างชัดเจน ความว่า “…ขณะนั้นเจ้าพระยาจักรีทรงยืนอยู่ไม่ไกลนักพอแลเห็นกันได้ เมื่อมีผู้มาทูลถามว่า พระเจ้าตากสินขอพบ เจ้าพระยาจักรีพระเนตรคลอ พระศอตื้นตัน ตรัสไม่ออก ได้แต่โบกพระหัตถ์แล้วเขาก็เชิญพระเจ้าตากไปสำเร็จโทษ” ขณะที่ในพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาระบุเพียงว่า “…ผู้คุมก็ให้หามเข้ามา ได้ทอดพระเนตรเห็น จึงโบกพระหัตถ์มิให้นำมาเฝ้า ผู้คุมและเพชฌฆาตก็หามออกไป…” 

ขณะที่รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชวิจารณ์เรื่องความบ้าของพระเจ้าตากสิน ในพระราชวิจารณ์จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี ในประเด็นว่า “ให้แต่งสำเภาทรงพระราชสาส์นไปถึงพระเจ้าปักกิ่ง ว่าจะขอลูกสาวพระเจ้าปักกิ่ง ให้เจ้าพระยาศรีธรรมาธิราชผู้เถ้า กับหลวงนายฤทธิหลวงนายศักดิ์เปนราชทูต หุ้มแพรมหาดเล็กเลวไปมาก แต่งเครื่องบรรณาการไปกล่าวขอลูกสาวเจ้าปักกิ่ง”

รัชกาลที่ 5 มีพระราชวิจารณ์ความข้างต้นว่า “เรื่องขอลูกสาวเจ้าปักกิ่งนี้ เคยได้ยินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวรับสั่งเล่าให้ฟัง แต่ครั้นเมื่อค้นดูในสำเนาพระราชสาส์นห้องอาลักษณ์ จำนวนจุลศักราช 1143 ได้ความว่าทูตครั้งนั้นเปน 2 สำรับ ทูตที่เชิญพระราชสาส์นคุมเครื่องราชบรรณาการตามเคยสำรับหนึ่ง แต่พระราชสาส์นนั้น ไม่ใช่ส่งของไปเจริญทางพระราชไมตรี ตามธรรมเนียมเท่านั้น มีข้อความแถมท้ายพระราชสาส์น เหมือนหนึ่งเข้าใจว่าหนังสือฉบับนั้น พระเจ้ากรุงจีนจะได้อ่านเอง

…เจ้ากรุงธนบุรีไม่ได้ทราบผลของการที่แต่งทูตออกไปนี้ด้วยหมดเวลา, สังเกตดูถ้อยคำที่จดหมาย อยู่ข้างพลุ่งพลั่ง แต่ไม่ใช่บ้า”

ดังนั้น จึงไม่อาจหาข้อสรุปได้ว่าพระเจ้าตากสิน “มีพระสติฟั่นเฟือนถึงสัญญาวิปลาส” นั้นจริงหรือไม่ เพราะเมื่อมีข้อยุติของฝ่ายที่ว่าบ้า ก็จะมีข้อยุติของฝ่ายที่ว่าไม่บ้า การถกเถียงกันในประเด็นนี้จึงน่าสนใจสำหรับผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ หากแต่จะเชื่อแนวคิดฟากฝั่งใดนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์และวิจารณญาณของแต่ละบุคคล


อ้างอิง :

กรมศิลปากร. (2548). พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 2. พิมพ์ครั้งที่ 10. นครปฐม : นครปฐมการพิมพ์.

กรมศิลปากร. (2560). จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี และพระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. พิมพ์ครั้งที่ 7. ม.ป.ท. : เอดิสัน เพรส โพรดักส์.

สังคีติยวงศ์, พิพม์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย. (2466). พระนคร : โรงพิมพ์ไทย, จากสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ลําดับกษัตริย์กรุงเก่าคำฉันท์, พิมพ์เนื่องในงานฌาปนกิจ นางสาวอรวรรณ เลขะกุล. (2513). พิมพ์ครั้งที่ 2. ม.ป.ท. : ม.ป.พ.

ประชุมพงศาวดาร 53 เมืองสงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง, พิมพ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพพระพิทักษ์สาครเกษตร์ (หยวก ลีละบุตร). (2476). ม.ป.ท. : โสภณพิพรรฒธนากร.

จดหมายเหตุคณะบาทหลวงฝรั่งเศสในแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น. ประชุมพงศาวดาร เล่ม 23 (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 39 (ต่อ) – 40). (2511). กรุงเทพฯ : ศึกษาภัณฑ์พาณิชย์.

จุลจักรพงษ์, พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า. (2536). เจ้าชีวิต สยามก่อนยุคประชาธิปไตย. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งกรุ๊พ.

นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2548). การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี. พิมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ : มติชน.

สุทธิศักดิ์ ระบอบ สุขวานนท์. (2554, มิถุนายน). แฉเบื้องหลังพงศาวดารกระซิบ กรณีสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทูลขอพระธิดาพระเจ้ากรุงจีน. ศิลปวัฒนธรรม. 32 (8) : 88-89.

ปรามินทร์ เครือทอง. (2554, ธันวาคม). กลยุทธ์พระเจ้าตาก “เหาะ” ฟื้นวิกฤตศรัทธา. ศิลปวัฒนธรรม. 33 (2).

ภัทรัตน์ พันธุ์ประสิทธิ์. (2562). “ขุนหลวงตากเป็นบ้าหรือ?”: พระวินิจฉัยกรมพระยาดำรงฯ เรื่องสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี. เข้าถึงเมื่อ 10 กรกฎาคม 2562, จาก https://www.silpa-mag.com/quotes-in-history/article_35232

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป