โป๊ะแตก หนังสือหายากของกาลิเลโอ กว่า 300 ปีก่อนฉบับปลอมเนียน ถูกแฉได้อย่างไร

(ซ้าย) ภาพวาด กาลิเลโอ (ขวา) หนังสือ Sidereus Nuncius ฉบับแรก

สิ่งที่บรรดานักสะสมของโบราณของหายากทั้งหลายระมัดระวังกันเป็นพิเศษย่อมเป็นของปลอมแปลง  ต้องยอมรับว่าบางครั้งก็ยากจะสังเกต และอาจเกิดกรณีเดียวกับหนังสือดาราศาสตร์ที่หายากอย่างยิ่งเล่มหนึ่งอย่างสำเนาหนังสือของกาลิเลโอที่เผยแพร่เมื่อศตวรรษที่ 17 ซึ่งมีข้อบ่งชี้ทั้งลายเซ็นและลายวาดที่เชื่อว่าเป็นฝีมือของกาลิเลโอ แต่ปรากฏว่า หนังสือเล่มนั้นก็ถูกวินิจฉัยว่าเป็นของปลอมแปลงขึ้นในภายหลัง

กาลิเลโอ นักดาราศาสตร์จากอิตาลีในช่วงศตวรรษที่ 17 สร้างสรรค์ผลงานที่พลิกโฉมวิทยาศาสตร์เมื่อหลายร้อยปีก่อน ผลงานหนึ่งคือการเผยแพร่หนังสือ Sidereus Nuncius (Starry Messenger) หรือเป็นที่รู้จักในชื่อแปลไทยว่า “ผู้ส่งสารแห่งดวงดาว” เมื่อ ค.ศ. 1610 ซึ่งมีสำเนาหลงเหลือมาถึงปัจจุบันไม่เกิน 150 เล่มเท่านั้น ขณะที่ในช่วงการเผยแพร่ เชื่อว่ามีตัวเล่มออกมาเผยแพร่ประมาณ 550 เล่ม

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) อธิบายว่า หนังสือ Sidereus Nuncius บันทึกการค้นพบใหม่ในช่วงเวลานั้น รวมไปถึงภาพสเก็ตของดวงจันทร์ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีพื้นผิวขรุขระ ไปจนถึงข้อมูลจากการสังเกตตำแหน่งของดาวพฤหัส เป็นผลงานที่ทำให้เขาเป็น “นักดาราศาสตร์” ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น

เมื่อปี 2005 มีรายงานการค้นพบสำเนาหนังสือ Sidereus Nuncius จากศตวรรษที่ 17 ซึ่งถือว่าเป็นหนังสือหายาก และมีค่าอย่างยิ่ง การค้นพบเมื่อเวลานั้นถูกขนานนามว่าเป็นการค้นพบครั้งสำคัญแห่งศตวรรษเลยทีเดียว และถูกเปิดเผยโดยกลุ่มผู้ค้าขายหนังสือเก่าที่มีชื่อเสียงในวงการรายหนึ่งในนิวยอร์ก

สมุดเล่มที่ถูกเปิดเผยเมื่อปี 2005 มีลายเซ็นของกาลิเลโอ และลายประทับจากสถาบันวิทยาศาสตร์ Lincean จากห้องสมุดแห่งโรม ซึ่งกาลิเลโอ เป็นสมาชิกอยู่ รายงานจากพีบีเอส ผู้ผลิตสารคดีเกี่ยวกับกาลิเลโอ ระบุว่า สำเนาหนังสือเล่มอื่นจากยุคนั้นมีการแกะลายรูปข้างขึ้นข้างแรมของดวงจันทร์ แต่หนังสือฉบับที่ถูกเปิดเผยเมื่อเวลานั้นปรากฏเป็นสีน้ำ ซึ่งในเวลานั้นคาดว่าจะเป็นฝีมือของกาลิเลโอ

อย่างไรก็ตาม ไม่กี่ปีหลังจากการค้นพบก็เริ่มมีข้อสังเกตและหลักฐานที่เริ่มบ่งชี้ว่าหนังสือเล่มที่กล่าวอ้างกันนั้นเป็นเล่มที่ถูกปลอมแปลงขึ้น แม้จะเป็นที่เข้าใจกันว่า หนังสือจากศตวรรษที่ 17 เป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะปลอมแปลงเนื่องจากกรรมวิธีการพิมพ์ที่เฉพาะตัว แต่ตัวเล่มที่เป็นปัญหานี้ เมื่อพิจารณาจากลักษณะโดยทั่วไปก็ไม่พบเห็นสิ่งบ่งชี้ที่ผิดปกติ นอกเหนือจากแค่แหล่งที่มาของหนังสือเล่มที่มีปัญหาค่อนข้างไม่ชัดเจน

กระทั่งในปี 2012 มีรายงานข่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจในอิตาลีจับคุมนายมาริโน มาสซิโม เด คาโร อดีตผู้อำนวยการห้องสมุดจิโรลามินี (Girolamini) ในเมืองเนเปิลส์ เขาตกเป็นผู้ต้องสงสัยขโมยหนังสือจากห้องสมุดไปขาย ซึ่งนายเด คาโร รายนี้เป็นหนึ่งในกลุ่มบุคคลที่ขายหนังสือ Sidereus Nuncius ไปให้กลุ่มผู้ซื้อ-ขายหนังสือเก่ารายหนึ่ง นั่นทำให้หนังสือเล่มนั้นถูกตั้งข้อสงสัยทันทีว่าอาจเป็นหนังสือที่ถูกขโมยหรือถูกปลอมแปลงขึ้นมา

นิค ไวลดิง นักวิชาการที่ศึกษางานของกาลิเลโอ และศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐจอร์เจีย ให้สัมภาษณ์พีบีเอส ระหว่างการถ่ายทำสารคดี Galileo’s Moon ซึ่งออกอากาศในวันที่ 2 กรกฎาคม (ตามเวลาท้องถิ่นในสหรัฐอเมริกา) เปิดเผยว่า เมื่อเขาตรวจสอบหนังสือ เขาพบจุดต้องสงสัยในส่วนของ “ตราห้องสมุด” ซึ่งอาจบ่งชี้ว่า ตราประทับนี้ไม่ใช่ของจริง

รายงานข่าวจาก Livescience อธิบายเพิ่มเติมว่า เหล่านักปลอมแปลงของเก่ามักปลอมตราประทับของห้องสมุดชื่อดังเพื่อเพิ่มมูลค่าของหนังสือ แต่ในเมื่อหนังสือฉบับที่พบเมื่อ 2005 มีลายเซ็นของกาลิเลโอ อยู่ด้วยแล้ว คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ทำไมต้องเสี่ยงความแตกด้วยการปลอมตราประทับอีก

ไวลดิง ตั้งสมมติฐานว่า ลายเซ็นถูกทำขึ้นในเวลาเดียวกันและเป็นลายเซ็นปลอมด้วยหรือไม่ ลายรูปข้างขึ้นข้างแรมของดวงจันทร์ก็อาจเป็นของปลอมด้วยอีกหรือไม่

โอเว่น จินเกริช ศาสตราจารย์กิตติคุณ ด้านดาราศาสตร์และนักประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์จากภาควิชาประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แสดงความคิดเห็นว่า ลายรูปข้างขึ้นข้างแรมของดวงจันทร์บนหนังสือที่เป็นปัญหา ไม่น่าจะใช่ผลงานของกาลิเลโอ เพราะพบข้อผิดพลาดเกี่ยวกับข้อมูลทางดาราศาสตร์

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องมาโป๊ะแตกเมื่อไวลดิง ค้นเจอภาพถ่ายหน้าหนังสือจากสำเนาหนังสือ Sidereus Nuncius อีกเล่มที่เด คาโร พยายามขายให้ผู้ซื้อ-ขายของเก่า 2 รายเมื่อปี 2005 ซึ่งมีรอยบางอย่างบนหน้าหนังสือ รอยลักษณะนี้ไม่ปรากฏในหนังสือเล่มที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นเล่มของเก่าจริง ไวลดิง สืบค้นที่มาของรอยนี้จนไปพบในภาพสแกนหน้ากระดาษจากหนังสือเล่มจริง ซึ่งสแกนไว้เมื่อปี 1964

ไวลดิง พบว่า รอยแต้มที่เห็นจากภาพถ่ายหน้าหนังสือเวอร์ชั่นหนึ่งที่เด คาโร พยายามขายให้ผู้ซื้อกลุ่มหนึ่ง มีรอยเว้าแหว่งเหมือนกับถูกกดลงในกระดาษด้วยแม่พิมพ์ ซึ่งทำให้เชื่อได้ว่า เด คาโร ลอกเลียนแบบแม่พิมพ์โดยกรรมวิธีแบบ 3 มิติ ด้วยการสแกนภาพ (จากภาพสแกนหนังสือเล่มจริง) และเผลอใส่รอยแต้มที่มาจากภาพสแกนลงในแม่พิมพ์ จึงเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าสำเนาเล่มที่ปรากฏเป็นของปลอม ขณะเดียวกัน เด คาโร ก็รับสารภาพว่า เขาปลอมแปลงสำเนาหนังสือขึ้นมาอีกจำนวนหนึ่ง ฉบับที่เป็นของปลอมน่าจะวนเวียนอยู่ในตลาดมืดแล้ว

ไวลดิง ให้สัมภาษณ์แสดงความคิดเห็นว่า ถ้าพบว่ามีสำเนาหนังสือปลอมอยู่หลายชิ้น ย่อมชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่การหลอกลวงแบบเคสเดียวแล้ว แต่เป็นแคมเปญหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับการขโมยหนังสือหลายพันเล่มซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นหนังสือจากห้องสมุดของรัฐ

 

พิเศษ ลด 40%! สมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ลดราคาพิเศษ 40% เฉพาะสมัครวันนี้ถึง 31 พฤษภาคม 2563 เท่านั้น คลิกดูรายละเอียดที่นี่


เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 3 กรกฎาคม 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป