ราชสกุลเสนีวงศ์ ณ อยุธยา หม่อมเจ้าแตงถึงหม่อมเจ้าทินกร ทำนายดวงร.4 พระองค์ไม่ทรงถือโทษ

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

ในบรรดาราชสกุลต่างๆ ในราชวงศ์จักรี ราชสกุล “เสนีวงศ์ ณ อยุธยา” เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่รับราชการในราชสำนักและแวดวงทหารสืบต่อกันมายาวนานนับตั้งแต่ “หม่อมเจ้าแตง” พระสัมพันธวงศ์เธอ กรมหลวงเสนีบริรักษ์ ต้นราชสกุลเสนีวงศ์ ณ อยุธยา ขณะที่พระโอรสของกรมหลวงเสนีบริรักษ์ ที่มีเรื่องเล่าต่อมานั้นก็มีพระโอรสหลายองค์ที่ปรากฏในบันทึกเสมอ

ต้นราชสกุลเสนีวงศ์ คือพระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าแตง กรมหลวงเสนีบริรักษ์ เป็นพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าทองอิน กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข กับเจ้าครอกทองอยู่ ประสูติเมื่อ พ.ศ. 2320 และสิ้นพระชนม์ในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 พ.ศ. 2377 ทรงเป็นผู้คุมกองทัพที่มากความสามารถ เห็นได้จากผลงานการทำสงครามที่เวียงจันทน์ ในบรรดาพระโอรสและธิดาที่สืบสายต่อมาก็มีปรากฏว่าเป็นหม่อมราชวงศ์ซึ่งมีบทบาทมากมาย

พระโอรสองค์หนึ่งคือ หม่อมเจ้าทับ ติดตามพระบิดาและกองทัพไทยที่ยกไปตีเวียงจันทน์เมื่อพ.ศ. 2369 ตรงกับสมับรัชกาลที่ 3 อาจกล่าวได้ว่าเป็นศึกครั้งใหญ่ที่สุดในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่สำคัญคือหม่อมเจ้าทับ เป็นกวีและประพันธ์นิราศทัพเวียงจันทน์เอาไว้ด้วย

หม่อมเจ้าทัต เสนีวงศ์ พระโอรสอีกองค์ก็คือสมเด็จพระพุฒาจารย์ ซึ่งทรงผนวชในสมัยรัชกาลที่ 2 และได้สืบทอดตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามฯ ต่อจาก สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

พระโอรสอีกองค์ที่ปรากฏในบันทึกหลายแห่งคือ หม่อมเจ้าทินกร ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และยังมีหลักฐานว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยกย่องพิเศษกว่าหม่อมเจ้าอื่นที่เป็นสามัญ โดยในบันทึกของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ระบุว่า พระองค์พบว่าในบัญชีเบี้ยหวัดครั้งรัชกาลที่ 3 ซึ่งมีนามหม่อมเจ้าที่ได้พระราชทานเบี้ยหวัด มีนามหม่อมเจ้าทินกร (และหม่อมเจ้าเสริฐ) ในกรมหลวงเสนีบริรักษ์ ในบัญชีด้วย โดยพระราชทานองค์ละ 2 ชั่ง

ข้อความตอนหนึ่งในบันทึกมีว่า

“สืบถามพวกเชื้อวงศ์ได้ความว่า เมื่อในรัชกาลที่ 3 นั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้กรมหลวงเสนีบริรักษ์มีหน้าที่แต่งสำเภาหลวงไปค้าขายเมืองจีนด้วยสามลำ (ฤาจะได้แต่งมาแต่ในรัชกาลที่ 2 แล้วก็จะเป็นได้) หม่อมเจ้าทินกรได้เป็นผู้ช่วยพระบิดาแต่งสำเภา ครั้นกรมหลวงเสนีบริรักษ์สิ้นพระชนม์ จึงโปรดให้หม่อมเจ้าทินกรเป็นผู้แต่งสำเภานั้นต่อมา”

ในบันทึกของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ยังบันทึกไว้ว่า เชื้อวงศ์หม่อมเจ้าทินกร ยืนยันกันว่า หม่อมเจ้าทินกรนั้นบวชเป็นพระหางนาค

กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงบันทึกไว้ว่า ในตำนานวัดราชาธิวาสซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 4 มีสำเนาหมายรับสั่งครั้งทรงผนวช ระบุเจ้านายทรงผนวชเป็นหางนาค 7 องค์ด้วยกัน หนึ่งในนั้นมีว่า “พระองค์เจ้าอำไภ ในกรมหลวงเสนีบริรักษ์…”

อย่างไรก็ตาม กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่า “ที่เขียนไว้ในสำเนาหมายรับสั่งเห็นจะผิด ด้วยพระนามพระองค์เจ้าอำไภมีแต่พระเจ้าลูกเธอรัชกาลที่ 2 และทราบว่าได้ทรงผนวชอยู่วัดอรุณ จนได้เป็นพระราชาคณะแล้วจึงลาผนวช พระชันษาแก่กว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหลายปี คงจะทรงผนวชก่อน ไม่มีพระองค์เจ้าอำไภนอกจากนั้นอีก จึงเชื่อว่าหม่อมเจ้าทินกรได้เป็นหางนาคในคราวทรงผนวชนั้นจริง จึงเป็นเหตุให้ได้คุ้นเคยสนิทสนมกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว…”

เรื่องข้างต้นนี้คล้ายกับเป็นเหตุปัจจัยที่นำมาสู่เรื่องเล่าต่อมาว่า หม่อมเจ้าทินกรนิยมศึกษาวิชาโหราศาสตร์ รอบรู้เรื่องตำราหมอดู ครั้งหนึ่งหม่อมเจ้าทินกรพยากรณ์ขับดวงพระชะตาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งยังทรงผนวชอยู่ หม่อมเจ้าทินกรพยากรณ์ว่า “จะไม่มีบุญญาภินิหารอันใดได้ด้วยพระชันษาจะสั้น” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบ แต่ไม่ได้ทรงถือโทษ

ในรัชสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกย่องหม่อมเจ้าทินกรให้มีเกียรติยศพิเศษกว่าหม่อมเจ้าสามัญ เมื่อพิจารณาจากหลักฐานบัญชีเกณฑ์โถยาคู เมื่อ พ.ศ. 2397 ทำให้ตีความได้ว่า ตั้งแต่รัชกาลที่ 2 มาจนถึงรัชกาลที่ 4 หม่อมเจ้าทินกรมีเกียรติยศเป็นหม่อมเจ้าพิเศษกว่าหม่อมเจ้าสามัญ และในรัชกาลที่ 4 ได้พระราชทานเบี้ยหวัดเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 3 ชั่ง

หม่อมเจ้าทินกร สิ้นชีพตักษัยเมื่อพ.ศ. 2404 ในการปลงศพหม่อมเจ้า (สมัย) นั้น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ บันทึกว่า ไม่มีประเพณีที่พระมหากษัตริย์เสด็จฯไปพระราชทานเพลิง มีแค่เจ้าพนักงานแต่งศิลาหน้าเพลิงเข้าไปตั้งถวายในพระราชมณเฑียรสำหรับทรงจุดเพลิงพระราชทานไปเผาศพ แต่เมื่อรัชกาลที่ 4 ทอดพระเนตรฉลากหน้าเพลิง ก็ดำรัสรับสั่งให้เตรียมกระบวนเสด็จในวันนั้น

เมื่อประทับที่พลับพลา ทรงดำรัสเล่าถึงเรื่องหม่อมเจ้าทินกรพยากรณ์แก่เจ้านาย จึงได้ทราบเรื่องแพร่หลายกันในวันนั้น บันทึกของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ อธิบายต่อว่า

“แล้วเสด็จเข้าเมรุทรงวางธูปเทียนและเครื่องขมาด้วยพระหัตถ์ พระราชทานเพลิงแล้วตรัสว่า ‘เจ้าทินกร แกตายก่อนข้านะ’ ครั้นพระราชทานเพลิงแล้ว จึงตรัสแก่บรรดาหม่อมราชวงศ์ซึ่งเป็นบุตรและธิดาของหม่อมเจ้าทินกร ซึ่งเฝ้าฯ อยู่ที่เมรุว่า ถ้าใครจะสมัครรับราชการจะทรงพระกรุณาชุบเกล้าชุบกระหม่อมเลี้ยงทุกคน ด้วยเหตุนี้บุตรธิดาหม่อมเจ้าทินกรจึงได้เข้ามารับราชการหลายคน คือ หม่อมราชวงศ์สำเนียง เสนีวงศ์ ณ กรุงเทพ บิดาหลวงวิชิตชาญศึก (ม.ล. ปลื้ม) และพระยาสากลกิจประมวญ (ม.ล. แปลก) นี้เป็นต้น…”

อ่านเพิ่มเติมก่อนจะใช้“ณ อยุธยา”เคยมี“ณ กรุงเทพฯ”เป็นสร้อยนามสกุลเจ้านาย

ธิดาองค์หนึ่งของหม่อมเจ้าทินกร คือหม่อมราชวงศ์หญิง ถนอม น้องร่วมมารดากับหม่อมราชวงศ์พนม บิดาพระยอดเมืองขวาง เข้าไปรับราชการในพระบรมมหาราชวัง รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รับราชการเป็นพนักงานเครื่องพระสำอาง ต่อมาเป็นพนักงานพระศรี และพนักงานเครื่องนมัสการ รับราชการมาจนถึงรัชกาลที่ 6 และกราบถวายบังคมลามารักษาตัวที่บ้านพระยาสากลกิจประมวญ เมื่อ พ.ศ. 2459 เนื่องจากอายุมากแล้ว และถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2460 ขณะอายุ 74 ปี รวมแล้วรับราชการสนองพระเดชพระคุณ 3 รัชกาล ยาวนาน 56 ปี

ในสมัยรัชกาลที่ 9 ยังมีพลโท ทักษ์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา รับราชการทหารเป็นเจ้ากรมข่าวทหาร ระหว่างพ.ศ. 2491-93 พลเอก ทวิช เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ยังเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการ ในรอบ พ.ศ. 2518-2519

 

โปรโมชั่นพิเศษ ส่งท้ายปี ซื้อนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 1 ปี (12 ฉบับ) ลด 15% พร้อมจัดส่งลงทะเบียนทุกฉบับ แถมฟรีอีก 1 เดือน (1 ฉบับ) เฉพาะวันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2563 คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อได้ที่นี่


อ้างอิง

สมประสงค์ ทรัพย์พาลี. 101 จุลจักรี 101 ปี จุลจอมเกล้า.

กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ. คนดีที่ข้าพเจ้ารู้จัก เล่ม 3. ชมรมดำรงวิทยาฯ จัดพิมพ์.


เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป