พระศรีศากยมุนี วัดสุทัศนเทพวราราม พระพุทธรูปหล่อที่ใหญ่ที่สุดในสยามประเทศ

พระศรีศากยมุนี พระประธานในพระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวราราม

พระศรีศากยมุนี พระประธานในพระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวราราม เป็นพระหล่อด้วยโลหะ หน้าตักกว้าง 3 วา 1 คืบ ใหญ่กว่าพระพุทธรูปหล่อองค์อื่นซึ่งปรากฏอยู่ในประเทศสยามนี้

เดิมเป็นพระประธานอยู่ในพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุเมืองสุโขทัย หล่อแต่ครั้งกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงครองกรุงสุโขทัย ครั้นจําเนียรกาลนานมา พระวิหารหลวงหักพัง พระพุทธปฏิมาต้องตากแดดกรําฝนจนชํารุดลง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงดํารัสสั่งให้เชิญย้ายลงมากรุงเทพฯ ทรงพระราชดําริจะสร้างพระอาราม มีพระวิหารใหญ่อย่างวิหารพระเจ้าพนัญเชิงที่พระนครศรีอยุธยา ประดิษฐานไว้กลางพระนคร

มีเรื่องที่เชิญพระพุทธรูปพระองค์นี้ลงมาปรากฏอยู่ในหนังสือ ความทรงจําฯ ซึ่งทรงพระราชวิจารณ์ดังนี้

“พระโองการรับสั่งให้สร้างวัดขึ้นกลางพระนคร ให้สูงเท่าวัดพนัญเชิง ให้พระพิเรนทรเทพขึ้นไปรับพระใหญ่ ณ เมืองสุโขทัย ชะลอเลื่อนลงมากรุงฯ ประทับท่าสมโภช ๗ วัน ณ วันเดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ยกทรงเลื่อนชักตามทางสถลมารค พระโองการตรัสให้แต่งเครื่องนมัสการพระทุกหน้าวัง หน้าบ้าน ร้านตลาดจนถึงที่ ประชวรอยู่แล้ว แต่ทรงพระอุตสาหะเพิ่มพระบารมี หวังที่หน่วงโพธิญาณจะโปรดสัตว์ ทํานุบํารุงพระพุทธศาสนา เสด็จพระราชดําเนินตามขบวนแห่พระ หาทรงฉลองพระบาทไม่ จนถึงพลับพลาเสด็จขึ้นเซพลาด เจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรารับพระองค์ไว้ ยกพระขึ้นที่แล้วเสด็จกลับ ออกพระโอษฐ์เป็นที่สุด เพียงได้ยกพระขึ้นถึงที่สิ้นธุระเท่านั้น”

ในรัชกาลที่ 1 เพียงได้เชิญพระขึ้นตั้งที่ไว้ ยังมิได้สร้างพระวิหารๆ ลงมือสร้างในรัชกาลที่ 2 แต่จะสร้างได้เพียงใดหาปรากฎชัดไม่ ปรากฏแต่ว่าบานประตูพระวิหารซึ่งจําหลักลายอันวิจิตรนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระราชดําริ และได้เริ่มจำหลักด้วยฝีพระหัตถ์ มีปรากฏชัดในหนังสือความทรงจําฯ ดังนี้

“แล้วทรงพระดําริ ให้ช่างเขียนเส้นลายบานประตูวัดพระใหญ่ยกเข้าไป ทรงพระราชศรัทธาลงลายพระหัตถ์สลักภาพกับกรมหมื่นวิจิตรภักดี”

วัดสุทัศนเทพวรารามมาสร้างสําเร็จแล้วบริบูรณ์ในรัชกาลที่ 3

SUMMER SALE! ลดราคาพิเศษกลับมาแล้ว สมัครสมาชิกรายปีนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ลดราคา 40% เฉพาะสมัครวันนี้ถึง 5 พ.ค. 64 คลิกดูข้อมูลเพิ่มและสมัครที่นี่


คัดความจาก ตำนานพระพุทธรูปสำคัญ พระนิพนธ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ


เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 10 มิถุนายน พ.ศ.2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป