จุดยืน-ท่าทีของสหรัฐฯ ต่อไทยหลังรัฐประหาร 2490…ทำไมรับรองรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม

(ซ้าย) ภาพถ่าย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เผยแพร่เมื่อพ.ย. ค.ศ. 1947 โดย AFP (ขวา) จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี และเอกอัครราชทูตอเมริกันประจำประเทศไทย ทำพิธีรับมอบถนนมิตรภาพ ในวันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500

เนื้อหานี้คัดส่วนหนึ่งจากบทความ “ก่อนจะถึงรัฐประหาร 2490 ในสยาม” โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 35 ฉบับที่ 10 เดือนสิงหาคม 2557

บทความที่เผยแพร่ในนิตยสารแปลและแก้ไขเพิ่มเติมใหม่จากบทความเก่าของผู้เขียนที่ได้ตีพิมพ์ก่อนแล้วใน Thanet Aphornsuvan. “The United States and the Coming of the Coup of 1947 in Siam,” in the Journal of Siam Society. Vol. 75 (1987), pp. 187-208. http://www.siam-society.org/pub_JSS/jss_index_1981-1990.html


 

ทันทีที่เกิดรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลหลวงธำรง นาวาสวัสดิ์ ท่าทีของสหรัฐต่อคณะทหารผู้ก่อการรัฐประหารเป็นไปในทางลบ ด้วยการที่สถานทูตสหรัฐคัดค้านและวิจารณ์รัฐประหารนี้อย่างรุนแรง นายเอ็ดวิน สแตนตัน เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยรายงานกลับไปยังกรุงวอชิงตันว่า การล้มล้างรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย “สถานะของรัฐบาลปัจจุบันนี้ (กล่าวโดยรวม) จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างสิ้นเชิงและวางอยู่บนกำลังอำนาจอย่างเดียว” (Darling1965, 66-68)

รัฐบาลสหรัฐจึงไม่ยอมให้การรับรองแก่รัฐบาลใหม่ที่จัดตั้งโดยคณะทหาร อย่างไรก็ตาม ท่าทีและจุดยืนของสหรัฐต่อการรัฐประหารและรัฐบาลใหม่ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะทหารจะเปลี่ยนไปในเวลาอันไม่นานนัก พอถึงเดือน เมษายน 2491 รัฐบาลสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดีแฮร์รี่ เอส. ทรูแมน ได้เปลี่ยนจุดยืนทางการเมืองที่มีต่อรัฐบาลไทยจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างคาดไม่ถึง

ที่น่าสังเกตได้แก่การที่การเปลี่ยนแปลงนี้ดำเนินไปอย่างมีสีสันยิ่ง กล่าวคือ กว่าที่รัฐบาลอเมริกันจะตัดสินใจเปลี่ยนจุดยืนในนโยบายต่างประเทศต่อไทยนั้น การเมืองไทยหลังรัฐประหาร 2490 ก็ได้ยกระดับไปกว่าที่คิด นั่นคือภายหลังที่มีการเลือกตั้งทั่วไป พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเสียงข้างมากในรัฐสภา นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคก็ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป

ก่อนหน้านี้นายควงก็ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก่อนแล้วแต่เป็นการแต่งตั้งโดยคณะทหาร ทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลชุดดังกล่าวขาดความชอบธรรมและไม่เป็นประชาธิปไตยที่ต่างชาติรับรองได้ แต่เพียงไม่กี่วันที่รัฐบาลควงบริหารประเทศไปคณะทหารก็ไม่พอใจในการทำงานของรัฐบาล จึงใช้กำลังเข้า “จี้” ให้นายควงลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีเสียแล้ว จากนั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ได้รับเสียงข้างมากในรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน

รัฐบาลไทยชุดที่สหรัฐให้การรับรองนั้นก็คือรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งในอดีตไม่นานนักระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา ได้ร่วมมือเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นจนถึงประกาศสงครามกับสัมพันธมิตรอันมียุโรปและสหรัฐเป็นแกน ทำให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ต้องตกเป็นจำเลยในคดีอาชญากรสงครามไปภายหลังสงครามโลกยุติลง การที่รัฐบาลสหรัฐหันมาให้การสนับสนุนและรับรองฐานะของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม อีกครั้งจึงเป็นความขัดกันโดยสิ้นเชิง นอกจากว่าต้องมีเงื่อนไขและปัจจัยอะไรที่ใหญ่หลวงถึงขนาดที่ทำให้มหาอำนาจอย่างสหรัฐต้องกลืนน้ำลายตนเอง

คำอธิบายส่วนใหญ่ที่นักวิชาการทางรัฐศาสตร์และการระหว่างประเทศให้ไว้ คือ

ประการแรก มาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างหนักหน่วงในสถานการณ์การเมืองโลกระยะนั้น ที่สำคัญได้แก่การสถาปนาและขยายอำนาจทางทหารของลัทธิคอมมิวนิสม์ในโลก ในช่วงนั้นคือสหภาพโซเวียตที่ยึดพื้นที่เข้ามาในบริเวณยุโรปตะวันออก กับการรุกคืบของการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ในเอเชีย ที่สำคัญคือประเทศจีนซึ่งมีแนวโน้มว่าจีนจะหลุดไปเป็นฝ่ายคอมมิวนิสต์มีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดก็ประกาศชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนในปี พ.ศ. 2492 ปัจจัยในทางระหว่างประเทศและความมั่นคงดังกล่าวนี้เองที่ในที่สุดทำให้สหรัฐต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสียใหม่ (Darling 1965; Neuchterlein 1965)

เป็นความจริงที่สหรัฐได้เปลี่ยนนโยบายต่างประเทศของตนเสียใหม่ในฤดูใบไม้ผลิของปี พ.ศ. 2491 (1948) เพื่อเป็นการสะท้อน “ถึงความจริงของสถานการณ์ที่นโยบายการปิดกั้น (containment) สหภาพโซเวียตได้เริ่มขึ้นแล้วและจีนกำลังเคลื่อนอย่างรวดเร็วในการเข้าสู่การเป็นประเทศคอมมิวนิสต์”

ประการที่ 2 เป็นคำอธิบายของทฤษฎีสงครามเย็นซึ่งเสนอว่า รัฐบาลสหรัฐต้องเลือกระหว่างการสนับสนุนและช่วยเหลือพัฒนาการประชาธิปไตยในประเทศไทยหรือรักษาประเทศไทยจากการถูกโจมตีของประเทศคอมมิวนิสต์ ซึ่งในที่สุดก็จะนำไปสู่การสูญเสียเสรีภาพทั้งประเทศไป (Darling 1965; Fifield 1973, 89) หากคิดตามกรอบการมองของทฤษฎีสงครามเย็นนี้ การรักษาและสนับสนุนรัฐบาลที่แม้เป็นจารีตนิยมและอำนาจนิยมบ้าง แต่ยินดีต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสม์จึงเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจคนอเมริกันมากกว่า “ไม่ว่านโยบายภายในประเทศและวิธีการได้มาซึ่งอำนาจรัฐบาลจะเป็นอย่างไรก็ตาม” (Darling 1962, 93-110)

คำอธิบายแบบหลังนี้ทำให้ตั้งสมมติฐานได้ว่า นโยบายต่างประเทศของสหรัฐได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยพื้นฐานจากการ “ส่งเสริมสันติภาพและเสรีภาพในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มาจนถึงช่วงต้นของยุคหลังสงคราม ไปสู่การทำนโยบายใหม่ที่ให้น้ำหนักแก่สันติภาพกับความมั่นคงในบริบทของยุคแห่งการรุกรานของคอมมิวนิสต์” (Darling 1965, 65)

อย่างไรก็ตาม คำอธิบายแบบนี้ละเลยการพิจารณาถึงพัฒนาการที่สำคัญในทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยกำหนดนโยบายรัฐบาลทั้งของสหรัฐและไทยด้วย ที่สำคัญคือปัจจัยของระบบทุนนิยมในระดับโลก ซึ่งมีอิทธิพลในทางลึกและครอบคลุมมิติต่างๆ ของรัฐและสังคมรวมถึงโครงสร้างทางความคิดและอุดมการณ์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานคิดและกรอบไปถึงทิศทางใหญ่ของการปฏิบัตินโยบายต่างประเทศของสหรัฐในช่วงต้นของสงครามเย็น

หากพิจารณาให้ลึกลงไปจากเพียงแค่โวหารของการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสม์แล้ว ก็จะเห็นจุดหมายทางเศรษฐกิจการเมืองของทุนนิยมในสหรัฐที่รองรับนโยบายทางทหาร ที่ผู้นำการเมืองสหรัฐต้องการสร้างโลกให้ดำเนินไปตามตรรกะของลัทธิทุนนิยมใหม่ของอเมริกัน การศึกษาในแนวนอกกระแสหลักของรัฐศาสตร์อเมริกัน จึงแย้งว่าในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองนี้ ผู้นำอเมริกันได้ใช้ยุทธศาสตร์ของบรรษัททุนนิยม (Corporate capitalism) ในการจัดการนโยบายต่างประเทศและในการจัดระเบียบโลกเสียใหม่แนวคิดดังกล่าวเน้นด้านที่เป็นส่วนรวมแบบอเมริกัน โดยอ้างว่าอำนาจของส่วนรวมและเอกชนต่างรับผิดชอบการเติบโตของสันติภาพในสังคมและในประสิทธิภาพในการผลิต

แนวทางการวิเคราะห์ดังกล่าวไม่ให้ความสำคัญแก่การต่อสู้ทางชนชั้น โดยกล่าวว่าการต่อสู้ทางชนชั้นต้องหลีกทางให้แก่หนทางใหม่ของทุนโลกคือการร่วมมือกันของบรรษัท ส่วนระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงของตนเองก็ต้องหลีกทางให้แก่เศรษฐกิจที่พึ่งพาซึ่งกันและกัน ในขณะที่การต่อสู้แข่งขันกันระหว่างประเทศต้องหลีกทางให้แก่การกลับมาฟื้นคืนดีกันและร่วมมือกัน และการควบคุมผูกขาดทั้งหลายของประเทศต้องหลีกทางให้แก่อำนาจที่บูรณาการทั้งหลายขององค์กรเหนือรัฐชาติและพลังอำนาจโดยธรรมชาติของตลาด (Hogan 1985, 44-72; Bernstein 1970)

โดยสรุป สหรัฐดำเนินนโยบายต่างประเทศต่อไทยโดยยึดถืออุดมการณ์ของระบบเสรีประชาธิปไตยและระบบทุนนิยมเสรี ในสมัยนั้นน้ำหนักของอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยอยู่ที่การต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสม์มากกว่าสิทธิมนุษยชนและความเสมอภาคเป็นธรรมของประชาชน ในอีกด้านบทบาทการขยายและสะสมทุนอเมริกันก็ดำเนินไปภายใต้นโยบายว่าด้วยความมั่นคงทางทหาร ซึ่งไม่ได้นำไปสู่การผลักดันให้ทุนชาติและทุนระดับกลางและเล็กเติบโตและมีศักยภาพในการผลิตสมัยใหม่ได้

ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมในสมัยสงครามเย็นจึงพัฒนาไปในแบบทุนพึ่งพาหรือทุนขุนนางเสียมากกว่าซึ่งในที่สุดก็กลับมาตอกย้ำการสนับสนุนรัฐบาลหรือผู้นำที่มีลักษณะโน้มเอียงทางอำนาจนิยมยิ่งกว่าการเป็นประชาธิปไตยของประชาชนอีก


บรรณานุกรม

Bernstein, Barton J., ed. 1970. Politics and Policies of the Truman Administration. Chicago : Quadrangle Books.

Darling, Frank C. 1962. “American Policy in Thailand,” in Western Political Quarterly, (March), pp. 93-110.

______. 1965. Thailand and the United States. Washington D.C. : Public Affairs Press.

Fifield, Russell H. 1973. Americans in Southeast Asia : The Roots of Commitment. New York : Crowell Company.

Hogan, Michael J. 1985. “American Marshall Planners and the Search for a European Neocapitalism,” in American Historical Review, Vol. 90 No. 1 (February).

Neuchterlein, Donald E. 1965. Thailand and the Struggle for Southeast Asia. Ithaca, New York : Cornell University Press.

 

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป