“คลองรังสิต” เมกะโปรเจกต์สมัยรัชกาลที่ 5 เปลี่ยน“ป่า”เป็น“นา”นับล้านไร่

ชาวนาในทุ่งรังสิตสมัยบุกเบิกยังไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ทำนำ (ภาพจาก "ประวัติคลองรังสิต การพัฒนาที่ดินและผลกระทบต่อสังคม พ.ศ. 2431-2457" )

โครงการขุดคลองรังสิตเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อขยายพื้นที่ปลูกข้าว การดำเนินงานของภาคเอกชนที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของรัฐที่ต้องการให้มีการผลิตข้าวเพิ่มขึ้น

การขุดคลองรังสิตของบริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม[1] ทั้งที่ใช้เครื่องจักรและแรงงานคนนั้นพบว่า  ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2433-39 ปริมาณการขุดคลองของบริษัทขุดคลองได้น้อยและไม่สม่ำเสมอ จนถึงพ.ศ. 2440 การขุดคลองเริ่มเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยระหว่างปีพ.ศ. 2440-43 ขุดได้ประมาณปีละ 1,000 เส้น  ระหว่างปี 2444-47 สามารถขุดคลองได้มากเพิ่มขึ้นอกีเป็นเฉลี่ยปีละ 3,000 เส้น จากนั้นปริมาณการขุดคลองก็ลง

การที่บริษัทขุดคลองเป็นจำนวนมาก มีผลให้บริษัทได้รับที่ดินสองฝั่งตามสัญญาจำนวนมหาศาล จากหนังประวัติพระวรวงศ์พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์กล่าวว่า มีเนื้อที่นาสองฝั่งคลองที่ขุดทั้งหมด 1,337,225 ไร่  ต่อมาปี 2440 บริษัทเริ่มมีการขายที่ดินอย่างเป็นล่ำเป็น

แล้วค่าใช้จ่าย และรายได้ในการดำเนินการขุดคลองเป็นอย่างไร

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานคือ เป็นค่าแรงงานกุลี ค่าเครื่องจักรขุดคลอง ค่าพนักงานสำรวจ วิศวกร ค่าจ้างเสมียนพนักงาน ตลอดจนค่าวัสดุสำหรับก่อสร้างสะพานประตู ฯลฯ ฉะนั้นเมื่อมีการขุดของทุกครั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายบริษัทต่างก็พยายามที่จะกลับงบประมาณค่าใช้จ่ายในการปกครองและผลกำไรขาดทุนออกมา ซึ่งประมาณการของทั้งสองฝ่ายมากไม่ตรงกันอยู่เสมอ ฝ่ายรัฐบาลคาดว่าบริษัทร่วมทุนน้อยแต่ได้กำไรมาก ขณะที่บริษัทเห็นว่าต้องลงทุนมากแต่จะขาดทุนหรือกำไรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ดังเช่นในปี พ.ศ. 2435 บริษัทได้ประมาณรายรับรายจ่ายจากการขุดคลองรังสิตคลองเดียวดังต่อไปนี้ รายจ่ายจากการขุดคลอง 1,400 เส้น 333,000 บาท, ค่าปลูกบ้านสำหรับกุลี 6,000 บาท, ค่าสำรวจที่ดิน 5,800 บาท, ค่าเช่าเรือและค้าจ้างคน 6,400 บาท, ค่าประตูน้ำ 2 คู่ 24,000บาท, ค่าดอกเบี้ยเงินต้น 2ปี 13,464 บาท, และค่าลูกจ้างเสมียน 9,000 บาท รวม 400,664 บาท ขณะที่มีรายได้จากการขายที่ดิน 369,000 บาท บริษัทจะยังคงขาดทุนอยู่ 31,064 บาท จะได้กำไรก็ต่อเมื่อเริ่มคุ้มครองซอยซึ่งค่าใช้จ่ายถูกกว่า ในครั้งนั้นปรากฎว่าพระยาสุรศักดิ์มนตรีเสนาบดีกระทรวงเกษตรฯ ได้แย้งว่าค่าขุดคลองนั้นแพงมาก เพราะรัฐบาลได้ลองคิดหักค่าใช้จ่ายแล้ว เห็นว่ามีกำไรไม่ต่ำกว่า 1,200,000 บาท จึงเห็นว่าบริษัทควรลดราคาที่ดินที่จำหน่ายลง

รายได้ของบริษัทขุดคลองคูนา

รายได้จากการขายที่ดิน ถือว่าเป็นรายได้หลักอย่างหนึ่งของบริษัทด้วยบริษัทมีทุนเป็นของตนเองน้อย บริษัทได้ขายที่ดินก่อนขุดคลอง ซึ่งตามข้อบังคับในสัญญาพระบรมราชานุญาต บริษัทไม่มีสิทธิ์ขายจนกว่าการขุดคลองสายนั้นจะแล้วเสร็จ แต่เมื่อบริษัทต้องการเงินจึงเลี่ยงโดยการให้ผู้ซื้อจ่ายเงินเป็นค่ามัดจำในที่ดินส่วนหนึ่งให้แก่บริษัท

บริษัทจะออกหนังสือสำคัญของบริษัทให้เรียกว่า “ใบตรอก” ซึ่งถือเป็นความตกลงระหว่างบริษัทกับผู้ซื้อโดยรัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้อง จำนวนเงินมัดจำนี้มีตั้งแต่ 1/3  หรือ 1/2 หรือทั้งหมดของราคาที่ดิน แต่นั่นคือยังไม่ได้เป็นการจำหน่ายเด็ดขาดการซื้อขายจะเป็นอันสมบูรณ์เมื่อบริษัทครองนั้นเสร็จแล้ว ผู้ตรอกจะนำเงินส่วนที่เหลือมาชำระแล้วรับตาจองซึ่งเป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินทางของทางการไว้เป็นหลักฐาน หากพบว่าราษฎร “ขอตรอกที่ดิน” จากบริษัทไม่มาเท่าใด นอกจากนี้การตรอกที่ดินในระยะแรก ประสบปัญหา เนื่องจากมีผู้เข้าไปแย่งจับจองที่ดิน

การขายที่ดินเริ่มดีขึ้นประมาณ พ. ศ. 2440 เนื่องจากบริษัทสามารถขายที่ดินในเขตคลองรังสิตและคลอง 6 วาสายล่างให้แก่ผู้ขอตรอกตั้งแต่ พ.ศ. 2435-39 ได้เป็นการเด็ดขาด ซึ่งทำให้ผู้ซื้อที่นารู้สึกว่าบริษัทมีหลักฐานที่เชื่อถือได้ ประกอบกับรัฐบาลได้ยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ปัญหาวิวาทที่นา ที่สำคัญก็คือบริษัทใช้วิธีชักชวนคนให้เข้ามาซื้อที่นาโดยการออกอากาศและแจ้งความต่างๆ ซึ่งได้ผลมาก ดังที่กรมหลวงราชบุรีทรงกล่าวว่า “บริษัทได้พยายามหาคนมาตรอกให้มาก เพื่อเก็บเงินใช้วิธีแอดเวอร์ไตส์สมกับเมืองไทยจนชื่อทุ่งรังสิตเปรื่องพระนคร กระทำให้กรมสรรพากรคิดว่าเป็นนาวิเศษตั้งค่านาเป็นนาเอก”

การขายที่ดินยิ่งแพร่หลายมากขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2441-47 เมื่อมีผู้ซื้อที่ดินขนาดใหญ่เพื่อให้ชาวนาเช่า ซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่เจ้านาย ข้าราชการ บาทหลวงในคริสต์ศาสนา และพ่อค้าชาวจีนในกรุงเทพ ซึ่งการขายที่ดินแปลงใหญ่นี้ทำให้ฐานะการเงินเพิ่มความมั่นคงยิ่งขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในระยะปี พ.ศ. 2441- 2442 ตัวอย่างเช่น

1.พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ ทรงซื้อที่นาของบริษัทบริเวณคลองซอยที่ 6, 8 และ 10 เหนือคลองรังสิตรวมเนื้อที่ 17,945  ไร่

2.พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงซื้อที่นาคลอง 7 ฝั่งใต้คลองรังสิตจำนวน 7,000 ไร่

3.พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นสรรพศาสตร์ศุภกิจ ทรงซื้อที่นาของที่ 10 และ 11 จำนวน 7,000 ไร่

4.บริษัทลำไทรซึ่งประกอบด้วยหุ้นส่วนคือ บาทหลวงเดซาล นายห้างเคียงฮัวเฮง นายห้างกวางยี่ฮั้ว คีเชียง เคียมฮั้วเส็ง บ้วนฮั่วเส็ง และพรรคพวกซื้อที่นาคลอง 10- 12 จำนวน 9,000 ไร่

อย่างไรก็ตามในการขายที่ดิน รัฐบาลก็ได้พยายามเข้ามาควบคุมการตั้งราคาของบริษัทด้วย ในปี พ.ศ. 2435 พระยาสุรศักดิ์มนตรีได้ทำสัญญาเพิ่มเติม ข้อที่ 1 ระบบถึงการที่รัฐบาลจะเข้าไปควบคุมราคาที่นาไม่ให้สูงเกินไป เพราะก่อนหน้านั้นบริษัทได้ตั้งราคาไว้สูงมาก คือคลอง 8 วา ไร่ละ 6 บาท, คลอง 6 วา ไร่ละ 5 บาท, คลอง 4 วา ไร่ละ 3 บาท และที่มุมคลองเพิ่มอีกไร่ละ 2 บาท ซึ่งรัฐบาลขอให้ลดลงไร่ละ 1 บาทสำหรับของทุกขนาด สัญญานี้ตกลงกันในปีพ.ศ. 2436 โดยบริษัทมีข้อแม้ว่ายอมให้รัฐบาลตั้งราคาได้แต่ราคานั้นต้องขอเป็นคราวๆไป

การที่รัฐบาลเข้ามากำหนดราคานั้น บริษัทไม่พอใจอยู่มากเพราะทำให้เสียประโยชน์ ดังที่พระปฏิบัติราชประสงค์[2]กล่าวว่า การทำเช่นนี้จะเป็นประโยชน์แก่กลุ่มบุคคลหนึ่งซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับบริษัทได้ซื้อที่ดินราคาถูก และนำไปขายราคาแพง เนื่องจากส่วนผู้ที่รับซื้อจากบริษัทขายในราคาเท่าใดรัฐบาลมิได้พยายามควบคุม ซึ่งก็มีความจริงอยู่บ้าง เพราะรัฐบาลสามารถควบคุมได้เพียงราคาที่บริษัทขายเท่านั้น

นอกจากรายได้จากการขายที่ดินในเขตสัมปทานซึ่งถือเป็นรายได้หลักของบริษัทแล้ว บริษัทยังมีรายได้จากทางอื่นอีกหลายทางดังนี้

1.ค่าธรรมเนียมประตูน้ำ ที่รัฐบาลอนุญาตให้เรียกเก็บจากเรือที่ผ่านไปมา ประตูน้ำของบริษัทที่สำคัญมี 3 ประตูคือประตูน้ำจุฬาลงกรณ์, ประตูน้ำเสาวภาปิดกั้นคลองรังสิตทั้งสองด้าน และประตูบริษัทสมบูรณ์กั้นคลอง  6 วาสายล่าง เฉพาะที่ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ประตูเดียว พระยามหาโยธาข้าหลวงพิเศษสำรวจนามณฑลกรุงเทพได้รายงานว่าบริษัทเก็บได้ปีหนึ่งประมาณ 40,000 บาท

2.ค่าเช่านา ในที่นาซึ่งบริษัทยังไม่ได้ขาย หรือเป็นที่วิวาทยังไม่ได้ตัดสินตกลงเป็นของฝ่ายใด ซึ่งมีจำนวนไม่น้อย ในปีพ.ศ. 2433 พบว่ามีอยู่ประมาณ 20,000 ไร่ ซึ่งที่ดินเหล่านี้บริษัทยอมให้คนเข้าไปทำงานได้โดยเรียกค่าเช่าได้ละ 2 บาทหรือเรียกเก็บเป็นข้าวไร่ละ 2 ถัง ตามรายงานของพระมหาโยธากล่าวว่าเงินในส่วนนี้ของบริษัทเก็บได้ประมาณปีละ 40,000 บาท

3.เงินค่าคลอง ที่บริษัทเรียกเก็บจากเจ้าของที่นาที่มีที่นาเป็นของตนเองอยู่แล้ว เมื่อบริษัทได้ขุดคลองผ่าน โดยถือว่าเจ้าของที่นาได้ประโยชน์

ผลประโยชน์ที่ต้องตอบแทนให้แก่รัฐบาล

การที่บริษัทขุดคลองแลคูนาสยามได้รับการอนุญาตให้ขุดคลองตามโครงการรังสิตนั้น สัญญาปี พ.ศ. 2431 ข้อ 8 ได้ระบุถึงการที่บริษัทจะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่รัฐบาลโดยคิดจากส่วนกำไรที่บริษัทได้รับร้อยละ 20  และไขข้อสัญญา พ.ศ. 2436 ข้อ 4 กำหนดว่าเงินซึ่งเรียกว่า “ค่าภาคหลวง” ให้บริษัทจ่ายให้รัฐบาลทุกปีจนกว่าคลองจะเสร็จ

แต่ปรากฏว่านับตั้งแต่เริ่มขุดคลองและขายที่ไปแล้วเป็นจำนวนมากจนถึง พ.ศ. 2442  บริษัทนี้ได้แบ่งส่วนกำไรให้แก่รัฐบาลเลย ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงยกเลิกสัญญาขั้นต้นเปลี่ยนมาเป็นเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตราจอง เมื่อมีการออกโฉนดตราจองที่ให้แก่บริษัทโดยเรียกเก็บไร่ละ 1 สลึง ดังปรากฏในประกาศของบริษัทขุดคลองแลคูนาสยามปี พ.ศ. 2442 ข้อ 7 ทั้งนี้โดยรัฐบาลอ้างว่าสามารถจัดทำได้ง่ายและสะดวกกว่าการเรียกเก็บค่าภาคหลวง ด้วยเหตุนี้มีผลประโยชน์โดยตรงที่รัฐบาลได้รับจากบริษัทในการอนุญาตให้บริษัทขุดคลองครั้งนี้ จึงมาจากทางเดียว คือค่าธรรมเนียมประจำซึ่งจะเริ่มเก็บในปี พ.ศ. 2443 เมื่อรัฐบาลส่งพระยามหาโยธาเป็นข้าหลวงออกไปจัดการที่นาและการออกตราจอง

จากหลักฐานการขายที่ของบริษัทให้แก่ผู้ซื้อเรียกว่า “ตราจองที่ดิน” ซึ่งเป็นหลักฐานที่บริษัทส่งให้กระทรวงเกษตราธิการหลังจากสัญญาหมดอายุ พบว่าบริษัทขายที่ดินในเขตคลองต่างๆ ในโครงการรังสิตจำนวน 798,692  ไร่ (ซึ่งในจำนวน ไม่ได้คิดรวมเนื้อที่ที่ยังไม่ได้ให้ผู้ใดตรอกหรือเหลือจากการขาย) ที่ดินจำนวนนี้คิดค่าธรรมเนียมการจองเป็นเงิน 199,673 บาท

บริษัทได้ชำระค่าธรรมเนียมตราจองไป ในระหว่างปี พ.ศ. 2442-49 รวมประมาณ  113,000 บาท แต่หลังจากปี พ.ศ. 2499 เป็นต้นมา บริษัทเริ่มไม่เต็มใจที่จะรับตราจองอีก มีหลักฐานว่าบริษัทค้างชำระค่าธรรมเนียมตราจองโดยไม่ได้มารับตราจองเพิ่ม ตามที่กระทรวงเกษตราธิการได้เตือนให้บริษัทมารับดังนี้

1 กันยายน พ.ศ. 2499 พระยาวิเศษโภชนาเจ้าพนักงานกระทรวงเกษตรฯ แจ้งแก่บริษัทว่า ที่ดินคลองซอยที่ 1-3 ท้องที่อำเภอคลองหลวง แขวงธัญบุรี ทำโฉนดเสร็จแล้ว ค่าธรรมเนียมเป็นเงิน 21,662 บาท  36 อัฐ ขอให้บริษัทมารับโฉนดและเสียค่าโฉนด

20 มีนาคม พ.ศ. 2450  พระยาศรีสุนทรโวหารปลัดทูลฉลองกระทรวงเกษตรฯ แจ้งต่อกรมหลวงดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยว่า บริษัทค้างเงินค่าธรรมเนียมตราจองในทุ่งรังสิตไม่ต่ำกว่า 202,000 บาท

1 พฤษภาคม พ.ศ. 2451 หม่อมราชวงศ์สุวพรรณธ์ สนิทวงศ์ ผู้อำนวยการของบริษัทมีหนังสือถึงพระยาศรีสุนทรโวหารปลัดรุ่นฉลองกระทรวงเกษตราธิการ ชี้แจ้งเรื่องบริษัทค้างชำระค่าโฉนดเป็นเงิน 244,771 บาท

22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2453 กระทรวงเกษตรมีหนังสือเตือนบริษัท ให้นำค่าธรรมเนียมมาชำระเป็นเงิน 219,053 บาท 98 สตางค์

ปรากฏว่าเงินที่ค้างชำระดังกล่าวนี้ บริษัทไม่ได้ชำระให้รัฐบาลแต่อย่างใด หากพิจารณาเหตุผลของบริษัทที่ไม่ยอมรับตราจองและค้างค่าธรรมเนียม พบว่ามีเหตุผลประการสำคัญคือ

1.ความนิยมในการซื้อที่ดินเริ่มเสื่อมลง การซื้อขายที่ดินในเขตรังสิตในช่วง พ.ศ. 2440-47  ระยะที่คนแตกตื่นกันเข้ามาซื้อที่ดินเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ซึ่งมีทั้งคุณนาง ข้าราชการที่เรียกว่า “ผู้มีบรรดาศักดิ์” และสามัญชนซึ่งเป็น “ผู้มีทรัพย์” ซื้อที่ดินเป็นแปลงขนาดใหญ่โดยมุ่งหมายจะเอาไว้ให้ราษฎรเช่าหาผลประโยชน์ หรือเก็บเอาไว้ขายต่อเมื่อราคาสูงขึ้น แต่เมื่อถึงปี พ.ศ. 2449-53  เกิดปัญหาสภาพอากาศไม่ปกติ มีน้ำมากไป ทำให้นาเสียของ คลองตื้นเขิน ดินเปรี้ยว เกิดศัตรูพืช ซ้ำอากรค่านาที่เก็บในพื้นที่ก็สูงขึ้น ทำให้ราษฎรผู้เช่านาพากันอพยพจากถิ่นเดิม ส่งผลราคาที่ดินตกต่ำ

2. บริษัทนำเงินซึ่งเป็นผลกำไรจากทุ่งรังสิตไปลงทุนขุดคลองในโครงการทุ่งนครนายก ซึ่งเริ่มขุดตามสัญญาเดือนมกราคม พ.ศ. 2447 แต่บริษัทประสบปัญหาการขาดทุน เพราะเมื่อขุดไปแล้วไม่มีคนซื้อที่ดิน เนื่องจากเป็นช่วงที่ราคาที่ดินตกต่ำ บรรดาผู้มีศักดิ์และมีทรัพย์ที่ในระยะเริ่มขุดได้ขอตรอกที่ดินไว้กับบริษัท ก็ไม่ยอมออกเงินช่วย ขณะที่ราษฎรทำนาอยากได้ที่ดิน แต่ไม่มีสามารถซื้อเป็นเงินสดจากบริษัท เพราะเป็นระยะที่การทำนาไม่ได้ผล

3. นอกจากนั้นยังมีสาเหตุอื่นเข้ามาประกอบด้วย เช่น การที่ทางรถไฟสายกรุงเทพนครราชสีมาสร้างเสร็จทำให้คนลาวไม่ลงมาเป็นลูกจ้างทำงานเขตรังสิต เพราะรถไฟได้เปิดป่าให้เป็นนาใหม่ๆ

แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดที่บริษัทไม่ยอมชำระค่าธรรมเนียมตราจอง ก็คือการขายที่ดินของบริษัทได้มาถึงจุดอิ่มตัว ไม่มีการซื้อที่ดินขนาดใหญ่ๆ จากบริษัทอีกต่อไป  บริษัทจึงเสนอให้รัฐบาลเอาที่ดินซึ่งราคาตกไปแทนค่าธรรมเนียมตราจองเมื่อรัฐบาลพยายามบีบบังคับบริษัท ดังนี้

1 พฤษภาคม พ.ศ. 2451 ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เสนอความเห็นให้ส่งกรมอัยการฟ้องบริษัทเรื่องเงินค้าง จำนวน 244,771 บาท บริษัทได้ใช้เป็นที่ดินแทนจำนวน  70,000 ไร่ ราคาไร่ละ 4 บาท

18 มีนาคม พ.ศ. 2453 รัฐบาลมีการจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาว่า จะให้บริษัทคืนสัญญาให้รัฐบาล เนื่องจากไม่ชำระเงินค่าตราจองจำนวน 219,053 บาท บริษัทได้เสนอจะใช้ที่ดิน 280,000 ไร่ กับเรือ, รถขุดคลอง,โรงงาน กับทรัพย์สินอื่นๆ รวมราคา 120,000 บาทให้แก่รัฐบาล

2 มีนาคม พ.ศ. 2454  รัฐบาลขู่จะยึดทรัพย์คืนอีกครั้งบริษัทเสนอให้หักที่ดินในทุ่งรังสิตที่บริษัทยังไม่ได้ขายรวมราคา 300,000 บาท (ที่ดินราคาไร่ละ 4 บาท) กับให้รัฐบาลรับซื้อเครื่องจักร โรงกลึง และโรงงาน เพื่อนำไปใช้บำรุงการเพาะปลูก

สิ่งที่น่าสังเกตข้อหนึ่งคือ รัฐบาลมิได้มีการดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับบริษัท ทั้งที่เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมที่รัฐบาลจะทำได้ จนในที่สุดปี พ.ศ. 2457  เมื่อบริษัทหมดอายุสัมปทาน บริษัทได้ตั้งนาย อี. บรันด์ (E.Brande) เป็นผู้ชำระบัญชีและลงประกาศในหนังสือพิมพ์Bangkok Times ให้ผู้ที่เป็นลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ของบริษัทมาติดต่อกับผู้ชำระบัญชีเพื่อตกลงกัน ก็ไม่ปรากฏว่ารัฐบาลได้จัดการเรื่องค่าจองค้างแต่อย่างใด ซ้ำผู้ถือใบตรอกของบริษัท เมื่อถึงปีนี้กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ซึ่งเป็นเสนาธิบดี ได้ออกตราจองให้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม เพราะถือว่าตามสัญญาบริษัทต้องเป็นผู้จ่าย

เรื่องตราจองค้างของบริษัทเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีการพูดถึงอีก จนปี พ.ศ. 2463  เมื่อกรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์ กระทรวงการคลัง ได้ชำระบัญชีบริษัทโดยมีนายบรุกซ์เป็นผู้ชำระ พบว่ามีเงินเหลือพอจะแจกจ่ายให้หุ้นส่วนได้ จึงมีการกลับมาพิจารณาที่จะเรียกเงินค้างค่าตราจองของบริษัท โดยให้นายอาร์. ดี.เครก (R.D.Craig ) เจ้ากรมทะเบียนที่ดินเสนอความเห็น

นายเครกเสนอว่าไม่ควรจะเรียกเงินจากบริษัท เพราะถ้าดูตามข้อเท็จจริงที่ผ่านมา ถ้ารัฐบาลฟ้องร้อง บริษัทก็สามารถจะแก้ฟ้องได้ และที่สำคัญถ้ารัฐบาลฟ้อง จะเป็นการฟ้องการตัดสินเกี่ยวกับฐานะอาชญากรสงครามของพระปฏิบัติราชประสงค์[3] ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นเรื่องน่าละอายมากและไม่สะดวก แม้ว่ารัฐบาลอาจจะได้เงินกลับมาบ้างก็ตาม

ขณะที่ความเห็นของนายดับบลิว.เอ.เกรแฮม (W.A.Graham) ที่ปรึกษากระทรวงเกษตรฯ ได้เห็นพ้องกับ นายเครกว่า ควรระงับเรื่องนี้ เพราะจากข้อเท็จจริงที่ผ่านมา ซึ่งเขาจำได้จากหนังสือโต้ตอบระหว่างทั้งสองฝ่ายนั้น ถ้านำออกเปิดเผยจะเห็นความแปรปรวนของรัฐบาล และทำให้มหาชนคลายความนับถือรัฐบาล (เช่นปรากฏครั้งหนึ่งว่า รัฐบาลมีคำสั่งเด็ดขาดให้บริษัทชำระค่าจองค้าง บริษัทกลับแย้งตอบเรียกเงินซึ่งมีจำนวนสูงกว่าเงินค่าจองของรัฐบาลนั้นอีก) เขาเสนอว่าไม่สู้จะเป็นการดีกับรัฐบาล ถ้าจะมีการถกเถียงอีกอย่างเปิดเผย และเกรงว่าการที่รัฐบาลบังคับบริษัท แล้วบังคับไม่สำเร็จจะเป็นการเปิดช่องให้บริษัทยกขึ้นมาพูดแย้งเรียกเงินจากรัฐบาล ในที่สุดเรื่องนี้ก็ถูกระงับไป

โดยสรุปการให้สัมปทานแก่บริษัทขุดคลองแลคูนาสยามตามโครงการรังสิต ดูเหมือนว่ารัฐบาลไม่ได้ประโยชน์ทางตรงที่คุ้มเลย ถ้าพิจารณาจากรายได้ของบริษัทที่ได้จากการขายที่ดินจำนวนมาก รวมทั้งยังมีรายได้จากด้านอื่นอีก แต่บริษัทก็เอาเปรียบรัฐบาลมาโดยตลอด เริ่มต้นจากไม่จ่ายค่าภาพรวมเลยเป็นเวลา 10 ปี (พ.ศ.2431-2441) จนในที่สุดต้องหันมาเก็บค่าธรรมเนียมจากตราจองซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ออกให้กับบริษัท เพราะรัฐบาลมั่นใจว่าสามารถเก็บได้แน่ แต่แล้วบริษัทก็ไม่จ่ายค่าตราจองในระยะหลัง ซ้ำร้ายที่รัฐบาลยินยอมให้บริษัทขุดคลองตามโครงการนครนายก

ผู้ขาดทุนก็คือรัฐบาล เพราะนอกจากจะไม่ได้ค่าตราจอง รัฐบาลก็ต้องเข้าไปจัดการแก้ปัญหาที่บริษัทสร้างขึ้นในเขตนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีวิวาทที่นา ปัญหาการชลประทาน และปัญหาการเช่าที่นาของราษฎร ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการที่บริษัททำไว้เป็นเวลานาน

[1] บริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม มีผู้ถือหุ้น 4 คน คือ 1.พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ 2.พระนานาพิธภาษี (ชื่น บุนนาค) 3. ม.ร.ว. สุวพรรณธ์ สนิทวงศ์ (บุตรพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์  ที่เข้ามาแทนนายโยคิม แกรซี) 4.นายยม (เจ้าสัวยม พิศลยบุตร) หรือ หลวงสาธรราชายุตถ์

[2] พระปฏิบัติราชประสงค์ (Erwin Müller) เป็นชาวเยอรมัน(ออสเตรียน) หุ้นส่วนของบริษัทขุดคลองแลคูนาสยามที่เพิ่มเข้มาภายหลัง

[3] ในระยะปี พ.ศ. 2460 เปมื่อประเทศไทยประกาศสงครามกับฝ่ายชนชาติศัตรูในสงครามโลกครั้งที่ 1 ชาวเยอรมันที่อยู่ในประเทศไทยได้ถูกฟ้องในฐานะอาญชากรสงคราม


ข้อมูลจาก

สุนทรี อาสะไวย์. ประวัติคลองรังสิต การพัฒนาที่ดินและผลกระทบต่อสังคม พ.ศ. 2431-2457, โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2530


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อ 7 มีนาคม พ.ศ. 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป