วินสตัน เชอร์ชิล รัฐบุรุษสงครามโลกแพ้การเลือกตั้งได้อย่างไร ทั้งที่มีคะแนนนิยมสูงมาก!?

นายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิล ณ บ้านเลขที่ 10 Downing Street ชู 2 นิ้ว เป็นตัว V หมายถึง "Victory" เมื่อ ค.ศ. 1943 (Photo by AFP)

หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 สหราชอาณาจักรได้มีการจัดการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1945 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 10 ปี นับจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดใน ค.ศ. 1935 สืบเนื่องมาจากเกิดภาวะสงคราม รัฐสภาจึงมีมติยืดอายุรัฐบาลที่นำโดยนายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิล (Winston Churchill) ไปจนจบสงครามโลกครั้งที่ 2

นายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิลได้รับความนิยมและเสียงชื่นชมจากประชาชนชาวบริติชอย่างมากที่มีบทบาทสำคัญในการยืนหยัดต่อสู้กับเยอรมนี แม้จะได้รับความนิยมแต่ชาวบริติชกลับคิดว่าวินสตัน เชอร์ชิลไม่ใช่นายกรัฐมนตรีคนที่เหมาะสมที่จะบริหารประเทศหลังสงคราม โดยเห็นได้จากรายงานของ ราล์ฟ อินเกอร์ซอลล์ (Ralph Ingersoll) นักข่าวชาวอเมริกันที่อยู่ในอังกฤษช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาเขียนบันทึกว่า

“ไม่ว่าผมไปที่ใดในกรุงลอนดอน ผู้คนต่างชื่นชมวินสตัน เชอร์ชิล ที่มีความกล้าหาญและแน่วแน่ในจุดประสงค์หนึ่งเดียวของเขา ชาวอังกฤษคิดไม่ออกว่าหากประเทศไม่มีเขาแล้วจะเป็นอย่างไร ซึ่งเห็นได้ชัดว่าวินสตัน เชอร์ชิลเป็นที่เคารพนับถืออย่างมาก แต่ไม่มีใครรู้สึกว่าเขาเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีหลังสิ้นสุดสงคราม วินสตัน เชอร์ชิลเป็นเพียงชายคนที่ใช่ในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่อังกฤษกำลังเข้าตาจน”

การเลือกตั้งและผลที่คาดไม่ถึง

พรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative) นำโดย วินสตัน เชอร์ชิล ต้องแข่งขันกับพรรคแรงงาน (Labour) ที่นำโดนคลีเมนต์ แอตลี (Clement Attlee) อดีตรองนายกรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีการสงครามในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยพรรคแรงงานชูนโยบาย “Let Us Face the Future” ซึ่งมีนโยบายที่จะปฏิรูปสังคมและฟื้นฟูประเทศหลังสงครามอย่างชัดเจน

การเลือกตั้งมีขึ้นในวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 1945 และประกาศผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 ผลการเลือกตั้งคือพรรคแรงงานได้ที่นั่งในสภาสามัญ (House of Commons) 393 ที่นั่ง จากทั้งหมด 640 ที่นั่ง คิดเป็นร้อยละ 61.4 ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่พรรคแรงงานได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาสามัญ

ขณะที่พรรคอนุรักษ์นิยมได้ 197 ที่นั่ง พรรคเสรีนิยม (Liberal) ได้ 12 ที่นั่ง พรรคเสรีนิยมแห่งชาติ (Liberal National) ได้ 11 ที่นั่ง และพรรคอื่น ๆ รวมกัน 27 ที่นั่ง ในจำนวนนี้มี 2 ที่นั่งมาจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหราชอาณาจักร (Communist Party of Great Britain – CPGB) 

เมื่อจำนวนสมาชิกสภาสามัญของพรรคแรงงานมีจำนวนมากเกินกึ่งหนึ่ง นั่นจึงทำให้พรรคแรงงานสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้โดยไม่ต้องตั้งรัฐบาลผสมกับพรรคอื่น คลีเมนต์ แอตลีจึงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากวินสตัน เชอร์ชิล

การเลือกตั้งทั่วไปของสหราชอาณาจักร ค.ศ. 1945, สีแดงคือพื้นที่ที่พรรคแรงงานชนะ สีน้ำเงินคือพื้นที่ที่พรรคอนุรักษ์นิยมชนะ โดยจะเห็นว่าพรรคแรงงานชนะในเขตเขตสำคัญ ๆ ที่มีประชากรหนาแน่น (ภาพจาก wikipedia.org)

วินสตัน เชอร์ชิลพ่ายแพ้ ทั้งที่ได้รับความนิยมสูง

ผลการเลือกตั้งสร้างความตกตะลึงต่อพรรคอนุรักษ์นิยมและฝ่ายสนับสนุนไม่น้อย ถือเป็นเรื่องพลิกโผที่หลาย ๆ คนไม่คาดคิดมาก่อน เนื่องจากวินสตัน เชอร์ชิลนั้นได้รับความนิยมสูงมาก และพรรคอนุรักษ์นิยมก็เล็งเห็นว่าความนิยมของประชาชนที่มีต่อวินสตัน เชอร์ชิลนั้นจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้พรรคได้ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่แท้จริงแล้วพรรคอนุรักษ์นิยมและวินสตัน เชอร์ชิลล้วนแต่ย่ามใจจึงเดินหมากเกมการเมืองที่ผิดพลาด

กรณี Beveridge Report

ช่วงเดือนธันวาคม ค.ศ. 1942 เซอร์ วิลเลียม เบเวอริดจ์ (Sir William Beveridge) ได้จัดทำรายงานเกี่ยวกับการปฏิรูปสังคม โดยมุ่งเน้นไปที่นโยบายสวัสดิการของรัฐ การประกันสังคม การบริการสุขภาพและสาธารณสุข การขยายตัวของการศึกษาที่ได้รับทุนจากรัฐ และนโยบายที่อยู่อาศัย

รายงานฉบับนี้ถูกเสนอต่อคณะรัฐมนตรีการสงครามของวินสตัน เชอร์ชิล และได้ตีพิมพ์เผยแพร่ต่อสาธารณชนจนทำยอดขายสูงมาก ซึ่งประชาชนต่างก็ให้ความสนใจเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในรายงานฉบับนี้ แต่วินสตัน เชอร์ชิลและพรรคอนุรักษ์นิยมไม่กระตือรือร้นหรือสนใจรายงานนี้เท่าใดนัก ต่างจากพรรคแรงงานที่สนใจรายงานฉบับนี้มาตั้งแต่แรก จากนั้นจึงได้นำมาปรับใช้เป็นแนวนโยบายพรรคในช่วงหาเสียง และนำมาปฏิบัติใช้เป็นนโยบายของรัฐบาลหลังได้รับเลือกตั้ง

นโยบายหาเสียงเลือกตั้ง

นโยบาย “Let Us Face the Future” ของพรรคแรงงานมุ่งเน้นที่การปฏิรูปสังคมและเศรษฐกิจ เช่น การโอนกิจการอุตสาหกรรมเป็นของรัฐ การประกันสังคม การบริการสุขภาพและสาธารณสุข แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และโดยเฉพาะการจ้างงานเต็มอัตรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบริติชให้ความสำคัญมาก

ประเด็นการจ้างงานสำคัญต่อชาวบริติชเนื่องจากเมื่อสงครามสิ้นสุดลง กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสงคราม เช่น โรงงานผลิตอาวุธ จะลดกำลังการผลิตหรือปิดไปโดยปริยาย นั่นทำให้แรงงานว่างงานมากขึ้น กอปรกับทหารเกณฑ์ที่ไปรบกลับมาได้ปลดประจำการจะทำให้เกิดภาวะแรงงานล้นตลาดทำให้อัตราการว่างงานสูงขึ้น ดังที่เคยเกิดขึ้นในช่วงหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 และนำมาซึ่งปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกเมื่อทศวรรษที่ 1930

นอกจากนี้ พรรคอนุรักษ์นิยมย่ามใจว่าวินสตัน เชอร์ชิลมีคะแนนนิยมสูงในช่วงสงครามจึงคิดว่าความนิยมเหล่านั้นจะส่งผลให้พรรคได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปอย่างแน่นอน พรรคจึงมุ่งเน้นนโยบายและ “จุดขาย” ไปที่ตัววินสตัน เชอร์ชิลมากกว่านโยบายเรื่อง “เศรษฐกิจ” และ “สังคม” เช่นการใช้คำขวัญประกาศบนป้ายหาเสียงว่า “VOTE NATIONAL – HELP HIM FINISH THE JOB” “PUT IT THERE! – CONFIRM YOUR CONFIDENCE IN CHURCHIL”

คลีเมนต์ แอตลี ผู้นำพรรคแรงงานและนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ ค.ศ. 1945-1951 (ภาพจาก wikipedia.org)

ระหว่างปี ค.ศ. 1940-1945 วินสตัน เชอร์ชิลเป็นนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรที่ได้รับความนิยมสูงสุดตลอดกาล ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1945 ผลสำรวจความนิยมของวินสตัน เชอร์ชิลไม่เคยลดลงต่ำกว่าร้อยละ 78 เลย นั่นจึงทำให้บรรดานักการเมืองและนักวิจารณ์ต่างก็ทำนายไปในทิศทางเดียวกันว่าวินสตัน เชอร์ชิลจะนำพรรคอนุรักษ์นิยมไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปใน ค.ศ. 1945

สรุปแล้วการแพ้การเลือกตั้งในครั้งนี้เป็นเพราะวินสตัน เชอร์ชิลและพรรคอนุรักษ์นิยมเดินหมากเกมการเมืองผิดพลาดหลาย ๆ ประการ โดยเฉพาะประเด็นนโยบายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เมื่อพรรคอนุรักษ์นิยมไม่มีนโยบายฟื้นฟูประเทศหลังสงครามที่แน่ชัดเท่ากับพรรคแรงงานจึงทำให้ประชาชนตัดสินใจได้ง่ายมากขึ้นว่าจะเลือกอะไรระหว่าง “ความนิยมชมชอบนายกรัฐมนตรี” กับ “ปัญหาปากท้องหลังสงคราม”


BBC.  (1997).  Politics 97 – 5 July 1945, from www.bbc.co.uk/news/special/politics97/background/pastelec/ge45.shtml

Ingersoll Ralph.  (2019).  Report On England, from archive.org/details/ReportOnEngland

Paul Addison.  (2011).  Why Churchill Lost in 1945, from www.bbc.co.uk/history/worldwars/wwtwo/election_01.shtml

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป