2 พายุใหญ่ แฮร์เรียต-ปากพนัง, เกย์-ท่าแซะ,ปะทิว สร้างความเสียหายสูงสุด

แหลมตะลุมพุก หลังพายุแฮร์เรียตผ่านไป (ภาพโดย ตรึก พฤกษะศรี)

2 พายุใหญ่ รุนแรงที่สุดของไทย แฮร์เรียต-ปากพนัง, เกย์-ท่าแซะ, ปะทิว ทั้งชีวิต, ทรัพย์สิน จากไปในพริบตา

ขณะที่เรากำลังกังวลเกี่ยวพายุโซนร้อน “ปาบึก” ที่จะเข้าฝั่งในวันที่ 4 มกราคม 2561 ก่อนหน้านี้ไทยก็เราเคยเผชิญกับพายุใหญ่มาแล้วหลายครั้ง แต่ที่สร้างความเสียหายรุนแรงอย่างมากมายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เกิดจาก 2 พายุใหญ่ คือ แฮเรียตและเกย์

พายุเขตร้อน “แฮร์เรียต” (Harriet) ที่พัดผ่านอ่าวไทยเข้าฝั่งแหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช พายุ “แฮร์เรียต” ถือเป็นพายุเขตร้อนที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นลูกแรก นับตั้งแต่ พ.ศ. 2494 ที่มีการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับพายุอย่างเป็นทางการ

ร่องรอยพายุแฮร์เรียตที่แหลมตะลุมพุก (ภาพจาก www.khaosod.co.th)

พายุนี้เเรกเริ่มก่อตัวจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงในทะเลจีนใต้ ใกล้ปลายแหลมญวน ในวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2505 จากนั้นค่อยๆ เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก เข้าสู่อ่าวไทย พร้อมกันนั้น พายุนี้ได้พัฒนาตัวมีกำลังแรงขึ้น เป็นพายุดีเปรสชันอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัดสงขลาประมาณ 200 กิโลเมตร ในตอนเช้าของวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2505 ก่อนค่อยๆ เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และทวีกำลังแรงเพิ่มขึ้นเป็นพายุเขตร้อน

เมื่อขึ้นฝั่งบริเวณแหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในเวลาประมาณ 19.00 น. ของวันเดียวกัน โดยความเร็วลมสูงสุดวัดได้ที่สถานีตรวจอากาศนครศรีธรรมราช สูงถึง 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากลมที่พัดแรงแล้ว พายุลูกนี้ ยังนำพาคลื่นทะเลซัดเข้าฝั่ง ทำให้น้ำทะเลหนุนเข้าในอ่าวปากพนัง พัดพาบ้านเรือนราษฎรเสียหายอย่างมากมาย มีผู้เสียชีวิตกว่า 900 คน (บ้างว่า 1,300 คน)

ความเสียหายครั้งนั้นมีการตั้งข้อสังเกต ว่า ประชาชนไม่เข้าใจประกาศเตือน

แม้ว่าในวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2505 วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยออกประกาศว่า ได้เกิดพายุโซนร้อนอยู่ห่างจาก ฝั่งประมาณ 200 กิโลเมตร มีความเร็วของลม 180-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อยู่นอกฝั่งของจังหวัดสงขลา และประกาศเตือนให้ประชาชนระวัง เพราะพายุนี้จะขึ้นฝั่งประมาณวันที่ 25 ตุลาคม 2505  คําว่าพายุโซนร้อน ประชาชนทั่วไปไม่เคยรู้มาก่อนว่าคืออะไร ดังนั้นจึงไม่มีการเตรียมป้องกันหรือขนย้ายล่วงหน้า สังเกตได้จากการให้สัมภาษณ์ นายแจ้ง ฤทธิเดช นายอําเภอปากพนังในเวลานั้น ความว่า

“ประชาชนฟังประกาศกรมอุตุนิยมไม่รู้เรื่อง การที่ราษฎรชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชต้องสูญ เสียชีวิตอย่างมากมายครั้งนั้น เพราะเป็นเส้นทาง ของพายุผ่านตลอดทั้งจังหวัด จากการยืนยันของ ชาวบ้านกล่าวว่า วิทยุประกาศพวกเขาก็รู้ แต่ฟัง ไม่เข้าใจกันได้ ถ้าจะใช้คําชาวบ้านเตือนกันก็จะ เข้าใจมากกว่า พวกเขาจะได้รู้ว่าพายุเหล่านั้นมี ความร้ายแรงแค่ไหน… นอกจากนี้ประชาชนผู้รอดชีวิตยังเล่าถึงความรุนแรงของพายุ ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เช่น หนังสือพิมพ์ไทยรายวัน หนังสือพิมพ์สารเสรี หนังสือพิมพ์ไทยอาทิตย์ ลงความเห็นตรงกัน ดัง เช่นหนังสือพิมพ์สารเสรี ลงพิมพ์เมื่อวันที่ 25-26 ตุลาคม 2505 ดังนี้

“ ได้รับการยืนยันจากราษฎรที่รอดตาย ได้ถูกพายุกระหน่ำอย่างไม่รู้ตัวเพียงชั่วระยะเวลาไม่ถึง 5 นาที บ้านเรือนก็พินาศหมด ก่อนจะเกิดพายุ ได้ยินเสียงกระหึมเหมือนเครื่องบินไอพ่น และเห็น น้ำทะเลม้วนตัวสูงขึ้นเป็นทรงกระบอก สูงกว่าต้น ตาลหลายสิบเท่า แล้วจึงพัดเข้ามาถึงตัว ไม่มีใครมี โอกาสเตรียมหลบหนีกันได้ทัน

ส่วนพายุไต้ฝุ่น “เกย์” (Gay) ที่พัดผ่านอ่าวไทยเข้าสู่อำเภอปะทิว และอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร พายุไต้ฝุ่น “เกย์” เป็นพายุหมุนเขตร้อน ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยลูกแรก ที่มีความรุนแรง ถึงระดับพายุไต้ฝุ่น พายุนี้เริ่มก่อตัวเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 ในบริเวณตอนใต้ของอ่าวไทย และเคลื่อนตัวขึ้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือค่อนไปทางเหนือ เดิมพายุลูกนี้ มีทิศทางมุ่งเข้าหาฝั่ง ของจังหวัดนครศรีธรรมราช

ผลจากพายุเกย์ที่ท่าแซะ และปะทิว จังหวัดชุมพรฐานข้อมูลภาพมติชน

ต่อมาในตอนเช้าของวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 พายุนี้ได้ทวีกำลังแรงขึ้นจนถึงระดับพายุไต้ฝุ่น และเปลี่ยนทิศทางไปทางเหนือ พายุไต้ฝุ่น “เกย์” ได้เคลื่อนตัวผ่านฐานขุดเจาะน้ำมันของบริษัทยูโนแคลในอ่าวไทย ทำให้เรือขุดเจาะชื่อ “ซีเครสต์” (Sea Crest) พลิกคว่ำ มีเจ้าหน้าที่ประจำเรือเสียชีวิต 91 คน

พายุไต้ฝุ่น “เกย์” ได้ทวีกำลังแรงเพิ่มขึ้น โดยมีอัตราเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางพายุถึง 100 นอต ก่อนเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งที่บริเวณรอยต่อระหว่าง อำเภอปะทิวกับอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ในตอนเช้าของวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. ทำความเสียหายอย่างใหญ่หลวงในพื้นที่ของจังหวัดชุมพร และประจวบคีรีขันธ์ โดยมีน้ำท่วมและดินถล่มในหลายพื้นที่แล้ว พายุนี้ยังส่งผลกระทบต่อจังหวัดใกล้เคียงตามชายฝั่งอ่าวไทย รวมทั้งจังหวัดตามชายฝั่งทะเลตะวันออกด้วย

ผลของพายุทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 500 คน สูญหายกว่า 400 คน ทรัพย์สินของทางราชการและเอกชนเสียหายไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท เรือกสวนไร่นาเสียหายกว่า 900,000 ไร่ เรือประมงจมลงสู่ใต้ท้องทะเลประมาณ 500 ลำ ศพลูกเรือลอยเกลื่อนทะเล และสูญหายไปเป็นจำนวนมาก นับเป็นการสูญเสียจากพายุไต้ฝุ่นครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย


ข้อมูลจาก

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พอตา แก่นแก้ว. “ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของชุมชนปากพนัง พ.ศ. 2439-2525” 100 ปี โรงเรียนปากพนัง, โรงพิมพ์เลิฟแอนด์ลิพเพรส พ.ศ. 2542

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป