“ภาษีเกลือ” ภาษีแห่งความ “แค้นใจ” ในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส

ภาพโปสการ์ดในศตวรรษที่สิบเก้าของการทำปลาซาร์ดีนเค็มในปูลิกองใกล้กับบาตซ์ - จาก Musee des Marais Salants (Batz-sur-Mer)

เมื่อไม่นานมานี้ (ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561) ในประเทศไทยมีข่าวฮือฮาเกี่ยวกับเรื่องการเก็บ “ภาษีความเค็ม” โดยคาดว่าเป็นภาษีที่จะทำการเก็บจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารที่มีความเค็มและมีไขมันมาก ทั้งนี้รัฐมีจุดประสงค์ในการเก็บภาษีดังกล่าวก็เพื่อต้องการควบคุมปริมาณเกลือที่ประชาชนได้รับในแต่ละวันให้พอดีกับที่ร่างกายต้องการ เป็นการป้องการโรคที่อาจเกิดขึ้นจากการรับประทานของเค็ม

อย่างไรก็ตามแม้ว่า อธิบดีกรมสรรพสามิตจะกล่าวว่าเรื่องภาษีความเค็มนี้ยังเป็นเพียง “แนวคิด” และยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา ไม่แน่นอนว่าจะมีการกำหนดใช้จริง แต่ก็ดูเหมือนว่าจะมีหลายคนได้ออกมาแสดงความคิดเห็นตามเว็บเพจต่าง ๆ ถึงความไม่พอใจ ราวกับจะบอกว่า “แค่คิดก็ผิดแล้ว”

เรื่องของภาษีความเค็มนี้ฟังดูเป็นเรื่องใหม่ และเป็นแนวคิดที่ยอมรับไม่ได้สำหรับใครหลาย ๆ คน แต่หากมองย้อนไปยังประวัติศาสตร์ ก็จะพบว่าการเก็บภาษีของเค็ม ๆ นั้นเคยเกิดขึ้นจริงมาแล้วที่ประเทศฝรั่งเศสช่วงก่อนการปฏิวัติ ค.ศ. 1789 โดยภาษีดังกล่าวเรียกกันว่า “กาแบลล์ (gabelle)” ซึ่งหมายถึง “ภาษีเกลือ”

การเก็บภาษีเกลือกับประชาชนในประเทศฝรั่งเศสเศสนั้น กษัตริย์ผู้ควบคุมอำนาจโดยเด็ดขาดของประเทศทรงมองว่าเป็นเรื่องที่ยุติธรรมที่สุดเพราะมีการกำหนดให้คนทุกคนไม่ว่าจะจนหรือรวยต้องจ่ายภาษีเกลือในจำนวน 1.66 เปอร์เซ็น เท่ากันหมด (!?)

ที่แย่ไปมากกว่านั้นคือ ในเวลาต่อมาเมื่อราชสำนักต้องการใช้เงินเพื่อนำไปใช้ในการทำสงครามกับภายนอก จึงได้เรียกเก็บภาษีเกลือในจำนวนเงินที่มากขึ้น กระทั่งภาษีเกลือกลายเป็นรายได้หลักของราชสำนักในช่วงต่อมาคือสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 

ภาพแกะสลักไม้แสดงการตวงเกลือ – จาก Ordonnance de la Prévôté des Marchands de Paris ค.ศ. 1500 งานสะสมของแกรงเกอร์

เรื่องของ กาแบลล์ หรือเก็บภาษีเกลือที่เกิดขึ้นฟังแล้วดูไม่น่าพอใจเท่าไหร่ แต่สำหรับคนฝรั่งเศสแล้วไม่มีอะไรที่น่าแค้นใจไปกว่า “แซล ดู เดอวัวร์” หรือ “อากรเกลือ” ที่กำหนดให้ประชาชนที่มีอายุเกิน 8 ปี ซื้อเกลือปีละ 7 กิโลกรัม ซึ่งเกลือปริมาณมากขนาดนั้น ไม่รู้จะเอาไปใช้อย่างไรหมด นอกจากจะเอาไปหมักดอง แต่ในขณะเดียวกัน “อากรเกลือ” นี้ก็กำหนดให้ของหมักดองเป็นสิ่งผิดกฏหมายเช่นกัน! ใครฝ่าฝืนจะต้องได้รับบทลงโทษอันร้ายแรง

ส่วนวิธีการเก็บภาษีฝรั่งเศสจะส่ง “กาเบอลู” หรือเจ้าหน้าที่เก็บภาษีเข้าไปยังพื้นที่ต่าง ๆ กล่าวกันว่าเจ้าหน้าที่เก็บภาษีเหล่านี้ชอบใช้อำนาจในทางผิด ๆ สร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้าน จนในหลายครั้งหลายคราก็โดนชาวบ้านตอบโต้ด้วยการทำร้ายจนถึงขั้นฆ่าแกง ซึ่งหากในกรณีที่กาเบอลูตาย กษัตริย์ก็จะทรงส่งกองทัพไปกวาดล้างหมู่บ้านที่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น

อย่างไรก็ดี ตลอดช่วงระยะเวลาการเก็บภาษีเกลือในฝรั่งเศสนั้นมีความเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดมากมาย เช่นมีการปรับให้มีการเก็บภาษีเกลือในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน เป็นเหตุแห่งความเหลื่อมล้ำในประเทศ สร้างความเจ็บปวดใจให้เหล่าประชาชนเป็นอย่างมาก

จนกระทั่งภายหลัง ค.ศ. 1789 หรือเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส เมื่อราชวงศ์ของประเทศโดนโค่นล้มโดยพลังประชาชนแล้ว รัฐสภาก็ได้เห็นชอบให้ยกเลิกภาษีเกลือ พร้อมกับเรียกภาษีนี้ว่าเป็น “ภาษีชั่วร้าย”!!


Mark Kuriansky. ประวัติศาสตร์โลกผ่านเกลือ. แปลจาก Salt: History of the World. แปลโดย. เรืองชัย รักศรีอักษร. กรุงเทพฯ:  มติชน, 2551.

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป