เผยเรื่องจริง “คนรัก” ของเฟรดดี้ เมอร์คิวรี วง Queen ต่างจากหนัง Bohemian Rhapsody

วงควีน ในคอนเสิร์ตที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อค.ศ. 1987 (ภาพจาก AFP)

“โบฮีเมียน แรปโซดี” (Bohemian Rhapsody) ภาพยนตร์ชีวประวัติวง “ควีน” (Queen) มีรายละเอียดเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับ “คนรัก” ของตำนานนักร้องผู้ล่วงลับไปแล้ว แต่รายละเอียดในภาพยนตร์เรื่องนี้มีบางจุดแตกต่างจากข้อเท็จจริงบ้าง

***เผยเนื้อหาบางตอนในภาพยนตร์***

“โบฮีเมียน แรปโซดี” (Bohemian Rhapsody) เปิดตัวรายได้สัปดาห์แรกในอเมริกาเหนือด้วยตัวเลข 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทะยานติดลิสต์หนังชีวประวัติบุคคลวงการดนตรีที่ทำรายได้เปิดตัวมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ตัวเลขรายได้เป็นรองจากรายได้ภาพยนตร์ประวัติวง NWA วงแร็ปจากคอมป์ตันอย่าง “Straight Outta Compton” เมื่อปี 2015 แต่สำหรับเหล่าแฟนวง Queen และนักวิจารณ์หลายรายมองว่าหนังชีวประวัติของวงพลาดโอกาสบอกเล่าเรื่องราวอีกด้านของ “เฟรดดี้ เมอร์คิวรี่” (Freddie Mercury) นักร้องนำของวงที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้ “ร็อค แอนด์ โรลล์”

นักวิจารณ์จากสื่อกระแสหลักตั้งแต่สำนักข่าว นิวยอร์ก ไทม์ส (New York Times), เอ็นพีอาร์ (NPR), โรลลิงสโตน (Rolling Stone) ต่างมองว่า เป็นภาพยนตร์ที่พยายามเลือกเล่าเนื้อหาอย่างระมัดระวังจนกลายเป็นเหมือนเรื่องราวเชิง “ประโลมโลก” แต่ไม่ได้เจาะลึกลงไปในเส้นทางต่างๆ ของวงที่มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้น

องค์ประกอบหนึ่งที่แฟนเพลงสนใจคือการเล่าเรื่องความสัมพันธ์ในชีวิตรักของเฟรดดี้ เมอร์คิวรี (Freddie Mercury) ซึ่งภาพยนตร์เอ่ยถึงแมรี่ ออสติน (Mary Austin) และ จิม ฮัตตัน (Jim Hutton) รายละเอียดส่วนนี้ในภาพยนตร์มีหลายจุดที่แตกต่างจากข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงที่อาจไม่ได้เป็นเรื่องราวที่ถูกจัดว่าเป็นพฤติกรรม “ดีงาม” น่าโสภาตามบรรทัดฐานของสังคม แต่ถือได้ว่าเป็นข้อมูลที่สะท้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตำนานนักร้องได้มากทีเดียว

แมรี่ ออสติน 

สำหรับกรณีแมรี่ ออสติน ซึ่งเคยเป็นคู่เดตของนักร้องเสียงสูง โยฮันดา เดสตา (Yohanda Desta) คอลัมนิสต์ของแวนิตี้ แฟร์ (Vanity Fair) ระบุว่า ภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวใกล้เคียงกับข้อเท็จจริง โดยปีค.ศ. 1969 ออสติน ในวัย 19 ปีซึ่งทำงานในร้านค้าบูติก ในอังกฤษ พบกับเฟรดดี้ ที่ขณะนั้นอายุ 24 ปีเป็นครั้งแรก ช่วงเวลานั้นเฟรดดี้ เริ่มเป็นนักร้องที่มีผลงานบ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้โด่งดังระดับโลก อย่างไรก็ตาม บุคลิกที่ดูเป็นศิลปินและน่าดึงดูดก็ทำให้ออสติน สนใจในตัวนักร้องหนุ่ม

การพบกันครั้งแรกของทั้งคู่ไม่ได้เกิดขึ้นในคืนเดียวกับที่เฟรดดี้ เข้าร่วมวงแบบในภาพยนตร์ แต่ในความเป็นจริงแล้วซับซ้อนกว่านั้นอยู่บ้าง ว่ากันว่า ออสติน ก็เคยคบกับไบรอัน เมย์ (Brian May) มือกีตาร์ของวงมาก่อน และไม่ได้ทำความรู้จักกับเฟรดดี้ จนกระทั่งเขาเป็นนักร้องนำของวง

หลังจากนั้นไม่นานทั้งคู่เริ่มคบหากัน ในปี 1973 เฟรดดี้ ขอแมรี่ แต่งงานโดยใช้เซอร์ไพรส์คลาสสิกในวันคริสต์มาสที่เขาให้กล่องของขวัญซ้อนกล่องของขวัญขนาดเล็กลงไปเรื่อยๆ เมื่อเปิดไปจนสุดถึงพบแหวนหยกในกล่องขนาดเล็กที่สุด เธอให้สัมภาษณ์กับเดลิเมล์ (Daily Mail) แห่งอังกฤษเมื่อปี 2013 เล่าความรู้สึกในเหตุการณ์ว่าเธอรู้สึกช็อก และไม่คิดว่าจะเกิดเหตุแบบนี้ขึ้น แต่สุดท้ายเธอก็กระซิบว่า เธอจะแต่งงานด้วย

อันที่จริงแล้ว เฟรดดี้ใส่เรื่องราวความชื่นชอบของเขาที่มีต่อออสติน ลงในเนื้อหาของเพลง “Love of My Life” และยังพาเธอไปพบพ่อแม่ของเขาด้วย แต่งานแต่งถูกยกเลิกหลังจากที่เฟรดดี้ เปิดเผยกับออสตินว่าเขาเป็น “ไบเซ็กชวล” (bisexual) มีรสนิยมทางเพศที่ตอบสนองต่อทั้งชายและหญิง แม้ว่าทั้งคู่จะยุติความสัมพันธ์แบบคู่รักลง แต่ยังเป็นเพื่อนสนิท เฟรดดี้ ซื้อบ้านให้เธอและพูดถึงเธอในแง่บวกเสมอ

“คู่รักของผมต่างถามกันว่าทำไมพวกเขาไม่สามารถทดแทนแมรี่ ได้ ซึ่งผมว่ามันเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้…เพื่อนคนเดียวของผมคือแมรี่ และผมไม่ต้องการคนอื่น สำหรับผม เธอคือภรรยาตามกฎหมาย สำหรับผมมันคือการแต่งงาน เราเชื่อมั่นในกันและกันซึ่งนั่นเพียงพอสำหรับผม” เฟรดดี้ ให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์ก โพสต์ (New York Post) เมื่อปี 1985

หลังตำนานนักร้องเสียชีวิตเมื่อปี 1991 เขายังยกทรัพย์สินหลายอย่างรวมถึง “การ์เดน ลอดจ์” (Garden Lodge) แมนชั่นในลอนดอนให้เธอซึ่งแมรี่ ยังเป็นผู้ถือครองจนถึงปัจจุบัน และเธอยังทำตามคำขอก่อนเสียชีวิตของเฟรดดี้ ที่ให้แยกเถ้าอัฐิของเฟรดดี้ ออกไปหลายแห่งโดยที่ไม่ได้เปิดเผยสถานที่จัดเก็บต่อสาธารณะ

จิม ฮัตตัน 

สำหรับความสัมพันธ์กับชายหนุ่ม มีชื่อจิม ฮัตตัน เข้ามาเกี่ยวข้อง ในภาพยนตร์เล่าว่าฮัตตัน เป็นสมาชิกของทีมดูแลความสะอาดที่ไปเกี้ยวพาราสีกับเฟรดดี้ หลังจากปาร์ตี้ในบ้าน แต่ในความเป็นจริงแล้ว หนุ่มไอริชรายนี้เป็นช่างแต่งผม เขาให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2006 ว่าเขาพบกับนักร้องนำของวงชื่อดังใน “เฮเว่น” (Heaven) บาร์ชายรักชายยุค 80s ขณะที่การสืบสานความสัมพันธ์กันก็ต่อเนื่องยาวนานถึง 7 ปีจนกระทั่งนักร้องดังเสียชีวิตในปี 1991

ฮัตตัน เล่าความหลังเมื่อพบกันครั้งแรกว่า เฟรดดี้ เสนอเลี้ยงเครื่องดื่มให้เขา แต่ฮัตตัน ปฏิเสธและเล่าว่าเขาจำไม่ได้ว่าชายรายนี้เป็นนักร้องซูเปอร์สตาร์ ทั้งสองไม่ได้ติดต่อกันอีกนานปีเศษ ฮัตตัน เล่าว่า พวกเขาเจอกันในไนท์คลับอีกครั้ง เฟรดดี้ ก็เสนอเลี้ยงเช่นกัน คราวนี้ฮัตตัน ยินยอมแล้ว หลังจากนั้นก็เริ่มเดตกัน ไม่ถึง 6 เดือนหลังจากนั้น ฮัตตัน ย้ายเข้ามาที่การ์เดน ลอดจ์ โดยที่ยังทำงานเป็นช่างแต่งผมอยู่

ความสัมพันธ์ระหว่างฮัตตัน กับเมอร์คิวรี ดำเนินเรื่อยมาโดยที่นักร้องดังไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งฮัตตัน เผยว่าเขาไม่ได้ซีเรียสกับเรื่องนี้แต่อย่างใด ถึงแม้จะยังอยู่ด้วยกัน แต่ฮัตตัน เล่าว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ไม่คงที่ มีทะเลาะกัน จากที่ฮัตตัน เคยพบเห็นนักร้องดังกับชายอีกรายในไนท์คลับ ซึ่งฮัตตัน อ้างว่า เฟรดดี้ บอกว่าที่ทำแบบนี้เพื่อให้เขาอิจฉา และยังมีเรื่องราวคล้ายกันนี้อีกครั้งหนึ่งจนฮัตตัน ยื่นคำขาดให้เฟรดดี้ ตัดสินใจ

ฮัตตัน เป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับเฟรดดี้ ทำให้ฮัตตัน สัมผัสช่วงเวลาสำคัญของวงหลายครา หนึ่งในนั้นคือการแสดงในโชว์ “ไลฟ์ เอด” (Live Aid) เมื่อปี 1985 ซึ่งฮัตตัน เล่าความรู้สึกครั้งนั้นว่า ฝูงชนที่ตอบสนองต่อการแสดงของวงทำให้เขาทึ่งและประหลาดใจอย่างมาก หลังจากควีน แสดงจบก็เป็นคิวของเอลตัน จอห์น (Elton John) ซึ่งฮัตตัน จำได้ว่าเอลตัน ถึงกับเอ่ยปากว่า “บ้าเอ๊ย พวกนายขโมยช่วงเด่นไปหมด”

บทสนทนาสุดท้ายที่ทั้งคู่พูดคุยกันก่อนหน้าเฟรดดี้ เสียชีวิตคือช่วงเช้าที่เฟรดดี้ อยากดูภาพเขียนของเขา แต่ไม่สามารถลงบันไดได้ ซึ่งฮัตตัน เล่าว่าเขาเสนอแบกเฟรดดี้ ลงไป แม้ว่าสุดท้ายแล้วเฟรดดี้ จะลงไปด้วยตัวเอง ฮัตตัน เป็นผู้หยิบเก้าอี้มาให้เฟรดดี้ และเปิดไฟให้ชมภาพ

“มันสวยงามมาก” ฮัตตัน เล่าคำพูดที่เฟรดดี้ เอ่ยชื่นชมภาพเขียนในที่พักของเขา

แม้ว่าแมนชั่นในลอนดอนจะตกเป็นของออสติน ในภายหลัง โดยฮัตตัน ก็อ้างว่าเฟรดดี้ อยากให้เขาครอบครองมากกว่า แต่รายงานข่าวเผยว่า ฮัตตัน ยังได้รับเงิน 5 แสนปอนด์ และเดินทางกลับไอร์แลนด์ ฮัตตัน เป็นผู้เขียนหนังสือเล่าความสัมพันธ์ของเขากับเฟรดดี้ ชื่อ “Mercury and Me” เขาต่อสู้กับโรคมะเร็งหลายปีและเสียชีวิตเมื่อปี 2010 ขณะอายุ 60 ปี

เกร็ดอื่นเกี่ยวกับวง

นอกเหนือจากรายละเอียดเรื่องความสัมพันธ์แล้ว ในภาพยนตร์ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับวงที่ต่างกับเหตุการณ์จริง อาทิ วงไม่มีผู้บริหารค่ายชื่อเรย์ ฟอสเตอร์ (Ray Foster) ตามที่ภาพยนตร์ใส่ตัวละครนี้เข้าไป แต่ตัวละครนี้อ้างอิงจากรอย เฟเธอร์สโตน (Roy Featherstone) หัวเรือของค่ายอีเอ็มไอ (EMI) ในขณะนั้น ซึ่งในความจริงแล้วเขาไม่ได้เกลียดเพลง “Bohemian Rhapsody” และปัดให้วงออกเป็นซิงเกิลแบบในภาพยนตร์ รอย เป็นแฟนตัวยงของวงด้วยซ้ำ แม้ว่าเขาจะแสดงความคิดเห็นทำนองว่าเพลงอมตะนี้ยาวเกินไปบ้าง แต่นอกเหนือจากนั้นเป็นเรื่องที่ภาพยนตร์เสริมขึ้น

ขณะที่การแสดงในโชว์ “ไลฟ์ เอด” (Live Aid) ก็ไม่ได้เป็นการแสดงที่วงกลับมารวมตัวกัน ภาพยนตร์เล่าว่าก่อนหน้าการแสดงโชว์ใหญ่ เฟรดดี้ ต้องการแยกจากวงและเผยว่าเขาเซ็นสัญญาทำงานเดี่ยวมูลค่า 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ความจริงแล้ว ในปี 1983 วงต้องการเวลาพักบ้างเท่านั้น เนื่องจากทัวร์อย่างหนักตลอดทศวรรษที่ผ่านมา แต่ในภาพยนตร์เล่าว่าสมาชิกในวงไม่คุยกับเฟรดดี้ เกือบปี ในความจริงแล้วช่วงปลายปี 1983 วงก็เริ่มทำงานในอัลบั้ม The Works ด้วย

ในภาพยนตร์ยังบอกเล่าเหตุการณ์ที่เฟรดดี้ เปิดเผยกับวงว่าเขาติดเชื้อ HIV ในระหว่างช่วงซ้อมสำหรับคอนเสิร์ต “ไลฟ์ เอด” (1985) อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่นักร้องดังบอกข้อมูลสำคัญต่อสมาชิกในวงยังเป็นที่ถกเถียงกันจนถึงวันนี้ แต่ผู้สันทัดกรณีเห็นตรงกันว่าน่าจะอยู่ระหว่างปี 1986-1987 เท่ากับว่า หากเป็นไปตามข้อสันนิษฐานนี้ ช่วงแสดงคอนเสิร์ตใหญ่ ทุกคนในวงยังไม่รู้เรื่องการติดเชื้อ



อ้างอิง:

Desta, Yohana. Bohemian Rhapsody: The True Story Behind Freddie Mercury’s Relationships. Vanity Fair. 1 Nov 2018. <https://www.vanityfair.com/hollywood/2018/11/freddie-mercury-true-story-relationships-mary-austin-jim-hutton?mbid=social_facebook&fbclid=IwAR1hc7POznd8UFMzMTZfN1vvptsLs3FQ1hnld-Co2nKJXoZ_puO3xREuk2A>

Greene, Andy. Fact-Checking the Queen Biopic, ‘Bohemian Rhapsody’. Rolling Stone. 1 Nov 2018. <https://www.rollingstone.com/music/music-news/freddie-mercury-queen-biopic-bohemian-rhapsody-movie-fact-check-746195/>

McClintock, Pamela. Weekend Box Office: ‘Bohemian Rhapsody’ Soars to $50M Bow; ‘Nutcracker’ Bombs. The Hollywood Reporter. 4 Nov 2018. <https://www.hollywoodreporter.com/news/box-office-bohemian-rhapsody-soars-50m-bow-nutcracker-bombs-1157967>

 

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป