“เทคนิคไล่ผี” ยุคกลาง จากคติเทววิทยา คนที่ถูก “ผีเข้าสิง” ได้ยินแล้วอาจเข่าทรุด

พิธีขับไล่ผีออกจากร่างกายของผู้ป่วยภายในวัด

ในห้วงสมัยกลาง (ค.ศ. 500 – 1500) การบำบัดเยียวยาคนบ้าหรือผู้ป่วยโรคจิต อยู่ในความดูแลของนักบวชหรือพระเป็นหลัก วัดจึงถูกใช้เป็นเรือนบำบัดและคุมขังไปในตัว ในสมัยกลางยุคต้น ๆ นั้น ผู้ป่วยโรคจิตจะได้รับการดูแลดีมีเมตตา มีผู้สวดมนต์ให้ มีน้ำมนต์ประพรม หรือมีน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ดื่ม มีแท่นบูชา และมีการพาผู้ป่วยทัวร์สถานที่อันควรเคารพต่าง ๆ และที่สำคัญก็คือ มีพิธีขับไล่ผีออกจากร่างกายผู้ป่วย คือเชื่อว่าผีมาเข้าสิงทำให้ผู้ป่วยเป็นบ้า 

บางวัดและบางสำนักศาสนามีศาลบูชาเทพเจ้าและจัดพิธีไล่ผีที่แปลกประหลาดออกไป เช่น ใช้วิธีบำบัดรักษาแบบของกาเลน (Galen) ผู้เป็นแพทย์ชาวกรีกที่มีชื่อเสียงมากในช่วง ค.ศ. 130 – 200 เขาอพยพมาจากกรีก-เอเธนส์ เข้าอาศัยอยู่ในกรุงโรม วิธีรักษาของกาเลนก็คือ สำหรับผู้ป่วยชายที่เชื่อว่าผีเข้าสิง ให้ใช้สมุนไพรประเภทลูปิน (lupin) กระเทียม และสมุนไพรอีกสองสามชนิด บดรวมกันผสมด้วยเบียร์และน้ำมนต์ แล้วเป่าพ่นใส่หน้าผู้ป่วยแรง ๆ เชื่อว่าวิธีเช่นนี้ปีศาจจะเผ่นหนีไปเองและผู้ป่วยจะคืนกลับเป็นปกติ

เทคนิคไล่ผีออกจากร่างผู้ป่วยรุนแรงมากเมื่อเน้นไปที่ตัวซาตาน ซ่ึ่งเชื่อว่าเป็นต้นตอของการเจ็บป่วย ด้วยเหตุดังนั้นหัวใจของการบำบัดรักษาผู้ป่วยจึงมุ่งทำลายตัวซาตานเป็นสำคัญพร้อมกับร่ายเวทมนตร์ขับไล่ เทคนิคการบำบัดรักษาเช่นนี้เชื่อว่ามีประสิทธิภาพมาก เช่น เชื่อว่าสามารถไล่ผีปีศาจออกได้ถึง 5 ตัว จากร่างผู้ป่วยคนหนึ่ง คือ ทั้งปีศาจใหญ่และปีศาจเล็ก ๆ ถูกขับกระจัดกระจายออกไปหมด

อย่างไรก็ตามการขับไล่ผีแบบรุนแรงยังคงมีอยู่ เช่น ใช้การเฆี่ยนตีให้ตกเลือด เชื่อว่าขับไล่ผีได้ดีกว่า นอกจากนั้นยังมีการขับไล่ผีที่โหดร้ายต่าง ๆ เช่น ให้อดอาหาร ล่ามโซ่ จับจุ่มน้ำร้อน และการกักขังทุบตีทรมานต่าง ๆ อันถือว่าเหมาะสมกับความเป็นบ้า นอกจากนั้นยังเชื่อกันอีกว่า ถ้าให้ผู้ป่วยถูกจองจำจมอยู่ในปลักตมของความสกปรกมากเท่าใด ปีศาจที่สิงอยู่ในตัวผู้ป่วยก็จะหนีออกไปเพราะไม่อาจทนอยู่กับความสกปรกเหล่านั้นได้ จึงเป็นที่แน่นอนว่าสุขภาพของผู้ป่วยย่อมทรุดโทรมอย่างที่สุด จึงยิ่งมีความสิ้นหวังเป็นทวีคูณกับการบำบัดรักษาที่โหดร้ายเช่นนั้น

ในห้วง ค.ศ. 1500 การบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคจิตหรือโรคบ้า ได้เปลี่ยนไปเน้นแนวเทววิทยา คือเชื่อว่าปีศาจที่เข้าสิงจนเจ็บป่วยหรือเป็นบ้านั้นมี 2 พวกด้วยกัน

พวกแรกเข้าสิงโดยเหยื่อหรือผู้ป่วยไม่ยินยอม การเข้าสิงจึงคล้าย ๆ กับการถูกลงโทษจากพระเจ้า เพราะบาปกรรมที่เคยกระทำมาแต่ปางก่อน

ส่วนพวกหลัง ปีศาจเข้าสิงโดยเหยื่อมีความยินดีที่ได้มีปีศาจซ่อนอยู่ในร่างของตนและบุคคลนั้นจึงกลายเป็นพันธมิตรของซาตาน ผู้เป็นเจ้าของเหล่าปีศาจทั้งหลายที่เชื่อว่ามีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติหลายอย่าง กล่าวคือสามารถบันดาลให้เกิดโรคระบาดร้ายแรง พายุ น้ำท่วม และให้เกิดอาการตายด้านทางเพศ สร้างอันตรายให้ศัตรูทำให้พืชไร่เสียหาย ทำให้นมบูด และสามารถแปลงเป็นสัตว์ต่าง ๆ ได้ ก็คนเช่นนี้แหละที่รู้จักกันว่าเป็นแม่มด 

วิธีไล่ผีอีกแบบหนึ่ง กับการเผาทั้งเป็น

ผู้ป่วยที่ถูกประเมินว่าพระเจ้าลงโทษ ก็จะได้รับการบำบัดเยียวยาโดยวิธีขับไล่ผีออกตามที่นิยมกันในสมัยนั้นที่หนักไปทางกักขัง ทุกข์ทรมาน

ในเวลาต่อมา ช่วงปลายศตวรรษที่ 15 ผู้ที่ถูกผีเข้านั้น มีแนวโน้มจะถูกลงความเห็นว่าถูกพระเจ้าลงโทษ เป็นคนนอกศาสนาและเป็นแม่มด นัยหนึ่งก็คือคนบ้า และเพื่อให้หายบ้าก็ต้องไล่แม่มดที่เข้าสิงนั้นออกไป โดยวิธีอันรุนแรงชวนสยอง 3 อย่าง อย่างแรกคือตัดศรีษะหรือรัดคอจนตาย อย่างที่ 2 เผาทั้งเป็น และอย่างสุดท้าย ทำให้เป็นง่อยเปลี้ยทุพพลภาพแล้วเผาทิ้งไป โดยก่อนเผาทั้งเป็นจะต้องทรมานให้สารภาพว่าตนเป็นแม่มด เป็นคนบาปหรือเป็นคนชั่วร้ายต่าง ๆ ในห้วงเวลานี้มีผู้คนถูกฆ่าตายด้วยวิธีทุกข์ทรมานมาก ไม่ว่าในฝรั่งเศส อังกฤษ หรือเยอรมนี

ความเชื่อเรื่องเผาทั้งเป็นเพื่อขับไล่ผีหรือแม่มดนี้ ได้แพร่หลายไปอย่างกว้างขวางจนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 19 เลยทีเดียว


(คัดลอกส่วนหนึ่งจากบทความ“มนต์ไล่ผีกับแม่มดมนต์ดำ”เขียนโดย ส.สีมา ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับสิงหาคม 2554)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2561

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป