“พระบำบัดสรรพโรค” หมอฝรั่ง สั่งหญิงไทยให้ “เลิกอยู่ไฟ”

(ภาพจากเพจSiriraj Museum - พิพิธภัณฑ์ศิริราช)

วิทยาการทางแพทย์ที่เรามีอยู่วันนี้อาจจะเป็นเรื่องธรรมดาที่เห็นกันจนคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นการทำคลอดในโรงพยาบาล, การฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ, ยาแผนปัจุบัน ฯลฯ หากเมื่อร้อยปีก่อน ล้วนเป็นของใหม่ที่เพิ่งมีขึ้นในสยามและยากที่จะยอมรับ  ขณะที่การ “อยู่ไฟ” หลังคลอดบุตรที่คนสมัยนั้นคุ้นเคย เมื่อทางการบอกให้เลิกก็เป็นเรื่องยากเช่นกัน

การแพทย์สยามในยุคนั้น มีพระบำบัดสรรพโรค (พ.ศ. 2400-2470) เป็นผู้ร่วมบุกเบิก ซึ่งประวัติของท่านที่นำเสนอต่อไปนี้คัดย่อจาก หนังสือประวัติครู (16 มกราคม 2505) จัดพิมพ์โดยคุรุสภา ได้เขียนประวัติดังนี้

พระบำบัดสรรพโรค

พระบำบัดสรรพโรค ชื่อจริงว่า นายแฮนซ์ อดัมเซ็น (Hans Adamsen) เป็นลูกครึ่งเดนมาร์ค-มอญ เกิดที่อำเภอพระประแดง สมุทรปราการ ได้ไปเล่าเรียนที่อเมริกาจนสำเร็จวิชาการแพทย์จากมหาวิทยาลัยเจฟเฟอร์สัน ในปี พ.ศ. 2440 ที่พระบำบัดสรรพโรค  เข้ารับราชการในกรมพยายาล กระทรวงธรรมการ เกิดกาฬโรคในประเทศใกล้เคียง เช่น ฮ่องกง, ซัวเถา,  สิงคโปร์, ปีนัง ฯลฯ บ่อยครั้ง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติจัดการป้องกันกาฬโรค   ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2441 กำหนดให้เรือทุกลำที่มาจากเขตที่มีการระบาดของโรคจอดที่ด่านป้องกันโรค เกาะไผ่ [จังหวัด ชลบุรี] เพื่อรอให้เจ้าพนักงานแพทย์ขึ้นไปตรวจเสียก่อนที่จะอนุญาตให้ผ่านเข้ามาจอดในน่านน้ำไทย พระบำบัดสรรพโรค  เลยได้แต่งตั้งให้เป็นแพทย์ประจำด่านป้องกันโรค ได้รับพระราชทานเงินเดือน 1,800 บาท

ในสมัยเริ่มก่อตั้งโรงเรียนแพทย์ขึ้นที่โรงพยาบาลศิริราชมี 3 อาจารย์ชาวต่างชาติที่สอนนักเรียนแพทย์ คือ พระบำบัดสรรพโรค, พระอาจวิทยาคม (Dr. George B. Mc. Farland) และ หมอเฮส์ (Dr. Thomas Heyward Hays) โดยพระบำบัดสรรพโรครับหน้าที่สอนวิชาอายุรศาสตร์และสูติศาสตร์ และเพราะพระบำบัดสรรพโรคสามารถพูดภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่วจึงได้แปลกตำราแพทย์ขึ้นเล่มหนึ่งเรียกว่า “แพรคทอซออฟเมดิซิน” (Practice of Medicine) โดยมีนายเปลี่ยน กาญจนารัณย์ นักเรียนแพทย์เป็นผู้ช่วยเขียน

พระบำบัดสรรพโรคยังเป็นผู้นำการผดุงครรภ์แผนปัจจุบันเข้ามาใช้ในโรงพยาบาลศิริราชเป็นผลสำเร็จ ในยุคนั้นหญิงไทยยังนิยมการ “อยู่ไฟ” อย่างมั่นคง จึงไม่ใครมีผู้ใดสมัครใจไปคลอดบุตรในโรงพยาบาล ด้วยเกรงว่าจะถูกบังคับให้เลิกอยู่ไฟ โรงพยาบาลศิริราชจึงต้องผ่อนผันให้หญิงที่มาคลอดบุตรใช้วิธีพยาบาลแบบโบราณได้อย่างเดิม เช่น อนุญาตให้วงสายสิญจน์แขวนยันต์รอบห้องที่อยู่ และยอมให้อยู่ไฟ เป็นต้น ในเรือนคลอดบุตรจึงต้องแบ่งเป็น 2 แผนก คือ แผนกคลอดบุตรแผนโบราณและแผนกคลอดบุตรแผนปัจจุบัน  หรือบางทีในห้องเดียวกันมีทั้งคนคลอดบุตรที่อยู่ไฟและไม่อยู่ไฟปนกัน ชี้แจ้งให้เลิกอยู่ไฟ ก็ไม่ใคร่มีใครย่อม

โรงเรียนผดุงครรภ์และหญิงพยาบาล ( ภาพจาก www.ns.mahidol.ac.th)

ขณะนั้นพระบำบัดสรรพโรคเป็นหัวหน้าแผนกสูติศาสตร์ ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยแผนกคลอดบุตรแผนปัจจุบัน พยายามเลิกธรรมเนียมการอยู่ไฟในโรงพยาบาลศิริราชอย่างสุดความสามารถ ได้ไปพูดชี้แจงเหตุผลต่อ ท่านผู้หญิงภาสรกรวงศ์(เปลี่ยน) ให้เลื่อมใสในวิชาผดุงครรภ์แผนปัจจุบัน จนทำให้สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาลขึ้นในโรงพยาบาลศิริราช เปิดสอนครั้งแรก พ.ศ. 2439  พระราชทานนามว่า “โรงเรียนผดุงครรภ์และหญิงพยาบาล” มีท่านผู้หญิงภาสรกรวงศ์เป็นผู้อำนวยการ และพระบำบัดสรรพโรคเป็นอาจารย์สอนวิชาผดุงครรภ์แผนปัจจุบันคนแรกของโรงเรียนดังกล่าว

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย

แม้ภายหลังโรงเรียนจะล้มเลิกไปใน พ.ศ. 2446  และกรมศึกษาธิการได้เปิดสอนวิชาพยาบาลผดุงครรภ์ขึ้นที่โรงพยาบาลศิริราช พ.ศ. 2451 พระบำบัดสรรพโรคก็ยังอำนวยการฝึกสอนวิชาการผดุงครรภ์ต่อไประยะหนึ่ง ด้วยมีความชำนาญในการใช้เครื่องมือคลอดบุตรเป็นพิเศษ ถึงกับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย ขณะดำรงพระยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ รับสั่งว่า “หมอใช้คีมคลอดบุตรคล่องยิ่งกลว่าฉันใช้ช้อนซ่อมกินข้าวเสียอีก”

ส่วนการทำให้หญิงไทยนิยมวิธีการคลอดบุตรแผนปัจจุบันนั้น สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถพระราชทานอนุญาตให้กรมพยาบาลอ้างกระแสรับสั่ง ชี้แจงแก่คนที่จะคลอดลูกในโรงพยาบาลว่า พระองค์เองผทมเพลิงมาก่อน แล้วมาเปลี่ยนใช้วิธีพยาบาลอย่างใหม่ ทรงสบายกว่าผทมเพลิงมาก มีพระราชประสงค์ให้ราษฎรได้ความสุขด้วย จึงทรงแนะนำให้เลิกอยู่ ไฟเสีย ถ้าใครทำตามที่ทรงชักชวนจะพระราชทานเงินค่าทำขวัญลูกที่คลอดใหม่คนละ 4 บาท จึงมีคนสมัครให้พยาบาลอย่างใหม่มากขึ้น จนกรมพยาบาลสามารถตั้งข้อบังคับเลิกประเพณีอยู่ไฟในโรงพยาบาลได้สำเร็จ

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าถึงพระบำบัดสรรพโรคไว้ในหนังสือนิทานโบราณคดีว่า เมื่อครั้งทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยทรงเชิญหมอฝรั่งมาประชุมที่ศาลาลูกขุน ทรงชี้แจ้งว่า

“กระทรวงมหาดไทยอยากได้ตำรายาฝรั่งบางขนานสำหรับรักษาโรคภัยไข้เจ็บที่ราษฎรมักเป็นกันชุกชุม ทำส่งไปจำหน่ายตามหัวเมือง หมอฝรั่งประชุมปรึกษาในระหว่างกันเองแล้ว ตกลงแนะนำให้รัฐบาลทำยาขึ้น 8 ขนาน และได้มอบตำรายาเหล่านั้นให้เป็นสมบัติของรัฐบาลสืบไป ส่วนการที่จะปรุงยานั้น หมออดัมเซ็น (พระบำบัดสรรพโรค) มีแก่ใจรับทำให้ในชั้นแรก ณ สำนักงานของเขาที่สี่กั๊กพระยาศรี (สี่แยกพระยาศรี)โดยเรียกราคาเพียงเท่าทุนและจะหัดคนที่ผสมยาให้ด้วยจนกว่ากระทรวงมหาดไทยจะตั้งที่ทำยาเอง”

ยาที่ทำขึ้นในครั้งนั้นคือ “ยาโอสถสภา” หรือ “ยาตำราหลวง” คาดว่าเริ่มมีราว พ.ศ. 2446

เดือนมกราคม พ.ศ. 2446 กระทรวงธรรมการได้ส่งพระบำบัดสรรพโรคแพทย์ใหญ่ผู้ตรวจการในกรมพยาบาลและหลวงวิฆเนศน์ประสิทธิวิทย์ (อัทย์ หสิตะเวช) แพทย์ผู้ช่วยออกไปศึกษาวิธีผลิตวัคซีนป้องกันโรคระบาดสัตว์พาหนะที่ประเทศฟิลิปปินส์ บังเอิญนายแพทย์ทั้งสองได้ไปเห็นวิธีการผลิต  “พันธุ์บุพโพไข้ทรพิษ” จึงได้ศึกษาวิธีการผลิตมาด้วย

พระยาวุฒิการบดี เสนาบดีกระทรวงธรรม

เมื่อกลับมาถึงประเทศไทย ก็ทำรายงานขึ้นเสนอต่อพระยาวุฒิการบดี (เจ้าพระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร) เสนาบดีกระทรวงธรรมการแนะนำให้รัฐบาลจัดตั้ง “กอเวอนเมนต์ซีร่ำแลโบแร็ตโตรี” สำหรับผลิตพันธุ์หนองฝีขึ้นใช้ปลูกป้องกันไข้ทรพิษภายในประเทศ ในที่สุดรัฐบาลก็ตั้งสถานผลิตพันธ์หนองฝีขึ้นในบริเวณร้านขายยาของพระบำบัดสรรพโรคสี่กั๊กพระยาศรี เมื่อ พงศ. 2448  ต่อมาใน พ.ศ. 2449 จึงได้ย้ายสถานผลิตพันธุ์หนองฝีไปตั้งที่ ตำบลห้วยจรเข้ จังหวัดนครปฐม (ภายหลังเมื่อ พ.ศ. 2456 ได้ย้ายกลับมารวมอยู่ในปัสตุรสภา ถนนบำรุงเมือง จังหวัดพระนคร)

 

 

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป