งามหน้า! ย้อนคดีต้นรัตนโกสินทร์ “ลูกพระยาท้ายน้ำ” แอบนำของหลวงไปจำนำ?

การทุจริตคอร์รัปชั่นไม่ว่าจะในปัจจุบันหรืออดีตมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นทั้งการรับสินบนหรือเรียกอย่างสุภาพสำหรับคนบางกลุ่มว่า “ค่าน้ำร้อน น้ำชา” “สินน้ำใจ” ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไรก็ตามมันก็คือการคอร์รัปชั่นดี ๆ นี่เอง นำมาซึ่งระบอบอุปถัมภ์ การเล่นพวกพ้องสร้างสองมาตรฐาน การเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่มีวันสิ้นสุดดั่งเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้

ในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 นั้นกรมหมื่นศักดิ์พลเสพทรงเป็นผู้ดูแลกำกับราชการกรมพระกลาโหมและหัวเมืองปักษ์ใต้ในเวลานั้นทรงได้รับรายงานจากพระอสุรสงครามความว่า เดิมทีพระยาท้ายน้ำเบิกเอาปืนหลังม้ารองทรงต้นเหลี่ยม 1 กระบอกไปใช้ในการศึกยังเมืองถลาง เมื่อพระยาท้ายน้ำถึงแก่อสัญกรรม เจ้าพนักงานไม่สามารถเรียกนำปืนกระบอกดังกล่าวกลับมาได้

เมื่อไม่นำปืนมาคืนจึงมีการเรียกไต่ส่วนหาสาเหตุการที่ไม่สามารถนำปืนมาคืนได้ จึงเรียกนายทองอยู่ บุตรชายของพระยาท้ายน้ำผู้วายชนม์มาไต่สวนหาเหตุ ความปรากฎว่า นายทองอยู่ได้นำปืนกระบอกดังกล่าวไปจำนำไว้กับนายคุ้ม ซึ่งเป็นบ่าวของพระยานคร

ครั้นจะให้นายทองอยู่บอกสังกัดของภรรยาบุตรของนายคุ้มเป็นคนบ้านเรือนถิ่นใด นายทองอยู่เองก็บอกไม่ได้ว่านายผู้นี้เป็นใคร อาจจะเป็นด้วยว่านายคุ้มผู้นี้เป็นคนธรรมดาที่มีอิทธิพลใหญ่โตที่เป็นนายเงินของผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากและมีอิทธิพลมากพอที่จะทำอะไรก็ได้ แม้กระทั่งรับของหลวงมาจำนำ

จากคำให้การของนายทองอยู่ทำให้ทางการทราบว่านายคุ้มคนนี้มีอายุประมาณ 50 ปีเศษและสำคัญคือเป็นนักเลงหัวไม้ หน่วยก้านคงดีไม่น้อยเพราะเจ้านายคือพระยานครเรียกใช้สอยนายคนนี้ได้เป็นอย่างดี

เมื่อความเป็นเช่นนี้กรมหมื่นศักดิพลเสพจึงมีรับสั่งโปรดเกล้าฯ “ปืนนี้เป็นปืนหลวงอยู่ ให้ท่านพระยานครหาตัวนายคุ้มมาชำระว่ากล่าวสืบเอาปืนหลวงส่งเข้ามา ณ กรุง ถ้านายคุ้มรับจำนำไว้เป็นเงินมากน้อยเท่าใด ให้ท่านพระยานครบอกเข้าไปจะส่งเงินออกมาให้ ถ้านายคุ้มรับจำนำแต่มิรับว่าทำจริงให้ส่งตัวนายคุ้มเข้ามา” จะได้กระลาการเอานายคุ้มมาสอบปากคำกับนายทองอยู่เพื่อให้ได้ทราบข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

ไม่มีบันทึกถึงผลจากการสอบสวนทั้งสองว่าให้เป็นเช่นไรและได้รับโทษทัณฑ์อย่างไรบ้าง แต่จากเรื่องราวทำให้ทราบอีกประการหนึ่งว่าการที่นำของหลวงไปจำนำสาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะนายทองอยู่มีความจำเป็นที่ต้องใช้เงินจึงนำปืนไปจำนำหรือความจำเป็นนั้นอาจจะมาจากการพนัน ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเกินตัวทำให้เงินขาดมือสิ้นเนื้อประดาตัวจนถึงขั้นนำของหลวงไปจำนำ

ครั้นจะหาเงินไปไถ่ถอนออกมาก็สายเกินการณ์จนทางการจับได้เสียก่อน ใช้จ่ายต้องประหยัด เงินขาดมือขึ้นมาคงยุ่งยากลำบากไม่น้อย ครั้นจะไปขอหยิบยืมจากคนสนิทก็พาลจะเสียเพื่อนเพราะคืนเงินไม่ตรงเวลาเป็นเรื่องน่าเศร้าของคนมือเติบ


อ้างอิง

มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในพระพระบรมราชูปถัมภ์.  จดหมายเหตุ รัชกาลที่ 2 จ.ศ. 1173. (2514).


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 มิถุนายน 2561

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป