เณรเล่นดอกไม้ไฟจน “ไหม้วัด” วังหน้าทรงพระพิโรธรับสั่งให้สึกแล้ว “ประหารชีวิต”

“ไฟไหม้พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท พ.ศ. ๒๓๓๒” จิตรกรรมจากโคลงภาพพระราชพงศาวดาร วาดในสมัยรัชกาลที่ ๕

“โจรปล้นบ้านสิบครั้ง ไม่เท่าไฟไหม้บ้านครั้งเดียว” เหตุจากอัคคีภัยถือเป็นภัยที่ร้ายแรงที่สุดอันดับต้นๆ ที่ไม่มีมนุษย์คนใดอยากจะเผชิญ ย้อนกลับไปช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมหาราช รัชกาลที่ ๑ สืบค้นในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) จะพบว่าเหตุอัคคีภัยในรัชสมัยนี้มีอยู่อย่างน้อย ๓ ครั้งที่เกิดขึ้นในพระนครและเพลิงไหม้แต่ละครั้งก็เป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงของสถานที่ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีในปัจจุบัน

เหตุเพลิงไหม้แรกสุด คือเพลิงไหม้ภายในพระบรมมหาราชวัง หลักจากแรกสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ไม่นาน เมื่อ พ.ศ.๒๓๓๒ วันนั้นมีฝนตกเกิดฟ้าผ่าลงหน้ามุขเด็จพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท พระที่นั่งองค์นี้เป็นพระที่นั่งไม้ที่สร้างถ่ายแบบพระที่นั่งสรรเพชญ์มหาปราสาทของกรุงศรีอยุธยาใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๑ เพลิงไหม้ครั้งนั้นสร้างความเสียหายให้แก่พระที่นั่งองค์นี้เป็นอย่างมากถึงแม้สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล พระบรมวงศานุวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช พระผู้มีสมณศักดิ์ช่วยกันเกณฑ์คนมาดับไฟแต่ก็ไม่ทันการณ์

ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่บ้าง สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชดำรัสให้ข้าราชการช่วยกันนำพระราชบัลลังก์ลงมาทัน เมื่อเพลิงดับสนิท พระองค์พระปริวิตกว่าเหตุร้ายที่เกิดขึ้นจะเป็นอวมงคลแก่บ้านเมืองหรือไม่ สมเด็จพระสังฆราช และพระราชาคณะ พร้อมกันถวายพระพร พร้อมทูลให้ขุนหลวงคลายพระปริวิตกว่า “อสนีบาตตกลงที่ใดย่อมถือว่าเป็นมงคลนิมิตรแม้จะเสื่อมเสียทรัพย์สมบัติ ก็เสียเท่าที่ต้องอสนีภัย”

เหล่าพระราชาคณะหาเหตุผลมาทำให้ทรงมีกำลังพระราชหฤทัยอีกว่า บางที่ฟ้าผ่าต้องกำแพงเมืองต่อให้มีข้าศึกมาประชิดพระนครก็ต้องพ่ายแพ้ไป หรือบางทีฟ้าผ่าต้องช้าง แต่เมื่อทำศึกก็ได้บ้านได้เมืองก็มี จึงไม่ใช่เรื่องไม่ดีแต่เป็นเรื่องมงคลมากกว่าที่จะเกิดขึ้นในบ้านเมือง ส่วนข้าราชการก็เห็นพ้องต้องกันกับพระสงฆ์

เมื่อคลายพระราชปริวิตกพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมุหนายกเป็นแม่กองรื้อซากพระที่นั่งที่ถูกไฟไหม้ออกแล้วสร้างพระมหาปราสาทขึ้นใหม่ “พระมหาปราสาทองค์ใหม่นี้ยกออกมาตั้ง ณ ที่ข้างหน้าทั้งสิ้น มุขทั้ง ๔ นั้นก็เสมอกันทั้ง ๔ ทิศ ใหญ่สูงเท่าพระที่นั่งสุริยาศอมรินทร์กรุงเก่า….ครั้นการพระมหาปราสาทลงรักปิดทองเสร็จแล้ว จึงพระราชทานนามปราสาทองค์ใหม่ว่า พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระที่นั่งองค์ดังกล่าวมีความสำคัญใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญมาหลายรัชกาล รวมทั้งพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙

ร่วมสิบปีจากเหตุเพลิงไหม้ในพระบรมมหาราชวัง พ.ศ.๒๓๔๓ พระราชพงศาวดารได้บันทึกไว้เพียงสองบรรทัด แต่เมื่อดูสถานที่เกิดเหตุจะพบว่าเพลิงไหม้ครั้งนี้กินพื้นที่วัดสามปลื้มไหม้จนถึงตลาดน้อยวัดสำเพ็ง โดยไม่ได้บอกรายละเอียดการเกิดเพลิง ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับราษฎรนับว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เราอาจจะทราบได้ว่าทางการมีวิธีการแก้ไขปัญหาบรรเทาความลำบากของราษฎรอย่างไรบ้าง

ถัดมาอีกหนึ่งปีเพลิงไหม้ก็เกิดขึ้นอีก แม้ว่าจะไม่ได้ร้ายแรงเท่าสองครั้งที่ผ่านมาแต่ด้วยสถานที่เกิดเหตุเป็นวัดที่กรมพระราชวังบวรสถานมงคลทรงคุ้นเคยนั้นคือ วัดสลักหรือวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ราชวรมหาวิหาร กรมพระราชวังบวรสถานมงคลทรงขอพระราชทานนามพระอารามจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชว่า “นิพพานาราม” วัดแห่งนี้เป็นที่สังคายนาพระไตรปิฎกในปี พ.ศ.๒๓๓๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าเปลี่ยนนามวัดเป็น “วัดพระศรีสรรเพชญ์” ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็น “วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ราชวรมหาวิหาร” และเป็นวัดมหาธาตุ

และในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕  โปรดให้เพิ่มสร้อยนามพระอารามเพื่อเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชพระองค์แรกว่า “วัดมหาธาตุ ยุวราชรังสฤษฎิ์” เหตุมีอยู่ว่าเกิดเพลิงไหม้มณฑปวัดพระศรีสรรเพชญ์ด้วยพระสงฆ์สามเณรศิษย์วัดจุดดอกไม้ไฟเล่น เพลิงนั้นไหม้พระมณฑปเหลือแต่ผนัง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและกรมพระราชวังบวรสถานมงคลทรงเร่งมาช่วยกันดับเพลิงที่ลุกไหม้

ด้วยสมเด็จพระอนุชาธิราชหรือกรมพระราชวังบวรสถานมงคลทรงเป็นคนอารมณ์ร้อน ทรงพระพิโรธเป็นอย่างมาก ให้ชำระเอาความผู้จุดดอกไม้ไฟมาให้ได้ จนได้สามเณรรูปหนึ่ง มีนามว่าวัดเป็นผู้จุดดอกไม้ไฟ รับสั่งให้สึกออกจากการเป็นสามเณรแล้วให้นำไปประหารชีวิตเสียในค่ำวันนั้น แต่นับเป็นโชคของสามเณรวัดที่ไม่ต้องเสียหัว สมเด็จพระสังฆราชทรงขอพระอนุชาธิราชให้ไว้ชีวิต

เมื่อพระราชวังบวรสถานมงคลคลายพระพิโรธแล้วจึงไว้ชีวิตสามเณร ภายหลังสามเณรผู้นี้เป็นพระครูอยู่ที่สมุทรปราการ ส่วนพระมณฑปนั้นโปรดให้ทำเป็นหลังคาจัตุรมุขแทน

ทั้งสามกรณีที่เกิดขึ้นทำให้เข้าใจความจริงที่ว่า “ความประมาทเป็นหนทางไปสู่หายนะ” เมื่อภัยร้ายเกิดขึ้น ความสมัครสมานสามัคคียามเกิดภัยก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน พระมหากษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ พระภิกษุ และประชาชนต่างต้องช่วยเหลือให้รอดพ้นวิกฤตไปได้ด้วยความสงบและการให้กำลังใจเมื่อเกิดภัยเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ประสบเคราะห์นั้นคลายกังวลพร้อมเดินไปข้างหน้าได้


อ้างอิง

เจ้าพระยาทิพากรวงศ์. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑. (๒๕๒๖). กรุงเทพฯ : คุรุสภา.

ประวัติวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ (โดยย่อ). http://www.watmahathat.com/history-of-wat-mahathat/  สืบค้นเมื่อ ๗ มีนาคม ๒๕๖๑

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป