
| ผู้เขียน | ธนกฤต ก้องเวหา |
|---|---|
| เผยแพร่ |
ความพิสดารในพระราชพิธีอุปราชาภิเษกสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร
เมื่อแรกสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ตำราเกี่ยวกับพระราชพิธีต่าง ๆ อันตรธานไปในเหตุการณ์เสียกรุง การพระราชพิธีต่าง ๆ จึงกระทำแต่พอสังเขป ไม่ว่าจะเป็นพิธีปราบดาภิเษกพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 และพระราชพิธีอุปราชาภิเษก หรือการสถาปนาพระมหาอุปราช ของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ก็ทำแต่พอสังเขปเช่นกัน

รูปแบบพิธีอุปราชาภิเษกครั้งนั้น ไม่มีบันทึกหลักฐาน แต่พอจะสันนิษฐานได้ว่า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ซึ่งยังประทับอยู่ที่พระนิเวศน์เดิม (บริเวณป้อมพระสุเมรุ) ได้เสด็จโดยกระบวนแห่ทางชลมารคมาทรงสดับพระปริตรที่พระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้าที่สร้างใหม่ ต่อเนื่องกัน 3 วัน แล้วสรงพระอภิเษกในวันพระฤกษ์ (วันที่ 4) จากนั้นรับพระราชทานพระสุพรรณบัฏที่พระราชวังหลวง ก่อนจะเสด็จกลับไปเฉลิมพระราชมณเฑียรที่วังหน้า
พิธีอุปราชาภิเษกครั้งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งพระมหาอุปราชเฉลิมพระราชมณเฑียรที่พระราชวังจันทรเกษม (วังหน้าสมัยอยุธยา) ก็คงเป็นทำนองเดียวกัน คือทำพิธีที่วังหน้า เสด็จไปทรงฟังสวด 3 วัน เช้าวันที่ 4 ก็ทรงอภิเษก รับพระราชทานพระสุพรรณบัฏที่พระราชวังหลวง แล้วกลับมาเฉลิมพระราชมณเฑียร
อย่างไรก็ตาม การอุปราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ครั้งดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ให้เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ไม่ได้เป็นไปตามครรลองดังกล่าว เพราะรัชกาลที่ 1 ให้ทำพิธี ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยตั้งพระแท่นมณฑลเหมือนอย่างพิธีบรมราชาภิเษก และพระแท่นสรงที่ชาลาด้านตะวันออกของปราสาท
นอกจานี้ ขณะนั้นสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ยังประทับอยู่ที่พระราชวังเดิมฝั่งกรุงธนบุรี จึงให้ปลูกพลับพลาที่ประทับชั่วคราวที่สวนกุหลาบในพระบรมมหาราชวัง แล้วแต่งทางเสด็จจากพลับพลาทางถนนริมกำแพงพระราชวัง เข้าทางประตูสุวรรณบริบาล ตั้งราชวัตรฉัตรเบญจรงค์รายตลอดทาง เวลาเช้าเสด็จทรงพระเสลี่ยงน้อยมาเลี้ยงพระ ตกบ่ายก็แห่เสด็จมาฟังสวดที่พระที่นั่งดุสิตฯ

ถึงวันฤกษ์ ซึ่งตรงกับวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2349 ตอนเช้าก็แห่เสด็จมาทรงอภิเษก รัชกาลที่ 1 เสด็จออกพระราชทานน้ำมุรธาภิเษก เลี้ยงพระ แล้วโปรดให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรรับพระราชทานพระสุพรรณบัฏที่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ แล้วจึงแห่เสด็จเป็นกระบวนสถลมารคไปยังท่าตำหนักแพ เสด็จโดยกระบวนเรือพระที่นั่งไปส่งที่พระราชวังเดิม
ลักษณะการพระราชพิธีอุปราชาภิเษกที่กระทำต่อมาล้วนถ่ายแบบอย่างจากครั้งนี้ โดยได้แก้ไขรายละเอียดต่าง ๆ อยู่บ้างตามสถานการณ์
จะเห็นว่า เมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ดำรงพระอิสริยยศกรมพระราชวังบวรสถานมงคลพระองค์ใหม่ ก็ไม่ได้เสด็จมาประทับที่วังหน้า หากยังอยู่ที่พระราชวังเดิม บริเวณทิศใต้ของวัดอรุณราชวราราม
การที่รัชกาลที่ 1 ไม่ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระราชโอรสย้ายมาประทับในราชมณเฑียรสถานวังหน้านั้น มีเหตุผล 2 ประการ คือ 1. เรื่องปัญหาความไม่ลงรอยระหว่างวังหลวง-วังหน้า 2. เรื่องพระชนมพรรษาของรัชกาลที่ 1
กล่าวคือ ในพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 4 เล่าเอาไว้ว่า หลังกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทสวรรคตไป 3 ปี “เจ้าจอมแว่น” พระสนมเอกในรัชกาลที่ 1 เคยกราบทูลว่า วังหน้าร้างไม่มีเจ้าของ ทรุดโทรมลงไปมาก ควรจะเชิญเสด็จกรมพระราชวังบวรฯ พระองค์ใหม่ (สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร) ไปครอบครองจึงจะสมควร
แต่รัชกาลที่ 1 มีพระดำรัสว่า “ไปอยู่บ้านช่องของเขาทำไม เขารักแต่ลูกเต้าของเขา เขาแช่งเขาชักไว้เป็นนักเป็นหนา” ทั้งมีพระราชวินิจฉัยว่า พระองค์เองทรงพระชราภาพมากแล้ว กรมพระราชวังบวรฯ พระองค์ใหม่ไม่จำเป็นต้องเสด็จไปอยู่วังหน้า คอยเสด็จมาที่พระบรมมหาราชวังทีเดียวจะดีกว่า

เมื่อทำพระราชพิธีอุปราชาภิเษกแล้ว จึงโปรดให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร คงประทับอยู่ที่พระราชวังเดิมนั่นเอง
สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ดำรงพระยศเป็นพระมหาอุปราชอยู่ 3 ปี สมเด็จพระบรมชนกนาถก็เสด็จสวรรคต พระองค์จึงเสด็จผ่านพิภพเสวยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 2 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

อ่านเพิ่มเติม :
- พระอุปนิสัยวังหน้ารัชกาลที่ 1-4 แต่ละพระองค์ทรงเป็นอย่างไร?
- ความหมองหมางระหว่างพระเจ้าอยู่หัววังหลวง และกรมพระราชวังบวรสถานมงคล
- การเมืองเรื่องผู้สืบราชสมบัติรัชกาลที่ 1 เมื่อกรมหลวงอิศรสุนทร (รัชกาลที่ 2) ไม่ใช่ “ตัวเต็ง” แต่แรก
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์, กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม. (2556). กรมพระราชวังบวรสถานมงคลสมัยรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : รุ่งศิลป์การพิมพ์.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 9 กรกฎาคม 2569




