การเมืองเรื่องผู้สืบราชสมบัติ ร.1 เมื่อกรมหลวงอิศรสุนทร (ร.2) ไม่ใช่ “ตัวเต็ง” แต่แรก

พระบาทสมเด็จพระพุทธหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ประกอบเรื่อง การเมืองเรื่องผู้สืบราชสมบัติรัชกาลที่ 1
พระบาทสมเด็จพระพุทธหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2

การผลัดแผ่นดินจากรัชกาลที่ 1 สู่รัชกาลที่ 2 ในลักษณาการที่พระราชบิดาเสด็จสวรรคต แล้วพระราชโอรสที่พระชันษามากที่สุดก็เสด็จเถลิงถวัลยราชย์ ดูจะเป็นไปตามครรลอง และสงบเรียบร้อยดี แต่จริง ๆ แล้ว “ลูกชาย” อย่าง กรมหลวงอิศรสุนทร (ต่อมาคือรัชกาลที่ 2) ไม่ใช่ “ตัวเต็ง” มาแต่แรก หากเป็น “น้องชาย” คือ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท วังหน้าพระองค์แรกในรัชกาลที่ 1

การเมืองเรื่องผู้สืบราชสมบัติรัชกาลที่ 1

ศาสตราจารย์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เล่าไว้ในบทความ “นิพพานวังหน้า” (ศิลปวัฒนธรรม : มีนาคม 2545) ว่า ราชสำนักสยามตั้งแต่สมัยอยุธยาไม่มีกฎตายตัวเรื่องการสืบราชสมบัติ การผลัดแผ่นดินหลาย ๆ ครั้งจึงถูกแทรกแซงด้วยการใช้กำลังเสมอ และมีการชิงราชสมบัติอยู่บ่อยครั้ง

โดยเฉพาะในรัชกาลที่เงื่อนไขทางการเมืองไม่อำนวยให้การสืบราชสมบัติมีความชัดเจน หรือเป็นไปอย่างราบรื่น เช่น รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์, พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ, พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ หรือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่เกิดเหตุจลาจลแย่งชิงราชสมบัติกันอย่างนองเลือด

ในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 สภาพการเมืองภายในตอนต้นรัชกาลไม่ได้สงบราบเรียบนัก ตั้งแต่การเสด็จปราบดาภิเษกที่ต้องประหารชีวิตผู้คนไปจำนวนมาก กระนั้นก็ยังมีหลักฐานความแตกแยกในหมู่คณะสงฆ์ ต่อต้านสมเด็จสังฆราช และพระราชาคณะฝ่ายรัชกาลที่ 1

หรือเพียงปีเดียวหลังขึ้นรัชกาลที่ 1 ครองราชสมบัติ ก็เกิดกบฏ “บัณฑิต” หมายปลงพระชนม์พระอนุชาธิราช ซึ่งเป็น “หลักแผ่นดิน” ก่อน ไม่เพียงเฉพาะกบฏสองคนที่จับตัวได้เท่านั้น เมื่อไต่สวนในภายหลังยังพบว่า มีขุนนางชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายวังหน้า เช่น พระยาอภัยรณฤทธิ์ และอีกหลายคน ร่วมกันคิดเข้ากับฝ่ายกบฏด้วย

วังหน้าพระยาเสือ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ขุนนางวังหน้า
พระบวรราชานุสาวรีย์กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท หรือวังหน้า “พระยาเสือ” ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร

สภาพการณ์เช่นนี้เองที่ทำให้รัชกาลที่ 1 ทรงแต่งตั้งพระอนุชาธิราชขึ้นเป็นกรมพระราชวังสถานมงคล หรือวังหน้า และกรมพระราชวังบวรฯ พระองค์นี้ก็ทำศึกแข็งแรงจนเป็นที่นับถือมาตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จนเป็นข้าราชการที่พระเจ้าตากสินให้ความไว้วางพระทัยสูง ได้เป็นถึงเจ้าพระยาว่าเมืองเอกอย่างพิษณุโลก และมีกำลังไพร่พลในสังกัดจำนวนมากมาตั้งแต่นั้น

กำลังของพระอนุชาธิราชในรัชกาลที่ 1 ไม่เพียงสำคัญต่อการสู้รบป้องกันราชอาณาจักร แต่ยังเป็นกำลังสำคัญในการรักษาความมั่นคงให้แก่พระราชวงศ์ใหม่ที่สถาปนาขึ้นด้วย จึงชอบด้วยเหตุผลที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นวังหน้า คือเป็นพระมหาอุปราช มี “ศักดิ์” เป็นรองเพียงพระเจ้าแผ่นดิน และ “สิทธิ์” ที่จะสืบราชสมบัติหากสมเด็จพระเชษฐาธิราช (รัชกาลที่ 1) เสด็จสวรรคต

ใน พ.ศ. 2346 สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ประชวรหนักและเป็นที่รู้กันว่าจะดำรงพระชนม์ชีพอยู่อีกไม่นาน การสืบราชสมบัติในรัชกาลที่ 1 ก็มีความชัดเจนขึ้น เพราะหากรัชกาลที่ 1 เสด็จสวรรคตก่อน อย่างไรเสียกรมพระราชวังบวรฯ ซึ่งคุมกำลังไว้สูงสุดรองลงมาจากวังหลวงย่อมจะได้สืบราชสมบัติอย่างไม่ต้องสงสัย และไม่น่าจะมีผู้ใดลุกขึ้นมาท้าทายพระองค์ด้วย ทั้งพระชนมายุก็ห่างจากสมเด็จพระเชษฐาธิราชถึง 8 พรรษา

ความชัดเจนดังกล่าวถึงกับเล่ากันว่า กรมพระราชวังบวรฯ ตั้งพระทัยจะสร้างพระบวรราชวัง (วังหน้า) ให้ใหญ่โตสง่างาม เพราะหากได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ก็จะไม่ย้ายไปประทับที่พระบรมมหาราชวัง โดยถือแบบธรรมเนียมแต่ครั้งพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งเสด็จประทับที่วังจันทร์สืบมาอีกหลายปี

พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระราชวังบวรสถานมงคล พระบวรราชวัง วังหน้า วังหน้ารัชกาลที่ 5
พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ภายในพระราชวังบวรสถานมงคล ภาพเมื่อราว พ.ศ. 2433 (ภาพ : Wikimedia Commons)

ฉะนั้น เมื่อกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2346 จึงเกิด “สุญญากาศ” ทางการเมืองเรื่องผู้สืบราชสมบัติทันที เพราะขณะนั้น กรมพระราชวังหลัง คือ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์เทเวศร์ (พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี) ยังมีพระชนม์อยู่

แม้เจ้านายพระองค์ดังกล่าวจะไม่มีพระบารมีเลื่องลือเท่ากรมพระราชวังบวรฯ แต่ก็เคยรบทัพจับศึกในสงครามมามาก หากเทียบกับพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ของพระเจ้าแผ่นดิน (กรมหลวงอิศรสุนทร) ยังถือว่าห่างชั้นกันมาก จึงยังไม่ชัดเจนอยู่ดีว่า หากรัชกาลที่ 1 เสด็จสวรรคต ใครจะได้สืบราชสมบัติ

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระอุปนิสัยวังหน้ารัชกาลที่ 1-4
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ภาพสีน้ำมัน ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ)

นั่นจึงอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่รัชกาลที่ 1 มิได้ทรงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหลวงอิศรสุนทรขึ้นเป็นวังหน้าทันทีหลังสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเสด็จสวรรคต แต่รอจนกรมพระราชวังหลังทิวงคตใน พ.ศ. 2349

อย่างไรก็ตาม แม้กรมหลวงอิศรสุนทรจะดำรงพระยศเป็นวังหน้า แล้วต่อมาก็สืบราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 2 ดูเหมือนว่า พระองค์ก็ไม่ได้เป็นที่ยอมรับโดยสมบูรณ์ เพราะยังไม่ทันถวายพระเพลิงรัชกาลที่ 1 ก็เกิดเหตุการณ์กาคาบข่าวกรณี กรมขุนกระษัตรานุชิต หรือบกฏเจ้าฟ้าเหม็น พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และเป็นพระราชนัดดาในรัชกาลที่ 1 ทั้งมีขุนนางชั้นผู้ใหญ่ เช่น พระยาพลเทพ สมคบคิดด้วยฝ่ายเจ้าฟ้าเหม็น และมีกำลังสำคัญคือกองมอญ

เหล่านี้จึงแสดงให้เห็นว่า ภาวะสุญญากาศทางการเมืองเรื่องการสืบราชสมบัติมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา และยังดำรงสืบมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง :

นิธิ เอียวศรีวงศ์. “นิพพานวังหน้า”. นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับมีนาคม พ.ศ. 2545.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2569