วันชาติครั้งแรก พ.ศ. 2482 กำเนิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และ “อนุสาวรีย์ไทย” ที่ไม่เคยเกิดขึ้น

ขบวนแห่ของกองทัพอากาศในงานฉลองวันชาติ 2482 ประกอบเรื่อง วันชาติครั้งแรก พ.ศ. 2482 กำเนิด อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และอนุสาวรีย์ไทย
ขบวนแห่ของกองทัพอากาศในงานฉลองวันชาติ 2482 (ภาพจาก ไทยในปัจจุบัน ที่ระลึกงานฉลองวันชาติ 2483, เอื้อเฟื้อภาพโดย นริศ จรัสจรรยาวงศ์)

แผนงานวันชาติครั้งแรก พ.ศ. 2482 กำเนิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และ “อนุสาวรีย์ไทย” ที่ไม่เคยเกิดขึ้น

ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 บรรยากาศของสังคมไทยเต็มไปด้วยความคึกคัก จากงานเฉลิมฉลอง “วันชาติ” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย (หลังจากประกาศกำหนดวันชาติใน พ.ศ. 2481)

หนังสือพิมพ์ “ประชาชาติ” ได้โฆษณาประชาสัมพันธ์แผนงานล่วงหน้าของรัฐบาล โดยบอกกล่าวถึงหน้าที่ของกระทรวงต่าง ๆ และกิจกรรมที่จะจัดขึ้นภายในงาน รวมทั้งชักชวนประชาชนให้ติดธงชาติไทยและประดับดวงประทีปอย่างยิ่งใหญ่

ไฮไลต์สำคัญที่อยู่ในแผนงานตอนนั้น คือ “จัดการประกวดแบบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และอนุสาวรีย์สนธิสัญญาของชาติ”  ชิงเงินรางวัลมูลค่าสูงถึง 1,800 บาท เพื่อเตรียมทำพิธีวางศิลาฤกษ์ก้อนแรกใน “วันชาติ” ที่กำลังจะมาถึง

อนุสาวรีย์แห่งนั้นคือ “อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” ผลงานการประกวดที่ชนะเลิศเป็นของ “หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล” ร่วมด้วยผู้ควบคุมงานปั้นอย่าง “ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี” และ “สิทธิเดช แสงหิรัญ” ศิลปินผู้ร่วมสร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้

ภายใต้สถาปัตยกรรมชิ้นนี้ได้ซ่อนนัยยะสำคัญสื่อถึงคณะราษฎร คือ ครีบทั้ง 4 ทิศ มีความสูงและรัศมียาว 24 เมตร ปืนใหญ่โบราณ 75 กระบอกที่ฝังลงดิน มีความหมายระลึกถึง วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.​ 2475 วันแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และพระขรรค์ 6 เล่ม ที่สื่อถึงหลัก 6 ประการของคณะราษฎร 

นอกจาก “อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” แล้ว ยังเคยมีความคิดที่จะสร้างอนุสาวรีย์แห่งที่สอง แต่น่าเสียดายที่ไม่เคยปรากฎให้เราได้เห็นเป็นรูปธรรม 

อนุสาวรีย์แห่งที่สองนี้ แรกเริ่มมีชื่อโครงการว่า “อนุสาวรีย์สนธิสัญญาของชาติ” รัฐบาลมีเป้าหมายสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการที่ไทยได้รับเอกราชทางศาลและการทูตอย่างสมบูรณ์ หลังจากที่เคยสูญเสียไปช่วงการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยในตอนแรกกำหนดที่ตั้งไว้ที่บริเวณปากน้ำ เส้นถนนสุขุมวิทตัดจากกรุงเทพฯ ไปยังสมุทรปราการ

อย่างไรก็ตาม ไม่มีผลงานชิ้นใดที่ชนะประกวด รัฐบาลจึงมอบหมายงานต่อให้กรมศิลปากรภายใต้การรับผิดชอบของหลวงวิจิตรวาทการ โดย “พระพรหมพิจิตร” เป็นผู้รับผิดชอบออกแบบ และมีข้อกำหนดเพิ่มเติมว่าควรทำเป็นรูป “กระโจมไฟ” และให้เปลี่ยนชื่อเป็น “อนุสาวรีย์ไทย”

แบบร่างอนุสาวรีย์ไทย แบบที่ 1
แบบร่างอนุสาวรีย์ไทย แบบที่ 1 (ภาพจาก มติชนสุดสัปดาห์)

แบบร่างอันที่ 1 และ 2 นั้น ได้รับคำวิจารณ์ว่า ‘ดูธรรมดาเกินไป ควรออกแบบใหม่ให้เป็นไทยแท้’ ท้ายที่สุดจึงได้แบบร่างที่ 3 โดยอนุสาวรีย์แห่งนี้สูงมากถึง 100 เมตร ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ยาว 100 เมตรทุกด้าน และแก้ไขให้เหลือเพียงยอดเดียว

แบบร่างอนุสาวรีย์ไทย แบบสุดท้าย
แบบร่างอนุสาวรีย์ไทย แบบสุดท้าย (ภาพจาก มติชนสุดสัปดาห์)

ความพิเศษอีกอย่าง คือ มีพื้นที่ใช้สอยภายในถึง 4 ชั้น ชั้นที่ 1 เป็นโถงอเนกประสงค์สำหรับจัดงานเลี้ยง มีเฉลียงโดยรอบเป็นเหมือนที่แสดงนิทรรศการ ชั้นที่ 2 และ 3 เป็นพื้นที่โรงแรมมากกว่า 1,000 ตารางเมตร ส่วนชั้นที่ 4 ไว้สำหรับรองรับการประชุมระดับนานาชาติ

โครงการอนุสาวรีย์ไทยของพระพรหมพิจิตรชิ้นนี้ ยกระดับการออกแบบสถาปัตยกรรมไทยประเพณีไปอีกขั้น เนื่องด้วยลักษณะพื้นที่ใช้สอยภายในขนาดใหญ่และซ้อนกันถึง 4 ชั้น ถือเป็นโครงสร้างที่ทำได้ยาก ทั้งยังมีโรมแรมอยู่ภายใต้สถาปัตยกรรมอนุสาวรีย์ ที่นับว่าเป็นสัญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย

น่าเสียดายที่สุดท้ายแล้ว ด้วยงบประมาณการก่อสร้างที่สูงมากถึง 2 ล้านบาท (ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินที่มีค่ามากในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2) ทำให้ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลและต้องพับเก็บโครงการนี้ไปในที่สุด

คณะรัฐมนตรี ในพิธีเปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2483
คณะรัฐมนตรี ในพิธีเปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2483 (จากหนังสือ ราสดรส้างชาติ)

แม้ในปัจจุบัน วันที่ 24 มิถุนายน จะไม่ได้เป็น “วันชาติ” อีกต่อไปแล้ว (ภายหลังถูกเปลี่ยนให้เป็นวันที่ 5 ธันวาคม ตั้งแต่ยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์) แต่อุดมการณ์ของปฐมวันชาติ พ.ศ. 2482 ยังคงทิ้งมรดกชิ้นสำคัญให้เราเห็น

นั่นก็คือ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สถาปัตยกรรมของคณะราษฎร พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางความคิด และสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพในภาคประชาชนในทุกยุคทุกสมัย ทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจถึงคุณค่าของ “อำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชน”

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

นริศ จรัสจรรยาวงศ์. 2475 ราสดรส้างชาติ. กรุงเทพฯ : มติชน, 2566.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย. (ออนไลน์)

https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_511070

http://tcm.ahs.ssru.ac.th/event/view/05122018


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 24 มิถุนายน 2569