“ศิลาจารึก” หลักฐานโบราณชั้น 1 ที่ไม่ได้ท้าทายแค่การอ่าน

ศิลาจารึก หลักฐานโบราณชั้น 1 ที่ไม่ได้ท้าทายแค่การอ่าน
การสำเนาขาว และสำเนาดำ (จารึกสำนักนางขาว) ภาพจาก หอสมุดแห่งชาติและ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ตามลำดับ พื้นหลังคือ หมึกแท่งจีนและลูกกลิ้ง ที่หอสมุดแห่งชาติ ถ่ายโดย วรวิทย์ พานิชนันท์

ศิลาจารึก หลักฐานโบราณชั้น 1 ที่ไม่ได้ท้าทายแค่การอ่าน

“ศิลาจารึก” เป็นหลักฐานชั้นต้นที่สำคัญมากต่อการศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีที่ให้ข้อมูลหลากหลาย นำมาสู่การศึกษาเรื่องราวในอดีตมากมาย 

ทว่าการศึกษา “ศิลาจารึก” นี้ไม่ได้มีความท้าทายแค่การอ่านอักษรบนจารึกอย่างไรให้ออกและถูกต้องเท่านั้น แต่ระหว่างทางของการค้นคว้าก็มีความยากที่ต่างกันไป

“อ. เทิม มีเต็ม” ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณ ได้เล่าถึงประสบการณ์ดังกล่าวไว้ในงานเสวนา สืบสานลายลักษณ์จารึก: จากบรมครูสู่ศิษย์ผู้สืบสาน ภายใต้หัวข้อ “บุกป่า ฝ่าดง แกะรอยจารึก: ประสบการณ์ยุคบุกเบิก” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลา 9.00-10.15 น. ณ หอประชุมใหญ่ หอสมุดแห่งชาติ โดยมี นางศิวพร เฉลิมศรี นักภาษาโบราณชำนาญการพิเศษจากกลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก ดำเนินการเสวนา

อ. เทิม มีเต็ม ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณ ภาพจาก FB National Library of Thailand หอสมุดแห่งชาติ

ภายในงาน อ. เทิมได้เล่าถึง “การอ่านศิลาจารึก” ของตนมาทั้งชีวิต ทั้งด้านประสบการณ์ในการสำรวจจารึก, การศึกษาจารึกในแต่ละวิธี ไปถึงความท้าทายของการค้นคว้า

สำหรับ “เอกสารโบราณ” อ.เทิม ได้พูดถึงความหมายในภาษาบาลีว่าคือ การบันทึกเรื่องราวที่ประกอบไปด้วยสาระทางประวัติศาสตร์ เหตุการณ์บ้านเมือง ประวัติบุคคล อย่างจารึกนี้ถือเป็น “หลักฐานชั้นหนึ่ง” ซึ่งล้วนแล้วแต่พิเศษและน่าสนใจทั้งสิ้น เพราะจารึกทุกหลักล้วนเป็นหลักฐานโบราณชั้นหนึ่ง

อีกทั้งยังพูดถึงอุปกรณ์สำหรับการศึกษาและค้นคว้าจารึกในสมัยของท่าน เช่น ลูกยางบีบ ใช้เป่าให้พื้นผิวแห้ง, ลูกกลิ้ง ที่ได้มาจากพม่าอีกทีหนึ่ง ใช้ได้เฉพาะหลักศิลาเรียบ ใช้ไม่ได้กับหินทราย, แปรงล้างและแปรงตบ ซึ่งแต่ละแบบก็จะใช้ไม่เหมือนกัน รวมถึงการใช้หมึก ซึ่งในอดีตจะใช้หมึกจีน แต่เหม็นมาก จึงเปลี่ยนมาใช้หมึกอินเดียจวบจนปัจจุบัน

หมึกแท่งจีน สำหรับทำสำเนา ที่หอสมุดแห่งชาติ ภาพโดย วรวิทย์ พานิชนันท์

โดยอุปกรณ์ดังกล่าวจะเอาไว้ใช้กับการ “สำเนาศิลาจารึก” อันเป็นเทคนิคที่ทำให้คนทั่วไปสามารถอ่านศิลาจารึกได้ง่ายและแพร่หลายมากขึ้น ทั้งยังมีหลากหลายรูปแบบมาก เริ่มต้นที่ “สำเนาขาว”

ลูกกลิ้ง สำหรับทำสำเนา ที่หอสมุดแห่งชาติ ภาพ โดย วรวิทย์ พานิชนันท์

สำเนาขาวนี้ จะใช้กระดาษแผ่นบาง ๆ หรือกระดาษสา วางให้เต็มส่วนที่มีอักษรและพรมน้ำให้เปียก ใช้แปรงขนอ่อนตบเบา ๆ เพื่อให้กระดาษฝังลงไปในร่องตามรูปลายเส้นอักษร ทิ้งไว้ให้แห้งจึงลอกออก จึงกลายเป็นสำเนาจารึกสีขาว

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ข้าวผัดหมี่ เมนูเก่าแก่
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

อ. เทิม เล่าว่า “สำเนาขาว” นี้ ไม่ทราบว่ามีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ใครเป็นคนริเริ่ม แต่ในนั้นปรากฏอักษรทางลำพูน แต่คาดว่าน่าจะได้มาในสมัยที่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยและทรงสั่งไปยังเจ้าเมืองต่าง ๆ ว่าหากเจอจารึกก็ให้ส่งเข้ามา จึงทำให้เกิดการสำเนาขาวในยุคสมัยนั้น แต่สำเนาขาวนี้ก็มีข้อเสียคืออ่านไม่ค่อยได้ผลเท่าใดนัก เพราะขาวไปหมด

“สำเนาขาวนี้ผมไม่ทราบว่าใครเป็นคนอุบัติ แต่สำเนาขาวเป็นอักษรทางลำพูน เป็นตัวเส้นขาว…ไม่ทราบมูลเหตุใครเป็นคนทำ แต่เข้าใจว่าสมัยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขณะทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ท่านมีพระทัยฝักใฝ่ในเรื่องจารึก ก็จะมีคำสั่งไปตามเจ้าเมือง ว่าถ้าเจอจารึกอะไรก็ให้ทำและส่งเข้ามา เข้าใจว่าน่าจะเป็นมูลเหตุอันนี้ ที่ว่าเป็นสำเนาขาว แต่สำเนาขาวอ่านไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ เพราะว่าขาวไปหมด” 

นอกจากสำเนาขาวแล้ว อ. เทิม ก็ให้ข้อมูลอีกว่า มีสำเนาจารึกที่ใช้หมึกสีม่วงด้วย ซึ่งก็ไม่ทราบเช่นกันว่ามาได้อย่างไร แต่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นเหมือนกับสำเนาขาว โดยสำเนาหมึกสีม่วงจะเป็นกระดาษอ่อน ส่วนสีขาวที่ไม่มีหมึกจะสำเนาในกระดาษแข็ง นี่คือความแตกต่าง

สำเนาขาว ภาพจาก FB National Library of Thailand หอสมุดแห่งชาติ

อย่างไรก็ดี เมื่อวิทยาการก้าวหน้า ก็ใช้ “สำเนาดำ” โดยเป็นหมึกจีน และอินเดียนั่นเอง

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณ ยังกล่าวถึง “หลักการอ่านศิลาจารึก” ไว้อีกว่า การอ่านจารึกคนอ่านจำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์ตีความ และไม่ควรใส่ความเห็นของตนลงไป เพราะความหมายของคำในอดีตกับปัจจุบันต่างกัน เช่น คำว่า “แพ้” ในอดีตแปลว่า ชนะ เป็นต้น หากคำไหนไม่แน่ใจว่าอ่านอย่างไรให้ทำสัญลักษณ์ไว้

“ผู้อ่านจารึกต้องมีสัจจะ กล่าวคือ คำใดไม่สามารถอ่านได้ก็ให้ละไว้ อย่าคาดเดาจากความเห็นของตน เพราะผิดหลักวิชาการ หากเป็นสมมติฐานของผู้อ่านจารึกเอง ให้ดูที่บรรทัดแรกว่าในช่องนั้นมีอักษรบรรจุกี่ตัว และข้างล่างกี่ตัว สมมติว่าได้ 10 ตัว ให้จุด 10 จุด…” อ. เทิม กล่าว

ไม่เพียงแค่ความยากของการอ่านและตีความ แต่สภาพแวดล้อมอาจยังไม่เอื้อให้อ่านจารึกได้อีกด้วย เช่น แสงสว่างไม่พอ 

เสวนาในครั้งนี้ไม่ได้เล่าแค่เรื่องราวเจาะลึกไปถึง “จารึก” อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังพูดถึงประสบการณ์ที่ต้องลงพื้นที่เกี่ยวกับ “ชุมชน” และ “ความเชื่อ” ซึ่งถือเป็นความท้าทายและงานหินมากอย่างหนึ่งของผู้ศึกษาหลักฐานโบราณ นั่นก็คือการที่ศิลาจารึกเหล่านี้เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน จึงเป็นเรื่องยากเมื่อจะทำสำเนา เหตุเพราะชาวบ้านมองว่าจารึกเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน ซึ่งก็จะมีวิธีประนีประนอมโดยการเข้าทรง หรือ “เข้าจ้ำ” เป็นสื่อกลางระหว่างสิ่งศักดิ์สิทธิ์กับชาวบ้าน เพื่อความสบายใจกันทั้งสองฝ่ายนั่นเอง 

จะเห็นได้ว่าการศึกษา “ศิลาจารึก” ไม่ได้มีความยากแค่การอ่านอักษรให้ได้เท่านั้น แต่วิธีการต่าง ๆ ก่อนหน้าและหลังก็ล้วนเป็นความท้าทายของเหล่านักศึกษาหลักฐานโบราณทั้งสิ้น สำหรับใครที่อยากฟังประสบการณ์ของ อ. เทิม มีเต็ม ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณ สามารถติดตามได้ที่คลิปด้านล่างนี้

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 พฤษภาคม 2569