ปฐมบทเมื่อกองทัพไทย ริเริ่มใช้ “สมเด็จพระนเรศ” เป็นสัญลักษณ์ของกองทัพ

พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ประกอบเรื่อง สมเด็จพระนเรศ สัญลักษณ์ของกองทัพไทย
พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี

ปัจจุบัน “สมเด็จพระนเรศ” ทรงเป็นสัญลักษณ์ของกองทัพไทย เกิดจากความตั้งใจของกองทัพบกตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2490 ด้วยการ “กำหนด” ให้วันสำคัญของหน่วยงานเชื่อมโยงกับพระราชประวัติของกษัตริย์นักรบพระองค์นี้

กองทัพบกเหมือนกับหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ที่ต้องมีวันสำคัญสำหรับรำลึกความเป็นมาอันยาวนาน หรือเชื่อมโยงเหตุการณ์สำคัญบางอย่างในอดีตให้เป็นที่เชิดหน้าชูตา นำมาสู่การกำหนดวันระลึกของ 3 เหล่าทัพ ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อ พ.ศ. 2486

แรกทีเดียวกองทัพบกเลือกวันที่ 28 กรกฎาคม เป็นวันระลึกหน่วยงาน เพราะเป็นวันที่กองทัพไทยฉลองชัยชนะจากกรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศสใน พ.ศ. 2484 ก่อนที่จะหันมายึดโยงกับบรรพกษัตริย์ในอดีต ซึ่งองค์ที่มีพระราชวีรกรรมด้านการสงครามโดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยก็คือ สมเด็จพระนเรศ

ปิยวัฒน์ สีแตงสุก อธิบายในหนังสือ “นเรศวรนิพนธ์: การเมือง อนุสาวรีย์ และประวัติศาสตร์เรื่องแต่ง” (มติชน : 2566) ว่า หลังจากหนังสือ “พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” พระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ปรากฏสู่บรรณพิภพใน พ.ศ. 2493 กองทัพไทยก็เริ่มนำพระราชวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศมายึดโยงกับตนเอง

นเรศวรนิพนธ์: การเมือง อนุสาวรีย์ และประวัติศาสตร์เรื่องแต่ง, เขียนโดย ปิยวัฒน์ สีแตงสุก
นเรศวรนิพนธ์: การเมือง อนุสาวรีย์ และประวัติศาสตร์เรื่องแต่ง, เขียนโดย ปิยวัฒน์ สีแตงสุก (ภาพจาก ข่าวสด)

พระราชวีรกรรมนั้นคือ “ยุทธหัตถี” ที่สมเด็จพระนเรศทรงมีชัยเหนือพระมหาอุปราชาแห่งกรุงหงสาวดี ใน พ.ศ. 2135 ดังจะเห็นว่า ใน พ.ศ. 2494 กระทรวงกลาโหมได้กำหนดให้วันที่ 25 มีนาคม ให้เป็นวันระลึกกองทัพบก ซึ่งตอนนั้นเชื่อกันว่าตรงกับวันเกิดเหตุการณ์ยุทธหัตถี ดังที่ระบุว่า

“…สภากองทัพบกพิจารณาเห็นว่าควรเลือกวันที่มีความสำคัญที่เป็นเกียรติประวัติในทางตำนานและประวัติศาสตร์ของชาติเป็นวันกองทัพบกในที่สุด

…โดยพิจารณาเห็นว่าการกระทำยุทธหัตถีครั้งนั้นนับเป็นยุทธการทางบกครั้งยิ่งใหญ่ ชัยชนะของสมเด็จพระนเรศวรนำมาซึ่งเอกราชของประเทศอย่างสมบูรณ์และได้รับการยกย่องสรรเสริญไปทั่วทั้งทวีปเอเชียและทวีปยุโรป

วันดังกล่าวจึงเป็นวันที่สำคัญยิ่งต่อปวงชนชาวไทย เป็นวันที่คนไทยพึงระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณด้วยความภาคภูมิใจ…”

ต่อมาในสมัยรัฐบาลของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (พ.ศ. 2523-2531) จึงกำหนดให้วันที่ 25 มีนาคม เป็น “วันกองทัพไทย” ทำให้ทั้ง 3 เหล่าทัพ อยู่ภายใต้สัญลักษณ์ทางอำนาจเดียวกัน นั่นคือ “สมเด็จพระนเรศ”

ยุทธหัตถี การชนช้าง สงคราม ไทย กับ พม่า
“สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา” จิตรกรรมฝาผนัง จัดแสดงภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ

กระทั่งใน พ.ศ. 2548 มีผู้เสนอว่า จริง ๆ แล้ววันกระทำยุทธหัตถี คือวันที่ 18 มกราคมต่างหาก กองทัพจึงเปลี่ยนวันกองทัพไทยมาเป็นวันดังกล่าว โดยกำหนดใช้ครั้งแรกใน พ.ศ. 2550

นอกจากนี้ เมื่อ พ.ศ. 2527 ซึ่งเป็นศักราชแห่งการครบรอบ 400 ปี ที่สมเด็จพระนเรศประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง พ.ศ. 2127 รัฐบาลยังตอกย้ำการยึดโยงดังกล่าวผ่านตราไปรษณียากรระลึกวันกองทัพไทย เป็นภาพพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี รายล้อมด้วยสัญลักษณ์ของ 3 เหล่าทัพ ได้แก่ เครื่องบิน เรือรบ และรถถัง ปรากฏอยู่ด้านล่างของพระบรมราชานุสรณ์ฯ ซึ่งเป็นรูปสมเด็จพระนเรศทรงช้าง

“หากพิจารณาในมุมมองแบบอำนาจนำ กองทัพในฐานะผู้ใช้อำนาจเชิงบังคับในพื้นที่สังคมการเมือง ยังเป็นผู้เผยแพร่อุดมการณ์ทางประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมในพื้นที่ประชาสังคมไปพร้อมกัน…ทำให้ภาพของสมเด็จพระนเรศวรที่ยึดโยงกับกองทัพมีความหมายในมิติความมั่นคงทั้งด้านประวัติศาสตร์ที่พระองค์ทรงกอบกู้เอกราชได้” ปิยวัฒน์กล่าว

สมเด็จพระนเรศจึงเป็นสัญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์และทรงพลังของกองทัพมาอย่างยาวนาน จนนักวิชาการบางท่านให้ข้อสังเกตว่า พระองค์ไม่ใช่เพียงบูรพกษัตริย์ที่มีคุณูปการต่อราชอาณาจักรอยุธยาเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์เหนียวแน่นกับความมั่นคงของชาติไทยสมัยใหม่ แม้จะไม่มีความผูกพันทางสายเลือดใด ๆ กับชนชั้นนำในปัจจุบัน

ความเชื่อมโยงอันยาวนานเกินครึ่งศตวรรษระหว่างสมเด็จพระนเรศกับกองทัพไทย ก็เป็นเหตุผลว่า หากชายไทยคนไหนไม่ต้องการถูกเกณฑ์ทหาร มหาราชองค์นี้อาจจะยังไม่ใช่ “เครื่องยึดเหนี่ยว” ที่เหมาะสมนัก เพราะถ้ายึดถือพระองค์เป็นสรณะ แทนที่จะได้ใบดำ พระองค์น่าจะพระราชทานใบแดงให้ไปรับใช้ชาติแทน…

อ้างอิง : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

ปิยวัฒน์ สีแตงสุก. (2566). นเรศวรนิพนธ์: การเมือง อนุสาวรีย์ และประวัติศาสตร์เรื่องแต่ง. กรุงเทพฯ : มติชน.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 9 เมษายน 2569