4 เครื่องราชูปโภค จากพระปรีชาสมเด็จพระนเรศ “ของใหม่” สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยุทธหัตถี พระมหาอุปราช ประกอบเรื่อง เครื่องราชูปโภคจากพระปรีชาสมเด็จพระนเรศ
“สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกระทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระมหาอุปราชา” จิตรกรรมฝาผนัง จัดแสดงภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี

เครื่องราชูปโภคจากพระปรีชาสมเด็จพระนเรศ “ของใหม่” สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

เครื่องราชูปโภคจากพระราชวีรกรรมในสมเด็จพระนเรศ นับเป็นสัญลักษณ์แห่งพระบรมเดชานุภาพของพระองค์ ต่อมาจึงกลายเป็นเครื่องราชูปโภคศักดิ์สิทธิ์ในพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เรื่อยมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ได้แก่

พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง เป็นพระแสงปืนที่สมเด็จพระนเรศทรงใช้ยิงสุรกรรมา แม่ทัพพม่าที่พระมหาอุปราชาให้ยกทัพไล่ติดตามสมเด็จพระนเรศ หลังทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง พ.ศ. 2127 ทัพหงสาวดีตามทัพอยุธยาทันแล้วปะทะกันจากสองฝั่งแม่น้ำสะโตง ซึ่งเป็นแม่น้ำที่กว้างใหญ่ สมเด็จพระนเรศทรงใช้พระแสงปืนยิงข้ามแม่น้ำถูกสุรกรรมาสิ้นชีพ เป็นที่น่าอัศจรรย์จนข้าศึกครั่นคร้ามถอยทัพกลับไป ต่อมาพระแสงปืนต้นก็ได้อยู่ในเครื่องราชูปโภค หมวดพระแสงอัษฎาวุธ

พระแสงปืนข้ามแม่น้ำสะโตง
พระแสงปืนข้ามแม่น้ำสะโตง

พระแสงดาบคาบค่าย เป็นพระแสงดาบคู่พระหัตถ์ของสมเด็จพระนเรศ ขนานนามตามพระราชวีรกรรมในการศึกคราวพม่าล้อมกรุงศรีอยุธยา ศึกพระเจ้านันทบุเรง พ.ศ. 2129-2130 สมเด็จพระนเรศทรงนำทหารออกปล้นค่ายทัพหน้าของข้าศึก แล้วไล่ตีไปถึงทัพหลวง ทรงคาบพระแสงดาบปีนกำแพงค่าย จนถูกศัตรูเอาทวนแทงพลัดตกลงมา ทัพอยุธยาจึงล่าถอยกลับเข้าพระนคร แล้วพระแสงดาบก็ได้เป็นเครื่องราชูปโภค หมวดพระแสงศาสตราวุธ

พระแสงดาบคาบค่าย
พระแสงดาบคาบค่าย (ภาพโดย คุณหญิงบุษยา ไกรฤกษ์ ในหนังสือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช, อัมรินทร์การพิมพ์ : 2528)

พระแสงของ้าวแสนพลพ่าย เป็นแสงของ้าวที่สมเด็จพระนเรศใช้ในสงครามยุทธหัตถีที่ตำบอลหนองสาหร่าย เมืองสุพรรณบุรี พ.ศ. 2135 ในการกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาแห่งหงสาวดี สมเด็จพระนเรศทรงฟันพระอังสะขวาของพระมหาอุปราชาขาด จนสิ้นพระชนม์บนคอช้าง พระแสงของ้าวนั้นจึงเป็นเครื่องราชูปโภค หมวดพระแสงอัษฎาวุธ

พระแสงง้าวแสนพลพ่ายยังปรากฏอีกครั้งสมัยสมเด็จพระเพทราชา ตอนที่มีการอัญเชิญมาใช้ปราบกบฏธรรมเถียร เมื่อ พ.ศ. 2232

พระแสงหอกเพชรรัตน์ พระแสงของ่าวแสนพลพ่าย
พระแสงหอกเพชรรัตน์ และพระแสงของ่าวแสนพลพ่าย (ภาพโดย คุณหญิงบุษยา ไกรฤกษ์ ในหนังสือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช, อัมรินทร์การพิมพ์ : 2528)

พระมาลาเบี่ยง เป็นพระมาลาที่ทรงสวมในสงครามยุทธหัตถี สืบเนื่องจากในช่วงแรกของการต่อสู้ “พลายพันธกอ” ช้างทรงของพระมหาอุปราชาได้ล่างแบกรุน ยก “เจ้าพระยาไชยานุภาพ” ช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวรจนเสียหลัก พระมหาอุปราชาจึงใช้ของ้าวจ้วงฟัน แต่สมเด็จพระนเรศเบี่ยงหลบ คมง้าวฟันโดนพระมาลาหนังขาดวิ่นแทน หลังเสร็จศึกจึงโปรดให้ขนานนามว่า “พระมาลาเบี่ยง” ต่อมาให้จัดอยู่หมวดเครื่องราชศิราภรณ์

พระมาลาเบี่ยง
พระมาลาเบี่ยง (ภาพโดย คุณหญิงบุษยา ไกรฤกษ์ ในหนังสือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช, อัมรินทร์การพิมพ์ : 2528)

เครื่องราชชูปโภคทั้ง 4 ของเดิมได้สูญหายไปเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310 ดังนั้น ชิ้นที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบันจึงเป็น “ของใหม่” โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น สำหรับประกอบในพระราชพิธีสำคัญ ๆ โดยเฉพาะพระราชพิธีราชาภิเษก ปรากฏหลักฐานใน “พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑” ของเจ้าพระยาทิพากรณ์วงศ์ (ขำ บุนนาค)

การสร้างปูชนียวัตถุเหล่านี้ขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็นพระราชปณิธานของรัชกาลที่ 1 ที่ทรงปรารถนาจะรื้อฟื้นคติธรรมเนียมโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา ทั้งในฐานะที่พระองค์ก็ทรงเป็น “ชาวกรุงเก่า” และเพื่อสืบทอดความรุ่งเรืองในอดีต สร้างขวัญและกำลังใจของไพร่ฟ้าราษฎรของพระองค์

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

เฟซบุ๊ก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม:Chantharakasem National Museum. เครื่องราชูปโภค : สัญลักษณแห่งพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช. วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2565. (ออนไลน์)

มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม. พระมาลาเบี่ยง พระแสงดาบคาบค่าย ผ่านกรุงศรีอยุธยามาสู่บรมราชาภิเษกกรุงรัตนโกสินทร. วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562. (ออนไลน์)

สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์, กรมศิลปากร. ประมวลเอกสาร พระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้ง.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 เมษายน 2569