พระราชวินิจฉัยรัชกาลที่ 5 กรณีสำเร็จโทษ “พระเจ้าตาก” เวอร์ชัน “บิดาสอนบุตร”

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประกอบเรื่อง พระราชวินิจฉัยรัชกาลที่ 5 กรณีสำเร็จโทษ พระเจ้าตากสินมหาราช สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

พระราชวินิจฉัยรัชกาลที่ 5 กรณีสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

พระราชนิพนธ์ที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี โดยพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีมีอยู่หลายชิ้น แต่มีอยู่ “เวอร์ชัน” หนึ่งที่น่าสนใจ เพราะเป็นพระราชวินิจฉัย “ส่วนพระองค์” ของรัชกาลที่ 5 ต่อกรณีสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตลอดจนพระญาติวงศ์กรุงธนบุรี ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์

เรื่องนี้อยู่ในพระราชหัตถเลขาที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีถึง สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร และพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ โดยมีใจความคือ การเมืองเรื่องการสืบราชบัลลังก์ในรัชกาลก่อน ๆ

กรมหลวงสมรรัตนสิริเชษฐ พระอภิบาล สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารมหาดเล็ก ทรงสายสะพายมหาวราภรณ์ (มหาวชิรมงกุฎ) คาดสายรัดพระองค์ และสายสะพายสายคันชีพทับสายสะพาย (ภาพ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

พระราชหัตถเลขาดังกล่าว ชื่อว่า พระบรมราชโชวาท ฉบับที่ ๑ ลงวันที่ 23 พฤษภาคม ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) เนื้อความบางส่วน รัชกาลที่ 5 ทรงชี้ให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศเห็นถึงความผิดอัน “สมควรแก่โทษ” ของพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นเหตุให้สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ลงพระราชอาญา รัชกาลที่ 5 มีพระอรรถาธิบายว่า [เว้นวรรคคำ และปรับย่อหน้าใหม่โดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

“ในเมื่อปลายรัชกาลกรุงธนบุรีนั้นเจ้ากรุงธนบุรีเสียจริตมีความโลภเป็นประมาณ เร่งรีดเงินทองจากคนทั้งปวง บรรดาญาติวงศ์ทั้ง ๒ ฝ่ายคือ ทั้งฝ่ายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเอง และฝ่ายกรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ ก็ต้องรับอาญาต่าง ๆ แทบจะไม่มีตัวเว้น…”

พอเกิดเหตุการณ์กบฏพระยาสรรค์ รัชกาลที่ 1 จึงต้องเสด็จฯ กลับจากสงครามในกัมพูชา เพื่อมาจัดการบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อย ส่วนที่ไม่ถวายคืนราชสมบัติให้กับพระเจ้ากรุงธนบุรี ก็ด้วยความ “จำเป็น” ดังว่า 

“ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จมากรุงธนบุรีแล้ว เป็นการจำเป็นเพราะมีผู้ที่แค้นเคืองเจ้ากรุงธนบุรีเป็นอันมาก และถ้าไม่ทำเช่นนั้น บ้านเมืองก็จะไม่เป็นปรกติเรียบร้อยได้ เพราะมีผู้ที่นับถือเจ้ากรุงธนบุรีก็ยังมีบ้าง จึงเป็นการจำเป็นต้องให้ประหารชีวิตเจ้ากรุงธนบุรีเสีย…”

อย่างไรก็ตาม ทรงเล่าถึงพระเมตตาธรรมของรัชกาลที่ 1 ว่ามิได้ทรง “กวาดล้าง” พระราชวงศ์ของพระเจ้ากรุงธนบุรีจนหมด หากยังทรงชุบเลี้ยงไว้ต่อมาหลายพระองค์ ดังนี้

“แต่ถึงดังนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ยังไม่สิ้นความนับถือ หรือยกข้อเหตุที่ทำอันตรายแก่ครอบครัวของท่านอีกอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นที่ตั้ง แล้วทำลายวงศ์ตระกูลแห่งเจ้ากรุงธนบุรีนั้นเสียตามคำขอแห่งกรมพระราชวังบวรมหาสรุสิงหนาทนั้นเลย ได้ทำอยู่เฉพาะผู้เดียว แต่เจ้าจุ้ยซึ่งเป็นกรมขุนอนุรักษ์สงคราม ซึ่งเป็นโอรสใหญ่ของเจ้ากรุงธนบุรี

การที่ทำนั้นทำก็โดยความที่เจ้าจุ้ยนั้นเองไม่เต็มใจจะรับราชการต่อไป เพราะเห็นโทษของบิดาและเห็นตัวเป็นที่กีดขวาง โอรสธิดาของเจ้ากรุงธนบุรีนอกนั้นได้ทรงชุบเลี้ยงไว้หมดทั้งสิ้น…”

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีอันสง่างามทรงม้าชูดาบ ณ วงเวียนใหญ่ ธนบุรี
พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีอันสง่างามทรงม้าชูดาบ ณ วงเวียนใหญ่ ธนบุรี

ทั้งนี้ แม้ต่อมา เจ้าฟ้าเหม็น หรือสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิต พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี กับเจ้าจอมฉิมใหญ่ พระราชธิดาในรัชกาลที่ 1 ซึ่งทรงมีศักดิ์เป็น “หลานตา” และรอดพระราชอาญาในทีแรก แต่ก็ไม่แคล้วต้องพระราชอาญาในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 จนได้

รัชกาลที่ 5 ทรงเล่าเหตุผลที่ต้องลงพระราชอาญาเจ้าฟ้าเหม็นว่า เป็นอีกความ “จำเป็น” เช่นกัน ความว่า

“สมเด็จพระเจ้าหลานเธออันเป็นโอรสเจ้ากรุงธนบุรี อาศัยผู้ซึ่งคิดถึงบุญคุณเจ้ากรุงธนบุรีอุดหนุน…มีความมุ่งหมายจะใคร่รับสมบัติซึ่งเป็นของบิดามาแต่เดิม จึงเป็นการจำเป็นที่จะต้องตัดรอนเสีย

การครั้งนั้นอยู่ข้างจะทำแรงจนถึงประหารชีวิตบุตรผู้ชายของเจ้าฟ้าเหม็นด้วย เพราะที่เป็น ๒ ซ้ำ คือ ส่วนเจ้าฟ้าเหม็นอันเป็นบุตรเจ้ากรุงธนอีกชั้นหนึ่ง แต่ถึงดังนั้นบุตรหญิงก็ยังทรงเอามาชุบเลี้ยงทั่วหน้ามิได้มีความอาฆาตจองเวรต่อไป”

เนื่องจากพระราชหัตถเลขาเป็นพระบรมราโชวาท หรือ “คำสอน” แบบ “บิดาสอนบุตร” จึงมีความตรงไปตรงมา เป็นทัศนะของรัชกาลที่ 5 ต่อการเมืองเรื่องราชบัลลังก์ยุคก่อนหน้ารัชสมัยของพระองค์ เพื่อให้พระราชโอรสพระองค์โต ซึ่งทรงมั่นหมายจะให้สืบราชสันตติวงศ์ คือสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ทรงเข้าใจถึงความรุนแรงของการประหัตประหารที่เคยเกิดขึ้น

รัชกาลที่ 5 ยังทรงให้ข้อคิดส่งท้ายพระบรมราโชวาทนี้ด้วยว่า “ผู้ซึ่งรังเกียจว่าจะเป็นศัตรู ถ้ายิ่งขืนทำทำเป็นศัตรูตอบ พอที่จะไม่เป็นก็ต้องเป็น ข้อนี้ขอให้ตริตรองจงมาก”

(ซ้าย) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5, (ขวา) เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. (2512). พระบรมราโชวาทในรัชกาลที่ ๕ พระราชทานแด่พระเจ้าลูกยาเธอ. กรุงเทพฯ : หจก. ศิวพร. อนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นางวนิธย์  ประชุมธนสาร (สมิตินันทน์), 8 เมษายน พ.ศ. 2512.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2569