
| ผู้เขียน | ทวนวารี |
|---|---|
| เผยแพร่ |
มหาศึกรัสเซีย 1812 : กองทัพไร้พ่ายที่ปราชัยต่อ “ขุนพลฤดูหนาว”
(บทความนี้เป็นตอนที่ 2/3 ในชุดบทความ : “เพลิงภูเขาไฟและหยาดฝน : เมื่อลมฟ้าอากาศพิพากษาชะตานโปเลียน”)
ก่อนที่เราจะพิจารณาถึงหยาดเหงื่อ และหยาดเลือดที่หลอมรวมกับหิมะในทุ่งกว้างของรัสเซีย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจว่า บุรุษนามว่า นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte) ก้าวขึ้นมาเป็น “จ้าวแห่งยุโรป” ได้อย่างไร
และอะไรที่หล่อหลอมให้เขามีความมั่นใจถึงเพียงนั้น เขามั่นใจพอที่จะเชื่อว่า กลยุทธ์ของมนุษย์สามารถเอาชนะได้ทุกสิ่ง แม้กระทั่งธรรมชาติ และฤดูหนาวอันโหดร้ายที่สุดของซีกโลกเหนือ
ปฐมบทแห่งสิงห์หนุ่มจากคอร์ซิกา
นโปเลียนมิได้ถือกำเนิดในตระกูลสูงศักดิ์ของฝรั่งเศส หากเกิดในครอบครัวขุนนางท้องถิ่นชั้นล่างบนเกาะคอร์ซิกาในปี ค.ศ. 1769 เพียงหนึ่งปีหลังจากเกาะแห่งนี้ถูกโอนจากเจนัวมาอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส
ความเป็น “คนนอก” ติดตัวเขามาตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่อถูกส่งไปเรียนในโรงเรียนนายร้อยบนแผ่นดินใหญ่ เขาต้องเผชิญกับการดูแคลนจากเพื่อนร่วมรุ่น ทั้งจากสำเนียงภาษาที่ติดอิตาลี และรากเหง้าชายขอบ ทว่า ความกดดันนี้เองที่หล่อหลอมให้เขาเป็นคนเก็บตัว มุ่งมั่น และหมกมุ่นกับการอ่านตำราประวัติศาสตร์ และการทหารอย่างลึกซึ้ง
โอกาสของเขามาพร้อมกับการปฏิวัติฝรั่งเศสปี 1789 เมื่อระบบเก่าพังทลาย และนายทหารขุนนางจำนวนมากลี้ภัยออกนอกประเทศ นโปเลียนใช้ความเชี่ยวชาญด้านปืนใหญ่สร้างชื่อจากการยึดเมืองตูลองคืนจากอังกฤษในปี 1793 จนได้รับการเลื่อนยศเป็นนายพลจัตวาเมื่ออายุเพียง 24 ปี
เส้นทางสู่ตำนานของเขายิ่งชัดเจนขึ้นจากชัยชนะในอิตาลี และการยกทัพไปอียิปต์ ซึ่งแม้จะไม่ประสบผลทางยุทธศาสตร์เต็มที่ แต่กลับยกระดับสถานะของเขาในสายตาสาธารณชนฝรั่งเศสอย่างมหาศาล
การรัฐประหารเดือนบรูแมร์ในปี 1799 ทำให้นโปเลียนก้าวขึ้นเป็นกงสุลเอก และในปี 1804 เขาสวมมงกุฎจักรพรรดิด้วยตนเอง ณ มหาวิหารน็อทร์-ดาม ชัยชนะอันงดงามที่เอาสเทอร์ลิทซ์และเยนาทำให้เขากลายเป็นจ้าวแห่งทวีป จนกระทั่งความทะเยอทะยานนั้นพาเขาไปสู่จุดหักเหสำคัญในปี 1812 คือการตัดสินใจท้าทายจักรวรรดิรัสเซีย

Grande Armée : มหาอำนาจทางทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคสมัย
ในเดือนมิถุนายน 1812 นโปเลียนเคลื่อนพลด้วยกองทัพ “กร็องดามี” (Grande Armée) ซึ่งมีกำลังพลรวมมากกว่า 600,000 นาย จากทั่วทั้งจักรวรรดิ และรัฐบริวาร
อย่างไรก็ตาม กำลังหลักที่ข้ามแม่น้ำเนเมนเข้าสู่ดินแดนรัสเซียมีจำนวนราว 422,000 นาย เป้าหมายของการรุกรานครั้งนี้คือ การบังคับให้พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 1 ยอมจำนน และกลับเข้าสู่ระบบปิดล้อมภาคพื้นทวีป (Continental System)
ในระยะแรก นโปเลียนยังคงมั่นใจในอัจฉริยภาพของตนเอง เขาคาดหวังว่า สงครามจะจบลงภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ทว่า ธรรมชาติกลับเริ่มส่งสัญญาณเตือนตั้งแต่ยังไม่ทันเปิดฉากศึกใหญ่ ฤดูร้อนในรัสเซียปีนั้นร้อนจัดผิดปกติ ฝนตกหนักต่อเนื่องจนถนนดินกลายเป็นทะเลโคลน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่รู้จักกันในชื่อ Rasputitsa ที่กองทัพฝรั่งเศสเริ่มสูญเสียทหารจากโรคระบาด ความอ่อนล้า และการขาดแคลนเสบียง ตั้งแต่ยังไม่ทันเผชิญหน้าศัตรูโดยตรง
ภูเขาไฟปี 1808-1809 : ตัวเร่งของโลกที่เย็นลง
เหตุใดฤดูหนาวปี 1812 จึงทารุณกว่าที่ใครคาดคิด งานวิจัยด้านภูมิอากาศสมัยใหม่เสนอคำอธิบายที่น่าสนใจ โดยชี้ว่า ในช่วงปี 1808-1809 ได้เกิดการปะทุของภูเขาไฟขนาดใหญ่ในเขตร้อน ซึ่งพ่นก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จำนวนมหาศาลขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศตอนบน ส่งผลให้โลกเข้าสู่ภาวะเย็นตัวลงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี
แม้การปะทุดังกล่าวจะไม่อาจอธิบายฤดูหนาวปี 1812 ได้โดยลำพัง แต่นักวิชาการจำนวนมากเห็นพ้องว่า มันเป็นหนึ่งในปัจจัยเร่งที่ทำให้ระบบภูมิอากาศโลกในช่วงปลายยุคน้ำแข็งน้อย (Little Ice Age) ผันผวนรุนแรงยิ่งขึ้น ความหนาวเย็นที่กองทัพนโปเลียนต้องเผชิญจึงมิใช่เพียง “โชคร้าย” หากเป็นผลสะสมของพลวัตทางธรรมชาติที่ยืดเยื้อมานานหลายปี
กองไฟแห่งมอสโก และกับดักทางยุทธศาสตร์
ฝ่ายรัสเซียเลือกใช้กลยุทธ์ “พสุธาไหม้” (Scorched Earth) ถอยร่นพร้อมทำลายทุกสิ่งที่อาจเป็นเสบียงของศัตรู นโปเลียนต้องแลกชีวิตทหารจำนวนมากเพื่อชัยชนะอันนองเลือดที่โบโรดิโน ก่อนจะเข้าสู่กรุงมอสโกในเดือนกันยายน ทว่า เมืองหลวงเก่าของรัสเซียที่เขาพบกลับเป็นเพียงซากปรักหักพังที่ถูกเผาไหม้โดยน้ำมือคนรัสเซียเอง
นโปเลียนติดกับดักทางความคิด เขารั้งรออยู่ในกรุงมอสโกนานกว่าหนึ่งเดือน ด้วยความหวังว่า ซาร์จะยอมเจรจา การรอคอยครั้งนั้นคือการเปิดประตูให้ฤดูหนาวซึ่งเสมือนเป็น “ขุนพลที่ไม่มีตัวตน” เริ่มปฏิบัติการ และเมื่อนโปเลียนสั่งถอนทัพในวันที่ 19 ตุลาคม ความหนาวเหน็บที่แท้จริงก็เริ่มต้นขึ้น

นรกสีขาว : เมื่อความหนาวคือเพชฌฆาต
อุณหภูมิดิ่งลงต่ำกว่า -20 องศาเซลเซียสอย่างรวดเร็ว และในบางช่วงลดต่ำลงอย่างรุนแรงเกินกว่าที่ทหารจะรับมือได้ ทหาร Grande Armée ซึ่งขาดเสื้อผ้าและรองเท้าที่เหมาะสม เริ่มล้มตายลงทีละหมื่น ภาวะตัวเย็นทำให้หลายคนเกิดอาการประสาทหลอน ม้าซึ่งเป็นหัวใจของระบบลำเลียงล้มตายนับแสนตัว ส่งผลให้ปืนใหญ่และเสบียงต้องถูกทิ้งกลางทาง
ภาพความพินาศถูกบันทึกไว้อย่างทรงพลังในแผนภูมิของ ชาร์ล มินาร์ด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำนวนทหารลดลงสอดคล้องกับอุณหภูมิที่ดิ่งต่ำ จากกำลังหลักกว่า 422,000 นาย เหลือเพียงเศษเสี้ยวที่ยังพอเรียกได้ว่าเป็นกองทัพเมื่อเดินทางกลับถึงพรมแดนเดิม
เบเรซินา : จุดจบของตำนานไร้พ่าย
โศกนาฏกรรมถึงขีดสุดที่แม่น้ำเบเรซินาในปลายเดือนพฤศจิกายน เมื่อกองทัพฝรั่งเศสต้องสร้างสะพานชั่วคราวท่ามกลางน้ำเย็นจัดเพื่อหลบหนีกองทัพรัสเซีย ทหารช่างจำนวนมากสละชีวิตในน้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง ความโกลาหลทำให้ทหารและผู้ติดตามกองทัพนับหมื่นตกน้ำตายหรือถูกเหยียบย่ำ
นโปเลียนจำต้องรีบเดินทางกลับกรุงปารีส ทิ้งซากกองทัพไว้เบื้องหลัง ความยิ่งใหญ่ที่เขาสร้างมาตลอดกว่าสิบปีพังทลายลงกลางทุ่งหิมะ ชัยชนะของรัสเซียครั้งนี้ไม่ได้เป็นผลจากอาวุธเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากการผนึกกำลังระหว่างยุทธศาสตร์มนุษย์ และธรรมชาติที่แปรปรวน

บทสรุป
นโปเลียนคือภาพแทนของมนุษย์ผู้เชื่อมั่นในสติปัญญา และพลังของตนเองอย่างถึงที่สุด การสูญเสียทหารหลายแสนนายในรัสเซียไม่เพียงทำลายกองทัพ หากยังทำลายภาพลักษณ์ “ผู้ไร้พ่าย” ลงอย่างถาวร และแม้ประวัติศาสตร์จะเปิดโอกาสให้เขากลับมาอีกครั้ง ธรรมชาติก็ยังคงรออยู่ พร้อมบทบาทสุดท้ายของมันในทุ่งโคลนแห่งวอเตอร์ลู
อ่านตอนที่ 1
อ่านตอนที่ 3
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
บรรณานุกรม :
ภาษาไทย
ไชยันต์ ไชยพร. (2562). วิวัฒนาการการเมืองฝรั่งเศส: จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สมเกียรติ วันทะนะ. (2561). การปฏิวัติฝรั่งเศส: รากฐานของโลกสมัยใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
อนันต์ชัย เลาหะพันธุ. (2560). ยุโรปสมัยใหม่ ค.ศ. 1492–1815. กรุงเทพฯ: ศักดิ์โสภาการพิมพ์.
ภาษาต่างประเทศ
Zamoyski, A. (2004). 1812: Napoleon’s Fatal March on Moscow. HarperCollins.
Lieven, D. (2010). Russia Against Napoleon. Viking.
Roberts, A. (2014). Napoleon: A Life. Viking.
Cole, J. D. et al. (2014). “The Mystery of the 1808–1809 Volcanic Eruption.” Journal of Geophysical Research: Atmospheres.
Fagan, B. (2000). The Little Ice Age. Basic Books.
Minard, C. J. (1869). Carte figurative des pertes successives.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 มกราคม 2569




