| ผู้เขียน | ทวนวารี |
|---|---|
| เผยแพร่ |
วอเตอร์ลู 1815 : หยาดฝนจากอินโดนีเซีย และการอัสดงของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่
(บทความนี้เป็นตอนที่ 3/3 ในชุดบทความ : “เพลิงภูเขาไฟและหยาดฝน : เมื่อลมฟ้าอากาศพิพากษาชะตานโปเลียน”)
เมื่อม่านหมอกแห่งความพ่ายแพ้ในรัสเซียค่อย ๆ จางหาย ยุโรปจำนวนมากเชื่อว่า “ปีศาจแห่งคอร์ซิกา” ได้ถูกสะกดไว้อย่างถาวรบนเกาะเอลบาแล้ว
ทว่า ประวัติศาสตร์มักไม่ยอมจบลงอย่างที่มนุษย์คาดหวัง สิงโตที่บาดเจ็บยังคงมีเขี้ยวเล็บ และในฤดูใบไม้ผลิปี 1815 มันได้พุ่งออกจากกรงขังเพื่อทวงคืนบัลลังก์ที่เคยครอบครอง
นั่นคือจุดเริ่มต้นของมหากาพย์ “ร้อยวัน” (The Hundred Days) ซึ่งจะไปสิ้นสุดลงท่ามกลางฝน และโคลนตม ณ ทุ่งวอเตอร์ลู
การฟื้นคืนของนกอินทรี : ดราม่าแห่งการทวงคืนบัลลังก์
กุมภาพันธ์ 1815 บนเกาะเอลบาอันเงียบเหงา นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte) มิได้ใช้ชีวิตอย่างผู้พ่ายแพ้ พระองค์เฝ้ามองฝรั่งเศสด้วยสายตาแห่งความโหยหา และในคืนหนึ่งที่ไร้ผู้คาดคิด พระองค์ลอบลงเรือเล็กพร้อมทหารผู้ซื่อสัตย์เพียงหยิบมือ มุ่งหน้าสู่แผ่นดินใหญ่
เหตุการณ์ที่ตำบลลาเฟรย์ (Laffrey) กลายเป็นหนึ่งในฉากที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ กองทัพของพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ถูกส่งมาสกัดกั้นนโปเลียน ทหารทั้งสองฝ่ายประจันหน้ากันกลางถนนภูเขา นโปเลียนก้าวออกไปข้างหน้าเพียงลำพัง ปลดกระดุมเสื้อโค้ต และประกาศเสียงดังว่า
“หากมีใครในหมู่พวกเจ้าต้องการจะยิงจักรพรรดิของเจ้า – ข้าอยู่นี่แล้ว!”
แทนเสียงปืน กลับเป็นเสียงไชโยโห่ร้อง ทหารทั้งกองพันแปรพักตร์มาร่วมกับเขา นโปเลียนเดินทัพเข้าสู่ปารีสโดยแทบไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ ราวกับนกอินทรีที่หวนคืนสู่ยอดเสาธง
โหมโรงก่อนวอเตอร์ลู : ลิญญีและกัตร์-บรา
การกลับมาของนโปเลียนทำให้มหาอำนาจยุโรปประกาศให้เขาเป็น “ศัตรูของสันติภาพ” นโปเลียนตระหนักดีว่า ตนต้องโจมตีให้เร็ว ก่อนที่พันธมิตรจะรวมกำลังกันได้ครบ เขาจึงเคลื่อนทัพเข้าสู่เบลเยียม
วันที่ 16 มิถุนายน 1815 นโปเลียนเอาชนะกองทัพปรัสเซียของจอมพลบลูเชอร์ได้ที่ลิญญี (Ligny) อย่างเด็ดขาด แม้ไม่สามารถทำลายกองทัพศัตรูได้ทั้งหมด แต่ก็ถือเป็นชัยชนะสำคัญ ขณะเดียวกัน จอมพลเนย์ปะทะกับกองทัพของดยุกแห่งเวลลิงตันที่กัตร์-บรา (Quatre Bras) ผลการรบไม่ชี้ขาด ทว่า ช่วยให้นโปเลียนสามารถถ่วงเวลา และแยกกองทัพศัตรูออกจากกันได้ชั่วคราว
ทุกอย่างดูเหมือนจะเอื้ออำนวยต่อจักรพรรดิ จนกระทั่งธรรมชาติเริ่มกำหนดเงื่อนไขของสนามรบ

แทมโบรา : ตัวเร่งจากอีกซีกโลก
ในเดือนเมษายน 1815 ภูเขาไฟแทมโบราในอินโดนีเซียเกิดการปะทุครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ มันพ่นเถ้าถ่าน และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จำนวนมหาศาลขึ้นสู่ชั้นสตราโตสเฟียร์ ส่งผลให้ระบบภูมิอากาศโลกเข้าสู่ภาวะไม่เสถียรอย่างต่อเนื่อง
แม้การระเบิดของแทมโบราจะไม่อาจอธิบายสภาพอากาศในเบลเยียมได้โดยตรงแบบเส้นตรง แต่นักวิชาการด้าน Climate history จำนวนมากเห็นพ้องว่า มันเป็นหนึ่งในตัวเร่งที่ทำให้ยุโรปในปี 1815 เผชิญสภาพอากาศแปรปรวน ฝนตกหนัก และความชื้นสูงผิดฤดูกาล ซึ่งกลายเป็นฉากหลังสำคัญของสมรภูมิวอเตอร์ลู
คืนแห่งสายฝน และเช้าวันพิพากษา
คืนวันที่ 17 มิถุนายน ฝนกระหน่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง ทุ่งหญ้าสีเขียวของเบลเยียมกลายเป็นปลักโคลนลึก ปืนใหญ่ที่เป็นหัวใจของยุทธศาสตร์นโปเลียนจมลงในดินเลน รถลำเลียงติดหล่ม และที่สำคัญที่สุดคือ เวลา ทรัพยากรล้ำค่าที่นโปเลียนไม่อาจสูญเสียได้
เช้าวันที่ 18 มิถุนายน นโปเลียนตัดสินใจเลื่อนการเริ่มรบออกไป เพื่อรอให้พื้นดินแห้งพอสำหรับปืนใหญ่ ความล่าช้านี้ทำให้กองทัพปรัสเซียมีเวลาเคลื่อนกำลังเข้ามาใกล้สนามรบมากขึ้น
เมื่อการรบเริ่มขึ้น ความหนืดของโคลนทำให้ทหารราบฝรั่งเศสเคลื่อนที่ช้าลง กระสุนปืนใหญ่ที่ควรจะกระดอนบนพื้นแข็งกลับจมลึกลงในดินเลนอย่างไร้ประสิทธิภาพ การโจมตีของทหารม้าภายใต้การนำของจอมพลเนย์ไม่อาจสร้างแรงกระแทกตามที่คาดหวัง ม้าลื่นไถลและหมดแรง ทหารม้าถูกสกัดในจัตุรัสปืนคาบศิลาอย่างหนักหน่วง
“La Garde recule!” : วินาทีที่ตำนานแตกสลาย
ยามเย็น นโปเลียนส่งกองทหารรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นหน่วยรบที่ไม่เคยพ่ายแพ้ ลงสู่สนามรบเป็นไพ่ใบสุดท้าย แต่ในขณะเดียวกัน กองทัพปรัสเซียก็ปรากฏตัวขึ้นทางปีกขวา สนามรบวอเตอร์ลูกลายเป็นกับดักสองด้าน
เมื่อเสียงตะโกนว่า “La Garde recule!” ดังขึ้น ทหารฝรั่งเศสทั้งสนามรบเสียขวัญ ความพ่ายแพ้แผ่ขยายอย่างรวดเร็ว นโปเลียนทอดพระเนตรการล่มสลายของจักรวรรดิที่พระองค์สร้างขึ้น ท่ามกลางโคลนตม และฝนที่เริ่มโปรยลงมาอีกครั้ง

อวสานจักรพรรดิ
วอเตอร์ลูคือจุดจบทางการเมืองของนโปเลียน พระองค์พยายามหลบหนีไปอเมริกา แต่ถูกกองเรืออังกฤษสกัดไว้ คราวนี้พันธมิตรไม่ยอมเสี่ยงอีกต่อไป พวกเขาส่งเขาไปยังเกาะเซนต์เฮเลนา เกาะภูเขาไฟกลางมหาสมุทรแอตแลนติกใต้
บนเกาะอันโดดเดี่ยว นโปเลียนใช้ชีวิตบั้นปลายด้วยการเขียนบันทึกและทบทวนอดีต สุขภาพของพระองค์ทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ นักประวัติศาสตร์ยังถกเถียงถึงสาเหตุการสิ้นพระชนม์ ทั้งมะเร็งกระเพาะอาหาร หรือพิษสารหนูจากสภาพแวดล้อมที่ชื้น มีบันทึกบางแหล่งระบุว่า คำพูดสุดท้ายของเขาคือ
“France, l’armée, Joséphine”
นโปเลียนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 1821 สิริอายุ 51 ปี
บทสรุป : เมื่อมนุษย์ตัดสินใจ ภายใต้ขอบเขตของธรรมชาติ
ตลอดบทความทั้งสามตอน เราได้เห็นว่าวิถีชีวิตของนโปเลียนมิได้ขับเคลื่อนด้วยอัจฉริยะของมนุษย์เพียงอย่างเดียว หากดำเนินไปภายใต้ระบบธรรมชาติที่กำหนดขอบเขตของความเป็นไปได้
ภูเขาไฟลากิทำให้ยุโรปเผชิญความอดอยาก เปิดทางให้การปฏิวัติ
ความหนาวรัสเซียที่ทวีความรุนแรงในปลายยุคน้ำแข็งน้อย ทำลายกองทัพไร้พ่าย
และสภาพอากาศแปรปรวนในปีแห่งแทมโบรา ได้ขยายผลของความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ที่วอเตอร์ลู
นโปเลียนคืออัจฉริยะที่เปลี่ยนโฉมหน้ากฎหมาย การศึกษา และสงครามของยุโรป แต่เรื่องราวของเขาเตือนเราว่า มนุษย์ตัดสินใจได้อย่างกล้าหาญเพียงใด ก็ยังต้องเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้ขอบเขตที่ธรรมชาติกำหนดไว้เสมอ
อ่านตอนที่ 2
อ่านตอนที่ 3
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
บรรณานุกรม :
ภาษาไทย
ไชยันต์ ไชยพร. (2562). วิวัฒนาการการเมืองฝรั่งเศส: จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สมเกียรติ วันทะนะ. (2561). การปฏิวัติฝรั่งเศส: รากฐานของโลกสมัยใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
อนันต์ชัย เลาหะพันธุ. (2560). ยุโรปสมัยใหม่ ค.ศ. 1492–1815. กรุงเทพฯ: ศักดิ์โสภาการพิมพ์.
ภาษาต่างประเทศ
Cornwell, B. (2014). Waterloo: The History of Four Days, Three Armies, and Three Battles. HarperCollins.
D’Arcy Wood, G. (2014). Tambora: The Eruption That Changed the World. Princeton University Press.
Parker, G. (2013). Global Crisis: War, Climate Change and Catastrophe in the Seventeenth Century. Yale University Press.
Roberts, A. (2014). Napoleon: A Life. Viking.
Zamoyski, A. (2004). 1812: Napoleon’s Fatal March on Moscow. HarperCollins.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 มกราคม 2569





