วอเตอร์ลู 1815 : หยาดฝนจากอินโดนีเซีย และการอัสดงของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่

วอเตอร์ลู 1815
สมรภูมิวอเตอร์ลู ค.ศ. 1815 (ภาพจาก : commons.wikimedia.org)

วอเตอร์ลู 1815 : หยาดฝนจากอินโดนีเซีย และการอัสดงของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่

(บทความนี้เป็นตอนที่ 3/3 ในชุดบทความ : “เพลิงภูเขาไฟและหยาดฝน : เมื่อลมฟ้าอากาศพิพากษาชะตานโปเลียน”)

เมื่อม่านหมอกแห่งความพ่ายแพ้ในรัสเซียค่อย ๆ จางหาย ยุโรปจำนวนมากเชื่อว่า “ปีศาจแห่งคอร์ซิกา” ได้ถูกสะกดไว้อย่างถาวรบนเกาะเอลบาแล้ว

ทว่า ประวัติศาสตร์มักไม่ยอมจบลงอย่างที่มนุษย์คาดหวัง สิงโตที่บาดเจ็บยังคงมีเขี้ยวเล็บ และในฤดูใบไม้ผลิปี 1815 มันได้พุ่งออกจากกรงขังเพื่อทวงคืนบัลลังก์ที่เคยครอบครอง

นั่นคือจุดเริ่มต้นของมหากาพย์ “ร้อยวัน” (The Hundred Days) ซึ่งจะไปสิ้นสุดลงท่ามกลางฝน และโคลนตม ณ ทุ่งวอเตอร์ลู

การฟื้นคืนของนกอินทรี : ดราม่าแห่งการทวงคืนบัลลังก์

กุมภาพันธ์ 1815 บนเกาะเอลบาอันเงียบเหงา นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte) มิได้ใช้ชีวิตอย่างผู้พ่ายแพ้ พระองค์เฝ้ามองฝรั่งเศสด้วยสายตาแห่งความโหยหา และในคืนหนึ่งที่ไร้ผู้คาดคิด พระองค์ลอบลงเรือเล็กพร้อมทหารผู้ซื่อสัตย์เพียงหยิบมือ มุ่งหน้าสู่แผ่นดินใหญ่

เหตุการณ์ที่ตำบลลาเฟรย์ (Laffrey) กลายเป็นหนึ่งในฉากที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ กองทัพของพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ถูกส่งมาสกัดกั้นนโปเลียน ทหารทั้งสองฝ่ายประจันหน้ากันกลางถนนภูเขา นโปเลียนก้าวออกไปข้างหน้าเพียงลำพัง ปลดกระดุมเสื้อโค้ต และประกาศเสียงดังว่า

“หากมีใครในหมู่พวกเจ้าต้องการจะยิงจักรพรรดิของเจ้า – ข้าอยู่นี่แล้ว!”

แทนเสียงปืน กลับเป็นเสียงไชโยโห่ร้อง ทหารทั้งกองพันแปรพักตร์มาร่วมกับเขา นโปเลียนเดินทัพเข้าสู่ปารีสโดยแทบไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ ราวกับนกอินทรีที่หวนคืนสู่ยอดเสาธง

โหมโรงก่อนวอเตอร์ลู : ลิญญีและกัตร์-บรา

การกลับมาของนโปเลียนทำให้มหาอำนาจยุโรปประกาศให้เขาเป็น “ศัตรูของสันติภาพ” นโปเลียนตระหนักดีว่า ตนต้องโจมตีให้เร็ว ก่อนที่พันธมิตรจะรวมกำลังกันได้ครบ เขาจึงเคลื่อนทัพเข้าสู่เบลเยียม

วันที่ 16 มิถุนายน 1815 นโปเลียนเอาชนะกองทัพปรัสเซียของจอมพลบลูเชอร์ได้ที่ลิญญี (Ligny) อย่างเด็ดขาด แม้ไม่สามารถทำลายกองทัพศัตรูได้ทั้งหมด แต่ก็ถือเป็นชัยชนะสำคัญ ขณะเดียวกัน จอมพลเนย์ปะทะกับกองทัพของดยุกแห่งเวลลิงตันที่กัตร์-บรา (Quatre Bras) ผลการรบไม่ชี้ขาด ทว่า ช่วยให้นโปเลียนสามารถถ่วงเวลา และแยกกองทัพศัตรูออกจากกันได้ชั่วคราว

ทุกอย่างดูเหมือนจะเอื้ออำนวยต่อจักรพรรดิ จนกระทั่งธรรมชาติเริ่มกำหนดเงื่อนไขของสนามรบ

การรบที่ลิญญี (Ligny) (ภาพจาก : commons.wikimedia.org)

แทมโบรา : ตัวเร่งจากอีกซีกโลก

ในเดือนเมษายน 1815 ภูเขาไฟแทมโบราในอินโดนีเซียเกิดการปะทุครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ มันพ่นเถ้าถ่าน และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จำนวนมหาศาลขึ้นสู่ชั้นสตราโตสเฟียร์ ส่งผลให้ระบบภูมิอากาศโลกเข้าสู่ภาวะไม่เสถียรอย่างต่อเนื่อง

แม้การระเบิดของแทมโบราจะไม่อาจอธิบายสภาพอากาศในเบลเยียมได้โดยตรงแบบเส้นตรง แต่นักวิชาการด้าน Climate history จำนวนมากเห็นพ้องว่า มันเป็นหนึ่งในตัวเร่งที่ทำให้ยุโรปในปี 1815 เผชิญสภาพอากาศแปรปรวน ฝนตกหนัก และความชื้นสูงผิดฤดูกาล ซึ่งกลายเป็นฉากหลังสำคัญของสมรภูมิวอเตอร์ลู

คืนแห่งสายฝน และเช้าวันพิพากษา

คืนวันที่ 17 มิถุนายน ฝนกระหน่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง ทุ่งหญ้าสีเขียวของเบลเยียมกลายเป็นปลักโคลนลึก ปืนใหญ่ที่เป็นหัวใจของยุทธศาสตร์นโปเลียนจมลงในดินเลน รถลำเลียงติดหล่ม และที่สำคัญที่สุดคือ เวลา ทรัพยากรล้ำค่าที่นโปเลียนไม่อาจสูญเสียได้

เช้าวันที่ 18 มิถุนายน นโปเลียนตัดสินใจเลื่อนการเริ่มรบออกไป เพื่อรอให้พื้นดินแห้งพอสำหรับปืนใหญ่ ความล่าช้านี้ทำให้กองทัพปรัสเซียมีเวลาเคลื่อนกำลังเข้ามาใกล้สนามรบมากขึ้น

เมื่อการรบเริ่มขึ้น ความหนืดของโคลนทำให้ทหารราบฝรั่งเศสเคลื่อนที่ช้าลง กระสุนปืนใหญ่ที่ควรจะกระดอนบนพื้นแข็งกลับจมลึกลงในดินเลนอย่างไร้ประสิทธิภาพ การโจมตีของทหารม้าภายใต้การนำของจอมพลเนย์ไม่อาจสร้างแรงกระแทกตามที่คาดหวัง ม้าลื่นไถลและหมดแรง ทหารม้าถูกสกัดในจัตุรัสปืนคาบศิลาอย่างหนักหน่วง

“La Garde recule!” : วินาทีที่ตำนานแตกสลาย

ยามเย็น นโปเลียนส่งกองทหารรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นหน่วยรบที่ไม่เคยพ่ายแพ้ ลงสู่สนามรบเป็นไพ่ใบสุดท้าย แต่ในขณะเดียวกัน กองทัพปรัสเซียก็ปรากฏตัวขึ้นทางปีกขวา สนามรบวอเตอร์ลูกลายเป็นกับดักสองด้าน

เมื่อเสียงตะโกนว่า “La Garde recule!” ดังขึ้น ทหารฝรั่งเศสทั้งสนามรบเสียขวัญ ความพ่ายแพ้แผ่ขยายอย่างรวดเร็ว นโปเลียนทอดพระเนตรการล่มสลายของจักรวรรดิที่พระองค์สร้างขึ้น ท่ามกลางโคลนตม และฝนที่เริ่มโปรยลงมาอีกครั้ง

ทหารอังกฤษปะทะกับทหารฝรั่งเศส ในสมรภูมิวอเตอร์ลู ค.ศ. 1815 (ภาพจาก : commons.wikimedia.org)

อวสานจักรพรรดิ

วอเตอร์ลูคือจุดจบทางการเมืองของนโปเลียน พระองค์พยายามหลบหนีไปอเมริกา แต่ถูกกองเรืออังกฤษสกัดไว้ คราวนี้พันธมิตรไม่ยอมเสี่ยงอีกต่อไป พวกเขาส่งเขาไปยังเกาะเซนต์เฮเลนา เกาะภูเขาไฟกลางมหาสมุทรแอตแลนติกใต้

บนเกาะอันโดดเดี่ยว นโปเลียนใช้ชีวิตบั้นปลายด้วยการเขียนบันทึกและทบทวนอดีต สุขภาพของพระองค์ทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ นักประวัติศาสตร์ยังถกเถียงถึงสาเหตุการสิ้นพระชนม์ ทั้งมะเร็งกระเพาะอาหาร หรือพิษสารหนูจากสภาพแวดล้อมที่ชื้น มีบันทึกบางแหล่งระบุว่า คำพูดสุดท้ายของเขาคือ

“France, l’armée, Joséphine”

นโปเลียนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 1821 สิริอายุ 51 ปี

บทสรุป : เมื่อมนุษย์ตัดสินใจ ภายใต้ขอบเขตของธรรมชาติ

ตลอดบทความทั้งสามตอน เราได้เห็นว่าวิถีชีวิตของนโปเลียนมิได้ขับเคลื่อนด้วยอัจฉริยะของมนุษย์เพียงอย่างเดียว หากดำเนินไปภายใต้ระบบธรรมชาติที่กำหนดขอบเขตของความเป็นไปได้

ภูเขาไฟลากิทำให้ยุโรปเผชิญความอดอยาก เปิดทางให้การปฏิวัติ

ความหนาวรัสเซียที่ทวีความรุนแรงในปลายยุคน้ำแข็งน้อย ทำลายกองทัพไร้พ่าย

และสภาพอากาศแปรปรวนในปีแห่งแทมโบรา ได้ขยายผลของความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ที่วอเตอร์ลู

นโปเลียนคืออัจฉริยะที่เปลี่ยนโฉมหน้ากฎหมาย การศึกษา และสงครามของยุโรป แต่เรื่องราวของเขาเตือนเราว่า มนุษย์ตัดสินใจได้อย่างกล้าหาญเพียงใด ก็ยังต้องเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้ขอบเขตที่ธรรมชาติกำหนดไว้เสมอ

อ่านตอนที่ 2

อ่านตอนที่ 3

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


บรรณานุกรม :

ภาษาไทย

ไชยันต์ ไชยพร. (2562). วิวัฒนาการการเมืองฝรั่งเศส: จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สมเกียรติ วันทะนะ. (2561). การปฏิวัติฝรั่งเศส: รากฐานของโลกสมัยใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

อนันต์ชัย เลาหะพันธุ. (2560). ยุโรปสมัยใหม่ ค.ศ. 1492–1815. กรุงเทพฯ: ศักดิ์โสภาการพิมพ์.

ภาษาต่างประเทศ

Cornwell, B. (2014). Waterloo: The History of Four Days, Three Armies, and Three Battles. HarperCollins.

D’Arcy Wood, G. (2014). Tambora: The Eruption That Changed the World. Princeton University Press.

Parker, G. (2013). Global Crisis: War, Climate Change and Catastrophe in the Seventeenth Century. Yale University Press.

Roberts, A. (2014). Napoleon: A Life. Viking.

Zamoyski, A. (2004). 1812: Napoleon’s Fatal March on Moscow. HarperCollins.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 มกราคม 2569