10 เจ้าเมืองพระตะบอง ตลอด 112 ปี ภายใต้การปกครองของสยาม

เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) เจ้าเมืองพระตะบอง คนสุดท้าย
เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) เจ้าเมืองพระตะบองคนสุดท้าย

ตลอดระยะเวลากว่า 112 ปี ที่สยามปกครอง “พระตะบอง” เจ้าเมืองพระตะบองคือใครบ้าง และจัดการปกครองในพื้นที่อย่างไร?

พระตะบอง หรือ “บัดด็อมบอง” เป็นดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา ในอดีตมีพื้นที่มากกว่าที่กัมพูชาจัดแบ่งการปกครองใหม่อย่างทุกวันนี้ เพราะครอบคลุมทั้งจังหวัดพระตะบอง บันทายมีชัย เสียมราฐ และไพลินในปัจจุบัน

หนังสือ “พระตะบอง: ดินแดนใต้เงา 2 รัฐ” เขียนโดย ณัฐพร ไทยจงรักษ์, ยิ่งยศ บุญจันทร์ และคณะ ได้เล่าถึงความสำคัญของเมืองนี้ว่า อาณาบริเวณของพระตะบองเป็นทั้งอู่ข้าวอู่น้ำ และหัวเมืองสำคัญบนเส้นทางระหว่างสยามกับกัมพูชามาตั้งแต่ยุคอยุธยา เรื่อยมาถึงรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะการเป็นเมืองหน้าด่านของสยามในสงครามกับญวน (อานามสยามยุทธ) สมัยรัชกาลที่ 3 (พ.ศ. 2367-2394)

พ.ศ. 2338 หลังสงครามกลางเมืองเขมร สยามเข้าปกครองพระตะบองโดยตรง ซึ่งรัชกาลที่ 1 ทรงขอหัวเมืองเขมรใกล้เขตสยาม 5 เมือง ได้แก่ พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสพณ มงคลบุรี และระสือ จากสมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดีศรีสุริโยพรรณ (นักองค์เอง) กษัตริย์กัมพูชา เพื่อมอบให้ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) ที่มีส่วนสำคัญในการปราบจลาจลในแผ่นดินเขมร ให้เป็นผู้สำเร็จราชการ และขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ

ดินแดนกัมพูชาจึงแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ “เขมรส่วนใน” ที่ขึ้นตรงต่อราชสำนักสยาม คือ 5 หัวเมืองที่เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) ปกครอง โดยมีศูนย์กลางที่เมืองพระตะบอง กับ “เขมรส่วนนอก” ก็คือดินแดนที่เหลือของเขมร ซึ่งปกครองโดยกษัตริย์กัมพูชา

เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์)
เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) (ภาพจาก หนังสือ ทำเนียบนาม ภาคที่ ๓ ตำราทำเนียบบันดาศักดิ์กรุงกัมพูชา)

ตั้งแต่นั้นมา เจ้าเมืองพระตะบองส่วนใหญ่ก็เป็นขุนนาง สกุลอภัยวงศ์ ซึ่งสืบเชื้อสายจากเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) โดย 112 ปี ภายใต้การปกครองของสยาม ระหว่าง พ.ศ. 2338-2449 เมืองพระตะบองมีเจ้าเมืองทั้งสิ้น 10 คน ดังนี้

  1. เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน อภัยวงศ์) พ.ศ. 2338-2352
  2. พระยาอภัยภูเบศร (แบน) พ.ศ. 2353-2357 เดิมเป็นพระยาวิบูลราช 
  3. พระยาอภัยภูเบศร (รศ อภัยวงศ์) พ.ศ. 2357-2370 ต่อมาเป็นพระยาวิเศษสุนทร และกลับมาเป็นปลัดเมืองพระตะบอง
  4. พระยาอภัยภูเบศร (เชด) พ.ศ. 2370-2377 เดิมเป็นพระยาอุดมภักดี
  5. เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) พ.ศ. 2377-2381
  6. นักองค์อิ่ม พ.ศ. 2381-2382 แล้วตำแหน่งเจ้าเมืองก็ว่างระหว่าง พ.ศ. 2382-2385
  7. พระพิทักษ์บดินทร (สุม) ระหว่าง พ.ศ. 2385-2386
  8. พระนรนทรโยธา ต่อมาคือ พระยาอภัยภูเบศร (นอง อภัยวงศ์) พ.ศ. 2386-2403
  9. เจ้าพระยาคทาธรธรณินทร์ (เยีย อภัยวงศ์) พ.ศ. 2403-2435
  10. เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) พ.ศ. 2435-2450

จะเห็นว่าตำแหน่งเจ้าเมืองไม่ได้ผูกขาดที่สกุลอภัยวงศ์เสียทีเดียว แม้การคัดเลือกแต่ละครั้ง เชื้อสายของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) หรือบุตรหลานสกุลอภัยวงศ์จะเป็นตัวเลือกแรก ๆ ของราชสำนักกรุงเทพฯ เสมอ ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าสกุลนี้ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระมหากษัตริย์สยามให้ปกครองดินแดนเขมรส่วนในนั่นเอง

เจ้าพระยาคทาธร ธรณินทร์ (เยีย อภัยวงศ์)
เจ้าพระยาคทาธร ธรณินทร์ (เยีย อภัยวงศ์) ผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบอง (ภาพจาก หนังสือ พันตรี ควงอภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรี ๔ สมัย)

พระมหากษัตริย์สยามยังทรงแต่งตั้งเจ้าเมืองโดยพระราชทานอำนาจตลอดจนการตัดสินใจเด็ดขาดทั้งหลายแทนพระองค์ และพระราชทานภาษีอากรรวมถึงผลประโยชน์ทั้งหมดแก่เจ้าเมือง ทั้งมีพระบรมราชานุญาตให้ใช้กฎหมาย และการปกครองตามธรรมเนียมดั้งเดิมของกัมพูชา เจ้าเมืองพระตะบองจึงมีเหรียญกษาปณ์ใช้ภายในหรือสามารถออกเงินตราในเขตปกครองของตนเองได้ ตลอดจนกสามารถผูกขาดการค้าผิ่น การกลั่นสุรา การพนัน และการประมงด้วย

นับเป็นการปกครองที่มีความพิเศษ และค่อนข้างเฉพาะตัว เพราะรูปแบบข้างต้นทำให้พระตะบองมีเอกราชเกือบสมบูรณ์ โดยอยู่ภายใต้การปกครองของสยาม และมีลักษณะเป็น “หัวเมืองชั้นนอก” กึ่ง “ประเทศราช” ไม่ได้ถูกปกครองอย่างเข้มงวดเหมือนหัวเมืองอื่น ๆ

วัดปราบปรามปัจจามิตร เจ้าพระยาบดินทรเดชา พระตะบอง กัมพูชา พระยาจ่าแสนบดีศรีบริบาล
วัดปราบปรามปัจจามิตร เมืองพระตะบอง กัมพูชา เป็นวัดที่เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สร้างไว้

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

ณัฐพร ไทยจงรักษ์, ยิ่งยศ บุญจันทร์ และคณะ. (2568). พระตะบอง: ดินแดนใต้เงา 2 รัฐ. กรุงเทพฯ : มติชน.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 21 มกราคม 2568