“ที่ดินพระราชทาน” สมัยรัชกาลที่ 6 กับ “เงื่อนไข” ที่ผู้รับพระราชทานต้องปฏิบัติ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ประกอบเรื่อง ที่ดินพระราชทาน พระราชนิยมในรัชกาลที่ 6
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงฉลองพระองค์ชุดพลเอกแห่งกรมทหารราบเบาเดอรัม (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ รหัสภาพ 22 M00032)

ที่ดินพระราชทานสมัยรัชกาลที่ 6 กับ “เงื่อนไข” ที่ผู้รับพระราชทานต้องปฏิบัติ

ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การพระราชทานที่ดินแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ หรือข้าราชการทหารและพลเรือน ถือเป็นพระราชอำนาจโดยสมบูรณ์ขององค์พระมหากษัตริย์ และถึงแม้จะพระราชทานสิทธิ์ให้ผู้รับพระราชทานแล้ว แต่ยังมี “เงื่อนไข” บางประการ ที่เจ้าของ “ที่ดินพระราชทาน” ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

อย่างในสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระองค์มักจะพระราชทานที่ดินแก่ผู้อุทิศตนทำราชการเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ดังมีบันทึกว่า ระหว่าง พ.ศ. 2453-2462 มีการพระราชทานที่ดินแก่เจ้านายทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายในเป็นจำนวน 114 แปลง

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในจำนวนข้างต้น มีทั้งที่พระราชทานแทนสมเด็จพระบรมชนกนาถ (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5) เพราะค้างคามาแต่รัชกาลนั้น เช่น ที่ดินริมถนนกรุงเกษม ที่พระราชทาน พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสิงหวิกรมเกรียงไกร

นอกเหนือจากนั้นก็จะเป็นที่พระราชทานให้อยู่อาศัยชั่วชีวิต เช่น ที่ดินริมถนนลกกับถนนราชวัตรหน้า พระราชทานเจ้าจอมมารดาเลื่อน ในรัชกาลที่ 5 หรือพระราชทานเนื่องด้วยการแลกเปลี่ยน เช่น ที่ดินสี่กั๊กเสาชิงช้า พระราชทานพระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้าทิพยาลังการ

รวมถึงที่พระราชทานให้เป็นสิทธิ์แก่เจ้านาย และข้าราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน เช่น ที่ดินริมถนนหลานหลวงและถนนดำรงรักษ์ พระราชทานพระบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย, ที่ดินถนนดินสอ พระราชทานนายพลโท พระยาสุรเสนา (กลิ่น แสง-ชูโต) สมุหราชองครักษ์, ที่ดินพญาไท พระราชทานนายพลตรี หลวงอาวุธสิขิกร (หลง สินศุข) ผู้ช่วยผู้บังคับการกองบินทหารบก เป็นต้น

ในการพระราชทานที่ดินให้เป็นสิทธิ์แก่เจ้านายและข้าราชการแต่ละรายสมัยรัชกาลที่ 6 มักมีเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่ง ดังที่ พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์) บันทึกไว้ใน “บุรุษรัตน” ว่า

“ตามประเพณีผู้ที่ได้รับพระราชทานที่ดินบ้านเรือน ย่อมจะมีพระราชหัตถเลขากำกับหน้าโฉนดว่า พระราชทานแก่ผู้นั้นๆ และมักจะมีเงื่อนไขว่าจะโอนหรือขายแก่ผู้ใดลำพังไม่ได้ นอกจากได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตก่อน”

เมื่อคราว รัชกาลที่ 5 พระราชทานที่ดินริมถนนซางฮี้นอก แก่พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ ทรงระบุไว้ในพระราชหัตถเลขาพระราชทานที่ดินนั้นว่า [ปรับย่อหน้าและเน้นคำเพิ่มเติมโดยกอง บก. ศิลปวัฒนธรรม]

“ข้าพเจ้าจึงทำหนังสือฉบับนี้เป็นสำคัญยกที่ตำบลซึ่งกล่าวมาแล้วนี้ ให้เป็นสิทธิเป็นทรัพย์แก่พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภตลอดชั่วบุตรและหลาน ตามแต่พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภจะปลูกสร้างเปลี่ยนแปลงตามชอบใจ และจะยกให้แก่ผู้ใดผู้หนึ่งก็ตามแต่ใจของพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ

แต่ต่อไปภายหน้าพระเจ้าแผ่นดินหรือท่านผู้ใดผู้หนึ่งที่มีอำนาจ จะต้องประสงค์ที่ตำบลนี้ด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด ก็ขอให้พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภได้รับพระราชทานราคาตามสมควรแก่ที่นั้น”

อนึ่ง การพระราชทานที่ดินตามรูปแบบดังกล่าว พระยานิติศาสตร์ไพศาล (วัน จามรนาม) เจ้ากรมกองการต่างประเทศ กรมราชเลขาธิการ กล่าวไว้ในเรื่องอธิบาย “เรื่องโฉนดที่ดินพระราชทาน” เมื่อคราวพระราชทานที่ดินถนนประมวญและตำบลบางกอกใหญ่ แก่กรมหมื่นพิทยาลงกรณ เมื่อ พ.ศ. 2462 ว่า

“ที่ดินพระราชทานนี้มีลักษณะคล้ายที่ดินอังกฤษ ซึ่งเรียกว่า กอปิโฮลด์ (Copyhold) ที่เจ้านายหรือข้าราชการผู้ใหญ่ได้รับส่วนแบ่งที่ดินมาจากพระราชาธิบดีแล้ว ก็ตัดแบ่งย่อยลงไป แจกจ่ายให้บริวารตั้งบ้านเรือนอยู่เปนสิทธิ์ตลอดลูกหลานผู้สืบสายโลหิตลงไป ผู้ที่อยู่ในที่ดินนี้มีกรรมสิทธิ์ แต่มีน่าที่จะต้องทำการงานให้แก่เจ้าของเดิม เช่นเมื่อเกณฑ์ให้ไปช่วยเหลือประการใด ก็ต้องไป

วิธีรับที่ดินชนิดนี้ คือ ส่งมอบให้แก่กันแล้วและไปจดทะเบียนที่ศาลสนามสถิตยยุติธรรม ผู้ถือที่ดินได้รับใบสำคัญเปนสำเนาทะเบียนที่จดไว้นั้น (ฮอลสบุรี เล่ม ๘ ข้อ ๑๒ น่า ๘๒)

หมายเหตุ ใบสำคัญนี้คล้ายโฉนดของเรา

อนึ่ง กรมหมื่นพิทยาลงกรณเคยได้รับโฉนดที่ดิน ถนนประมวล ซึ่งพระราชทานเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙ และกรมราชเลขานุการได้ส่งให้คลังโอนให้ตามพระบรมราชานุญาต”

ที่ดินที่พระราชทานด้วยสิทธิ์ดังกล่าว นอกจากที่ดินส่วนที่พระราชทานให้เป็นสิทธิ์ขาดแก่พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 แล้ว ส่วนที่พระราชทานเจ้านายและข้าราชการอื่น ๆ ล้วนมีเงื่อนไขสำคัญกำกับว่า “หากต่อไปภายหน้า จะมีการจำนำ ซื้อขาย หรือแลกเปลี่ยนต้องนำมากราบบังคมทูลพระกรุณาก่อน”

พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าพระยารามราฆพ พระกระยาหารราชนิยมรัชกาลที่ 6
พระบรมฉายาลักษณ์พระราชทานเจ้าพระยารามราฆพ (ภาพจาก ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเอก พลเรือเอก มหาเสวกเอก เจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล. เฟื้อ พึ่งบุญ) พ.ศ. 2510)

อย่างที่ดิน “บ้านนรสิงห์” ซึ่งปัจจุบันคือ ตึกไทยคู่ฟ้า (ทำเนียบรัฐบาล) ที่รัชกาลที่ 6 พระราชทานแก่เจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล. เฟื้อ พึ่งบุญ) ก็มีความตอนหนึ่งในพระราชหัตถเลขาพระราชทานที่ดิน ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2457 ระบุเอาไว้ว่า

“…จะปลูกสร้างเปลี่ยนแปลงในที่รายนี้ ฤๅจะซื้อขายให้ปันแก่ผู้หนึ่งผู้ใดก็ตามแต่ใจพระยาประสิทธิศุภการ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ)

แต่ข้าพเจ้าขอคงอำนาจไว้ว่า ถ้าข้าพเจ้าเห็นว่า พระยาประสิทธิศุภการ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) ประพฤติตนไม่สมควรจะปกปักรักษาที่นี้ได้เมื่อใด ฤๅข้าพเจ้าเห็นสมควรจะแลกเปลี่ยนอย่างหนึ่งอย่างใด ข้าพเจ้ามีอำนาจจะเรียกคืนที่รายนี้ฤๅแลกเปลี่ยนได้ทุกเมื่อทุกเวลา เว้นแต่ผู้หนึ่งผู้ใดจะมาถือเอาอำนาจอันนี้ เพื่อคืนฤๅแลกเปลี่ยนเอาที่รายนี้จากพระยาประสิทธิศุภการ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) ฤๅจากผู้หนึ่งผู้ใดที่ได้รับทรัพย์มรฎกของพระยาประสิทธิศุภการ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) ไม่ได้เป็นอันขาด

ถ้าพระเจ้าแผ่นดินฤๅผู้ใดผู้หนึ่งที่มีอำนาจจะต้องประสงค์ที่รายนี้ด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด ก็ขอให้พระยาประสิทธิศุภการ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) ได้รับพระราชทานราคาตามสมควรแก่ที่นี้เถิด…”

บ้านนรสิงห์ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
“ตึกไกรสร” ภายในบ้านนรสิงห์ ภาพถ่ายเมื่อคราวฉลองพระนคร 150 ปี พ.ศ. 2475 ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ตึกไทยคู่ฟ้า”

กล่าวคือ การขอรับพระราชทานพระบรมราชานุญาตทุกครั้งหากจะขายหรือโอนที่ดิน พระราชอำนาจในการซื้อคืนที่ดินด้วยราคาที่เหมาะสม รวมถึงการเรียกคืนที่ดินหากผู้รับพระราชทานประพฤติไม่เหมาะสม คือ “เงื่อนไข” ที่พ่วงติดไปกับที่ดินพระราชทานในสมัยรัชกาลที่ 6 นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

วรชาติ มีชูบท. พลิกตำนานบ้านนรสิงห์และบ้านบรรทมสินทธุ์. นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม พ.ศ. 2558.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2568